เด็กน้อยผู้อาภัพ


บางมุมของชีวิตเด็กคนหนึ่งอาจรู้ความได้หรือไม่ก็ตาม โชคชะตาฟ้าดินเหมือนจะลงโทษหรือกลั่นแกล้งให้ต้องขาดไร้ทั้งผู้เป็นพ่อและแม่เพราะสาเหตุที่มัจจุราชได้พรากบุคคลสำคัญที่สุดคือผู้เป็นพ่อและผู้เป็นแม่ไปจากเด็กคนนั้นอย่างไม่มีวันกลับ

ปัญหาที่ตามมาคือเด็กคนนี้จะอยู่กับญาติพี่น้องฝ่ายไหน ใครจะมีหน้าที่เลี้ยงดูให้การศึกษาต่อไป ผู้ใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง หรือต้องกลายเป็นเด็กเร่ร่อนกินนอนอยู่ใต้สะพานตามจุดต่างๆ ในกรุงเทพฯ ดังสภาพที่เป็นอยู่

หากเด็กคนนั้นโชคดีมีพี่ป้าน้าอาของพ่อและแม่จะรับเป็นบุตรบุญธรรมเพื่ออนาคตจะทำได้หรือไม่ อย่างไร เพราะกฎหมายกำหนดไว้ว่าการรับผู้เยาว์เป็นบุตรธรรมจะต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดาของผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรม ถ้าฝ่ายใดตายหรือถูกถอนอำนาจปกครองต้องได้รับความยินยอมจากผู้มีอำนาจปกครองที่ยังมีชีวิตอยู่

ประกอบกับมีข้อน่าสังเกตว่า พระราชบัญญัติการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม ไม่ได้บัญญัติถึงการรับผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมกรณีที่บิดามารดาไม่อาจให้ความยินยอมได้เพราะทั้งคู่เสียชีวิตอาจเสียชีวิตพร้อมกันหรือฝ่ายใดเสียชีวิตในภายหลังก็สุดแล้วแต่ข้อเท็จจริงเป็นเรื่องๆ ไป

กรณีทำนองนี้จึงเกิดขึ้นเมื่อนางฉลองขวัญ น้องสาวของนางขวัญเรือนถึงแก่กรรมลงด้วยวัย 51 ปี ทิ้งลูกสาววัย 14 ปี ให้เป็นลูกกำพร้า ส่วนพ่อของหลานสาวเป็นอดีตนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร เสียชีวิตในหน้าที่ก่อนภรรยาเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา ด้วยความสงสารหลานสาวจึงรับปากกับพี่สาวก่อนสิ้นชีวิตว่าจะรับอุปการะเลี้ยงดูให้เหมือนลูกคนหนึ่งอย่าได้ห่วง ขอให้ตายตาหลับก่อนขวัญเรือนสิ้นลมหายใจ

ฉลองขวัญในฐานะผู้ร้องและสามีจึงยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอรับหลานเป็นบุตรบุญธรรมด้วยเหตุผลที่กล่าวมา แต่ศาลวินิจฉัยว่าไม่อยู่ในอำนาจของศาลแพ่ง จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. ฉบับตรวจชำระใหม่ ม.1598/21"...ถ้าไม่มีบุคคลให้ความยินยอม ผู้แทนโดยชอบธรรมจะร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งอนุญาตให้มีการรับบุตรบุญธรรมก็ได้" และพระราชบัญญัติการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม พ.ศ.2522 มาตรา 20 บัญญัติว่า "ผู้ใดประสงค์จะขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม ให้ยื่นคำขอพร้อมทั้งหนังสือแสดงความยินยอมของบุคคลผู้มีอำนาจให้ความยินยอมในการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมตามกฎหมาย"

ตามข้อเท็จจริงผู้ร้องไม่มีหนังสือของบิดามารดาเด็กให้ความยินยอมเพราะสาเหตุที่กล่าวมาแล้วข้างต้นจึงต้องอาศัย ป.พ.พ.ที่ตรวจชำระใหม่ ซึ่งบัญญัติให้ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์ร้องต่อศาลให้มีคำสั่งอนุญาตให้มีการรับบุตรบุญธรรม และคำว่าศาลในมาตรานี้หมายถึงศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดา เพราะมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลคดีเด็กและเยาวชนซึ่งได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมมิได้บัญญัติว่า กรณีเช่นนี้อยู่ในอำนาจของศาลคดีเด็กและเยาวชน

ดังนั้น ผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นน้าและเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิงขวัญตาย่อมยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง ซึ่งเป็นศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นเพื่อให้มีคำสั่งตามกฎหมายได้ ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น ส่วนผู้ร้องที่ 2 ไม่ใช่ผู้แทนโดยชอบธรรม ฎีกาของผู้ร้องที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และคำสั่งศาลชั้นต้นเฉพาะที่เกี่ยวกับผู้ร้องที่ 1 ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องของผู้ที่ 1 แล้วมีคำสั่งใหม่ตาม ป.พ.พ. บรรพ 5 ที่ได้ตรวจชำระใหม่ มาตรา 1598/21 วรรคสอง คำร้องของผู้ร้องที่ 2 ให้ยกเลิก

ข้อมูล : เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 2591/2526

รศ.พิศิษฐ์ ชวาลาธวัช



(update 3 มิถุนายน 2006)
[ ที่มา... หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10304 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600