ฟ้องคดีเมื่อเจ้ามรดกตาย


สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่ทำกันไว้ระหว่างบุคคลสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเรียกว่าผู้จะซื้อ อีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่าผู้จะขาย สาระสำคัญมีว่าสัญญาที่ทำกันไว้ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงหรือจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดและกำหนดวันนัดโอนหรือที่พูดกันไว้ว่าเทเงินงวดสุดท้าย

ในทางปฏิบัติปัญหาย่อมเกิดขึ้นได้หากฝ่ายใดผิดข้อตกลง คดีความย่อมเกิดขึ้นอย่างไม่มีข้อสงสัย แพ้หรือชนะว่ากันไปตามข้อเท็จจริงที่ทำกันไว้ในสัญญา

มีบางเรื่องอาจเกิดปัญหาได้ว่า ภายหลังทำสัญญาจะซื้อจะขายไปแล้ว ผู้จะขายบุญน้อยไม่ทันใช้เงินก้อนโตจากที่ดินแปลงที่จะโอนให้ผู้ซื้อ เงินงวดแรกยังไม่ทันจ่ายแต่เพื่อความมั่นใจว่าซื้อแน่นอนจึงรับมัดจำจากผู้จะซื้อไว้จำนวนหนึ่ง หลังจากนั้นถึงแก่กรรมลง

บรรดาทรัพย์สินเงินทองที่ดินย่อมตกแก่ทายาท ผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดกต้องทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ ที่ดินแปลงใดที่เจ้ามรดกทำสัญญาจะขายไว้นั้น หากผู้จะซื้อปฏิบัติตามสัญญาก็ต้องจดทะเบียนโอนให้ตามข้อกำหนด มิฉะนั้นแล้วผู้จะซื้อย่อมใช้สิทธิเรียกร้องบังคับเอากับทายาทหรือผู้จัดการมรดกให้ปฏิบัติตามสัญญาห้ามบิดพลิ้วได้

ก่อนผู้ใดจะฟ้องคดีนี้ การใช้สิทธิเรียกร้องให้โอนขายที่ดินพิพาทของเจ้ามรดกต้องดูเรื่องอายุความในการฟ้อง กล่าวคือต้องฟ้องภายในกำหนด 1 ปี นับแต่ได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ฟ้องเกินกว่า 1 ปีนับแต่รู้ว่าเจ้ามรดกตายไปย่อมขาดอายุความ

นายฉลองรัฐ นักธุรกิจจัดสรรที่ดินทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงงามติดถนนพหลโยธินกับนายนิพิฐ เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 20 ตารางวา เป็นเงิน 25 ล้านบาท วันทำสัญญาวางมัดจำไว้ 2.5 ล้านบาท กำหนดวันเวลาชำระเงินงวดแรกถึงงวดที่ 5 ไว้ชัดเจนงวดละ 2 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขว่าผู้จะขายมีหน้าที่จัดการให้ผู้อยู่อาศัยในบ้านไม่ให้เช่าบนที่ดินดังกล่าวออกไปทั้งหมด ก่อนครบกำหนดจ่ายเงินงวดที่หนึ่ง ที่เหลือจ่ายครบวันกำหนดโอน

ก่อนจะถึงกำหนดจ่ายเงินงวดแรก นิพิฐเสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน หลังจากนั้นนายนิพัทธ บุตรชายคนโตเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล

สองปีผ่านไปฉลองรัฐได้มีจดหมายติดต่อไปยังผู้จัดการมรดกของนิพิฐ และบรรดาทายาททั้งหลายของผู้ตายเจ้ามรดกให้ปฏิบัติตามสัญญา ผู้จัดการมรดกทำเฉยเสีย เขาจึงติดต่อขออายัดการทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินแปลงนั้นไว้ต่อเจ้าพนักงานที่ดินและมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังทายาท และผู้จัดการมรดกของนิพิฐให้ทำตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ ใช้วิธีส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนแต่ไม่มีผู้รับ

จึงตัดสินใจฟ้องผู้จัดการมรดกและทายาท คดีสู้กันถึงสามศาล

ที่สุดศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ตามที่โจทก์ฎีกาอ้างว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามสัญญายังไม่เกิดขึ้นเพราะฝ่ายผู้ขายหรือกองมรดกยังไม่ได้ปฏิบัติผิดสัญญา อายุความยังไม่เริ่มนับจะยกเอาอายุความคดีมรดกต้องฟ้องภายในกำหนด 1 ปีได้อย่างไรกัน เห็นว่า ตามสัญญาโจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องบังคับผู้ขายตั้งแต่วันทำสัญญาแล้ว เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาของเจ้ามรดกจึงตกเป็นกองมรดกตามกฎหมาย โจทก์ฟ้องบังคับตามสัญญาจะซื้อจะขายให้โอนขายที่ดินพิพาทได้ตามข้อตกลง สิทธิเรียกร้องของโจทก์อันมีต่อนิพิฐเจ้ามรดกจึงตกอยู่ภายในบังคับของอายุความตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ โดยโจทก์ต้องฟ้องคดีดังกล่าวภายในกำหนด 1 ปี นับแต่โจทก์รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก

ส่วนข้อที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยและจำเลยร่วมยอมรับสภาพหนี้ต่อโจทก์เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามกฎหมายนั้น เห็นว่าปัญหาข้อนี้โจทก์ไม่ได้นำมากล่าวอ้างไว้ในคำฟ้อง และมิใช่ข้ออันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงไม่เป็นประเด็นที่ศาลฎีกาจะรับวินิจฉัยให้ได้

ที่ศาลล่างทั้งสองยกเอาอายุความตาม ป.พ.พ.ม.1754 วรรคสาม มาปรับแก่คดีของโจทก์เป็นการชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

ข้อมูล : เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 3806/2526

รศ.พิศิษฐ์ ชวาลาธวัช



(update 1 พฤษภาคม 2006)
[ ที่มา... หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10276 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600