อุปการะเลี้ยงดูแม่


ตราบใดที่มนุษย์ยังต้องบริโภคปัจจัยสำคัญของชีวิต ตราบนั้นปัญหาย่อมไม่สิ้นสุด ต่างกันที่ระดับของปัญหาและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แม้แต่เรื่องภายในครอบครัวระหว่างแม่กับลูก หากแม่ไม่มีรายได้ เพราะมีปัญหาเรื่องสุขภาพหรือสายตา คงต้องตกเป็นภาระของลูกๆ ช่วยดูแลอุปการะตามอัตภาพ เป็นเหตุผลทางกฎหมายถูกบัญญัติและเหตุผลทางสังคม

ข้อเท็จจริงและความเป็นจริงของแต่ละครอบครัวอาจเกิดขึ้นไม่ซ้ำกันนัก แม้ว่าจะต้องยึดหลักกฎหมายเป็นสำคัญ แต่สิ่งสำคัญคือการนำข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งคดีมาชั่งเพื่อการตัดสินใจการทำหน้าที่ของลูกที่มีต่อแม่

ชีวิตของนางสาวผลิตาภายหลังสูญเสียผู้เป็นพ่อต้องพึ่งพาค่าเช่าบ้านเพื่อเลี้ยงชีพและเรียนหนังสือในมหาวิทยาลัย รายได้จึงมาจากบ้านให้เช่าที่ผู้เป็นพ่อมอบให้เป็นทรัพย์มรดกก่อนเสียชีวิต

ส่วนแม่นั้นยังมีชีวิตภายหลังหย่าแยกจากนายนัจกรผู้เป็นพ่อของเธอ นางเกสราผู้เป็นแม่แต่งงานกับสามีใหม่มีบุตรด้วยกัน 4 คน เวลาผ่านไปก่อนผู้เป็นแม่จะฟ้องลูกสาวคนนี้ เมื่อ 3 ปีผ่านมาแม่ต้องเข้าโรงพยาบาลผ่าตัดสมองมีผลกระทบต่อสายตาและตกงาน ขณะนี้อยู่กับลูกอีกคนหนึ่งของสามีเดิมในกรุงเทพฯ

ปัญหาเกิดขึ้นอีก 9 เดือนต่อมาภายหลังที่ผลิตาได้รับส่วนแบ่งจากขายที่ดินของพ่อแปลงหนึ่งได้เงินมา 600,000 บาท และเธอแบ่งให้แม่ไว้ใช้ 170,000 บาท ลูกสาวคนนี้ตกเป็นจำเลยในประเด็นว่าลูกจะต้องมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูผู้เป็นแม่

ที่สุดของปัญหาซึ่งสู้คดีกันถึง 3 ศาล ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า หลักกฎหมายที่บัญญัติไว้ว่า "ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างบิดามารดากับบุตรนั้นย่อมเรียกจากกันได้ เมื่อฝ่ายที่ควรได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดู หรือได้รับการอุปการะเลี้ยงดูไม่เพียงพอแก่อัตภาพ"

ข้อเท็จจริงจากการที่โจทก์นำสืบเห็นว่า การผ่าตัดเมื่อ 3 ปีก่อนไม่ถึงเป็นผลให้โจทก์ตาบอดมองไม่เห็น จะเดินไปไหนต้องมีคนคอยจูง โจทก์ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยถึงวันไปรับเงินจากทนายจำเลยย่านสะพานควายโดยอาศัยรถเพื่อนบ้าน ถ้าตาโจทก์บอดไม่เห็น โจทก์จะเดินทางไปรับเงินคนเดียวได้อย่างไรกัน

อีกทั้งเอกสารตามรายงานแพทย์ลงความเห็นว่า ภายหลังผ่าตัดเนื้องอกในสมองอาการทุเลา แต่สายตาที่เห็นรางๆ ไม่ดีขึ้น แสดงว่าโจทก์มองเห็นรางๆ ไม่เหมือนกับคนปกติ ไม่ใช่คนตาบอด

เมื่อผู้เป็นแม่ต้องอาศัยคนอื่น เพราะสายตาไม่ดีมองเห็นรางๆ ประกอบอาชีพไม่ได้และไม่มีรายได้ จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยอุปการะเลี้ยงดู ขณะนี้จำเลยมีรายได้จากค่าเช่าบ้านเดือนละ 2,500 บาท เป็นจำนวนพอแก่การเลี้ยงชีพและศึกษา หากต้องให้จำเลยขายบ้านและที่ดินมาจัดหาที่อยู่อาศัยให้แก่โจทก์ จำเลยจะเอารายได้จากไหนมาใช้จ่าย อีกทั้งก่อนจำเลยจะถูกฟ้องเพียง 9 เดือน จำเลยก็ได้แบ่งเงินให้แม่ใช้ 170,000 บาท นับว่าเป็นจำนวนเงินมิใช่น้อย

ประกอบกับโจทก์ยังมีบิดา มารดา และบุตรที่เกิดจากสามีใหม่อีก 3 คน คนโตบรรลุนิติภาวะแล้ว บุคคลที่กล่าวย่อมมีหน้าที่จะต้องอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เช่นเดียวกับจำเลย ก่อนที่จะมาอยู่กรุงเทพฯโจทก์ก็มีที่พักอาศัยอยู่กับบิดามารดาโจทก์ที่เชียงใหม่

ฉะนั้น เมื่อคำนึงถึงความสามารถที่จำเลยจะต้องมีส่วนให้การอุปการะโจทก์ ฐานะโจทก์และพฤติการณ์แห่งกรณีทั้งหมดแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยได้ให้การอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ในส่วนของจำเลยเป็นการเพียงพอแก่อัตภาพในปัจจุบันแล้ว

พิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสอง

ข้อมูล : เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 1831/2526

รศ.พิศิษฐ์ ชวาลาธวัช



(update 1 พฤษภาคม 2006)
[ ที่มา... หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10269 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600