อะไรกัน


สิ่ง ดีงามที่บุคคลทั้งสองเคยสร้างร่วมกันมามีอันต้องหายไป คำกล่าวที่ไม่สุภาพของคนที่มีจิตใจอยู่ในสภาพปกติกับหญิงที่อยู่ในสถานการณ์เช่นนั้นถูกเสกสรรค์ปั้นแต่งออกมาโดยไม่ได้คิดมาก่อน อะไรคือสาเหตุของการด่าทอกันระหว่างสามีภริยา และเมื่อเกิดขึ้นแล้วอาจหมายถึงดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือเป็นเพียงคำไม่สุภาพ

จากชีวิตหนุ่มสาวเมื่อสิบห้าปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว ความรักก่อตัวระหว่างนายศิลป์ชัย สถาปนิกหนุ่มและสาวรมยกรพยาบาลสาว และลงท้ายด้วยการแต่งงานและมีลูกชายหญิง 2 คน เป็นพยานรัก ภริยาตัดสินใจไปเรียนต่อและทำงานที่สหรัฐอเมริกา สามีดูแลลูกอยู่ในเมืองไทย

หกปีผ่านไปรมยกรกลับสู่มาตุภูมิเพื่อจะรับลูกชายคนโตไปเรียนต่อ เหตุการณ์ไม่คาดหมายเกิดขึ้นกระทบต่อความรู้สึกอย่างรุนแรงเมื่อสามีขอหย่า เธอได้ข่าวสามีจะไปแต่งงานกับหญิงอื่นอยู่แล้วแม้ว่าจะระแวงแต่ต้องทำใจไม่เชื่อเพราะอยู่ห่างไกลกัน สามีถูกเธอด่าทางโทรศัพท์รวมไปถึงพ่อของสามีด้วย

จนกลายเป็นเหตุที่ศิลป์ชัยฟ้องหย่ารมยกร ด้วยเหตุที่ฝ่ายโจทก์เชื่อว่าการพูดกันทางโทรศัพท์ไม่ใช่ภาษาดอกไม้ และมูลเหตุอื่นประกอบที่ภริยาถูกนำมากล่าวหาหลายเรื่อง น่าจะมีเหตุผลเพียงพอที่ศาลจะพิพากษาให้ตามฟ้อง

คดีถึงที่สุด ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า โจทก์และบิดาโจทก์นำสืบเพียง 2 ปาก ว่าโจทก์มิได้เบิกความว่าจำเลยกล่าวถึงต่อบุคคลใดบ้าง เพียงแต่จำเลยจะพาลูกชายไปเรียนต่อที่อเมริกา และผู้เป็นสามีขอเจรจาให้ภริยายอมให้หย่ากันที่เขตปทุมวันจึงถูกภริยาด่าที่ห้องอาหารแห่งหนึ่งมีผู้คนได้ยินหลายคน แต่ไม่ได้กล่าวว่าด่าว่าอย่างไรจึงไม่อาจวินิจฉัยได้

แม้แต่อ้างว่าภริยาด่าว่าด้วยคำไม่สุภาพ หากจะหย่ากันก็ได้ต้องจ่ายเงินสด 2 ล้านบาท โจทก์ถูกภริยาด่าทางโทรศัพท์ไม่มีพยานได้ยิน เหตุที่เธอด่าเพราะสามีอ้างว่าต้องทำเอกสารยุ่งยากกว่าจะทำเรื่องให้ลูกไปเรียนได้ แสดงว่าทั้งสองคนตกลงกันแล้วแต่ติดขัดเรื่องทำพาสปอร์ตให้ลูก

มีข้อเท็จจริงน่าเจือสมเอกสารเป็นจดหมายที่ภริยาส่งเงินมาให้ครอบครัวหลายปีรวมเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท พฤติการณ์ที่ยกขึ้นมาอ้างของภริยาน่าเชื่อว่ามีส่วนหารายได้มาจุนเจือครอบครัว เมื่อจำเลยกลับมาจะพาลูกไปเรียนหนังสือกลับถูกโจทก์เจรจาเรื่องการหย่า

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เป็นตามที่ผู้เป็นภริยาหรือจำเลยในคดีนี้ต้องต่อสู้ชีวิตในต่างแดนอย่างยากลำบาก เป็นผู้หญิงคนเดียวทำงานเพื่อความสุขสมบูรณ์ของครอบครัว ถูกโจทก์ขอหย่าและถูกหาว่าทอดทิ้งสามี ย่อมเป็นธรรมดาที่เกิดอารมณ์ชั่ววูบ ขาดความยั้งคิดได้ จำเลยหาได้มีเจตนาหมิ่นประมาทโจทก์จริงไม่

แม้ว่าจำเลยจะได้กล่าวพาดพิงถึงบิดาโจทก์ทางโทรศัพท์ทำนองว่าอย่าได้มายุ่งเรื่องคนอื่น เกิดอารมณ์วู่วามที่รู้ว่าบิดาพยานร่วมกันกับโจทก์เพื่อให้มีการหย่าเกิดขึ้น และมีพยานจำเลยเบิกความยืนยันว่า จำเลยได้นำเอกสารที่โจทก์ขอหย่าส่งไปให้จำเลยที่อเมริกาให้พยานดู มีโจทก์และบิดาโจทก์ลงชื่อไว้ จึงได้ถามสาเหตุนี้ จำเลยจึงด่าพาดพิงถึงบิดาโจทก์ มีคำด่าด้วยอารมณ์วู่วามภายหลังทั้งก่อนและภายหลังจำเลยถูกฟ้องคดีนี้ จึงไม่อาจฟังเป็นยุติว่าจำเลยได้พูดดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทโจทก์และบิดาโจทก์ดังฟ้อง

ประการสุดท้าย ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยจงใจทิ้งร้างโจทก์ไปอยู่อเมริกาหกปีเต็มไม่ได้เดินทางมาอยู่กินฉันสามีภริยา โจทก์ไม่เห็นชอบด้วย จำเลยดื้อรั้นห้ามแล้วไม่ฟัง แต่พยานอีกปากหนึ่งของจำเลยว่า ทั้งพยานและโจทก์ต่างไปส่งจำเลยที่สนามบิน และมีจดหมายติดต่อกันระหว่างบุคคลทั้งสองไม่ต่ำกว่า 10 ฉบับ แสดงว่าโจทก์ยินยอมและต่างเห็นดีเห็นชอบด้วยกัน

ถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ จึงไม่เป็นเหตุที่โจทก์จะอ้างมาฟ้องหย่าได้

พิพากษายืน

ข้อมูล : เทียบเคียบคำพิพากษาฎีกาที่ 2962/2526

รศ.พิศิษฐ์ ชวาลาธวัช



(update 10 มีนาคม 2006)
[ ที่มา... หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10206 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600