เธอชื่อปรารถนา


ดารินทร์ พิธีกรอิสระชื่อดังตกลงรับหมั้นและตัดสินใจแต่งงานกับ ภูริภัทร ผู้จัดการบริษัทโฆษณา ทั้งคู่เป็นเพื่อนนักศึกษาร่วมสำนักเดียวกันของมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่ง ฝ่ายชายเป็นรุ่นพี่รู้จักกันในวันต้อนรับเพื่อนใหม่ ดารินทร์เชื่อว่าเธอตัดสินใจไม่ผิดที่เลือก เขาคนนี้ ทั้งคู่ครองรักทำงานหนักตามที่ถนัด และมีทายาท 2 คน

10 ปีต่อมา เธอสังเกตว่ามีอะไรแปลกๆ ในพฤติกรรมของสามี เช่น กลับบ้านดึกหรือมีข้ออ้างไปคุมการถ่ายทำโฆษณาต่างจังหวัด ระยะแรกเห็นว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับอาชีพของสามี

อีก 2 ปีต่อมา เพื่อนๆ ของเธอซึ่งมั่นใจข้อมูลโทร.มาแจ้งให้ทราบเป็นระยะถึงพฤติกรรมของสามีว่าไปติดพันหญิงอื่น ทำให้เธอหวนคิดถึงภาพก๊วนกอล์ฟของสามีกับหญิงคนนั้นที่สนามกอล์ฟแห่งหนึ่งแถวศรีราชา มีความใกล้ชิดดูประหนึ่งมากกว่าความเป็นเพื่อน และเธอก็ลืมไปแล้วด้วย ปรารถนา คือชื่อของเธอ หญิงไฮโซนักธุรกิจสาวนายหน้าขายที่ดิน ทำธุรกิจสร้างทาวน์เฮาส์ขายให้ลูกค้าระดับกลาง ที่ดินเป็นของปรารถนา ภูมิภัทรกู้เงินก่อสร้าง

ในเชิงธุรกิจถือว่าเป็นเรื่องปกติ หากจะมีความไม่ปกติเกิดขึ้นก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องชู้สาว ดั่งวลีหนึ่งกล่าวว่า "ไม่มีไฟ ย่อมไม่มีควัน" สิ่งสำคัญคือ ไฟนั้นย่อมมอดได้ แต่ไฟสวาทนั้นมอดยาก

ภูมิภัทรบอกภริยาอย่างซื่อๆ ว่า ปรารถนาคือภรรยาของเขาขออนุญาตดารินทร์ให้เห็นใจเขาด้วย ดารินทร์ไม่ยอมและแจ้งปรารถนาให้เลิกมีความสัมพันธ์กับสามีของเธอเสียอย่างซื่อๆ เช่นกัน ภูมิภัทรโกรธหาว่าหักหน้าจะทำให้เสียหายทางธุรกิจด้วย จึงยื่นคำขาดห้ามยุ่งเกี่ยวกับเขาและเธอผู้นั้น มิฉะนั้นจะต้องหย่าร้างกันแน่

ดารินทร์ตัดสินใจฟ้องปรารถนาว่ามีความสัมพันธ์กับสามีเธอในทำนองชู้สาวโดยเปิดเผย ปรารถนาตกเป็นจำเลยปฏิเสธว่าไม่จริง เป็นเพียงเพื่อนร่วมลงทุนในทางธุรกิจ ไม่ได้เกินเลยถึงขั้นชู้สาว

โจทก์อ้างคำบอกกล่าวของสามีดังกล่าวข้างต้น และอ้างถึงเหตุการณ์ที่ปรารถนาตบหน้าสามีโจทก์ เพราะโกหกเธอว่าตกลงในเรื่องที่สามีเธอรับปากไว้ที่เรียบร้อยว่าตกลงจะหย่ากับภรรยาแต่ความจริงไม่ใช่ ทั้งคู่จึงทะเลาะกันอย่างรุนแรง และอ้างพยานอื่นที่รู้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างภูมิภัทรและปรารถนา

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยได้แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีโจทก์ตามบทบัญญัติของกฎหมาย ภรรยาจะเรียกค่าทดแทนจากหญิงคนนั้นได้ จึงให้ระงับความมีสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวกันเสีย และให้จำเลยชดใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 100,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นภรรยาคงไม่เบิกความว่าสามีมีพฤติการณ์ให้เห็นว่าจำเลยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีโจทก์ โดยไม่เป็นความจริงให้เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงแก่ตนเองและครอบครัว อีกทั้งพยานโจทก์นั้นไม่มีสาเหตุที่จะแกล้งเบิกความใส่ร้ายผู้ใด พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักและเหตุผลน่าเชื่อกว่าพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบ

ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ศาลฎีกาเห็นว่าการกระทำของจำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว พิพากษาให้โจทก์ได้รับค่าทดแทนตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง

แต่คำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยระงับการมีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวกับสามีโจทก์นั้น สภาพของคำขอดังกล่าวไม่เปิดช่อง ศาลไม่อาจบังคับได้ ให้ยกคำขอเรื่องนี้เสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์

ข้อมูล : เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 4014/2530

รศ.พิศิษฐ์ ชวาลาธวัช



(update 3 มิถุนายน 2006)
[ ที่มา... หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10297 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600