หย่าได้แต่หญิงต้องแบ่งสินสมรสให้ชาย


มีข้อโต้แย้งบางประเด็นที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยถึงการได้มาหรือที่มาของทรัพย์สินระหว่างการเป็นสามีภริยากันนั้นเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัว บางกรณีอาจเป็นปัญหาคาบเกี่ยวของกฎหมายเก่าและกฎหมายใหม่ที่ค้างคาใจ และไม่อาจทำใจได้เหมือนกัน เรื่องเช่นนี้ไม่อาจด่วนระบุกล่าวหาว่าเพราะความเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ หากเป็นคดีความต้องพิจารณาตามบทกฎหมายที่ใช้บังคับ ในขณะที่ได้ทรัพย์สินนั้นมาว่าเป็นทรัพย์สินประเภทใด

ความแน่นอนของการใช้ชีวิตร่วมกันของสามีภริยาอยู่ร่วมกันจนชีวิตล่วงเลยวัยห้าสิบปีมีลูกโตเป็นหนุ่มสาวแล้ว หรืออาจไม่มีบุตรก็ได้ อาจต้องถึงขนาดความสัมพันธ์หักสะบั้น ทำให้ชีวิตของสองฝ่ายต้องเจอกับความไม่แน่นอนชนิดที่ไม่อาจอยู่ร่วมไม้ชายคากันได้และฝ่ายสามีเป็นโจทก์ฟ้องภริยาเป็นจำเลยให้หย่าขาดจากกันมีทรัพย์สินมากน้อยก็แบ่งกันไป

แต่คดีนี้มีปัญหาเฉพาะที่ดินพิพาทว่า เป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรสกันแน่

นายกมุท เดิมทีเป็นคนอำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง อาชีพรับราชการเป็นครูประชาบาลในอำเภอดังกล่าว พบรักกับสาวอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ลูกสาวคหบดีท้องถิ่น ชื่อนางสาวขนิษฐา ทั้งคู่ใช้เวลาดูใจกันข้ามปีและในที่สุดแต่งงานกันแต่ไม่มีทายาทไว้เชยชม

ภายหลังการแต่งงานขนิษฐาย้ายมาอยู่กับสามี และระหว่างนั้นก็โยกย้ายตามสามีจนกระทั่งกมุทได้รับคำสั่งมาเป็นครูใหญ่ที่บ้านเกิดอีกครั้งหนึ่ง

จากการอยู่ร่วมกันกับพ่อแม่ของฝ่ายชายนี่เอง นำไปสู่ชนวนของความขัดแย้งของสามีภริยาคู่นี้

กล่าวคือ ระหว่างแม่ผัวกับลูกสะใภ้มักจะมีเรื่องเล่ากันมากมายก่ายกองของการอยู่ร่วมกัน จนกระทั่งเกิดความรุนแรงชนิดที่ไม่อาจอยู่ร่วมไม้ชายคากันได้ กมุทฟ้องหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา กล่าวหาว่าขนิษฐาดูถูกเหยียดหยามมารดาและด่าว่าเขาอย่างเสียหาย หลังจากนั้น ภริยาได้ออกจากบ้านไปอยู่บ้านเดิมทิ้งสามีไปไม่น้อยกว่า 2 ปี และให้แบ่งสินสมรสคือที่ดินมีโฉนด อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ 5 ไร่ 3 งาน 100 ตารางวา ชื่อของจำเลยให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง

เรื่องหย่าไม่มีปัญหาโต้เถียง แต่เรื่องที่ดินเจ้าของกรรมสิทธิ์ชื่อขนิษฐาผู้เป็นภริยายอมไม่ได้ จำเลยให้การว่าที่ดินแปลงพิพาทดังกล่าวนางสุ่มมารดาจำเลยยกให้เธอก่อนที่นางสุ่มจะถึงแก่กรรมตามพินัยกรรมที่เธอกล่าวอ้างเป็นหลักฐาน

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินตามพินัยกรรม เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2509 ภายหลังที่ทั้งคู่จดทะเบียนสมรสกันในปี 2497 จำเลยได้ที่ดินพิพาทขณะที่ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เดิม ต้องพิจารณาตามบทกฎหมายที่ใช้ในขณะที่ได้มา เมื่อจำเลยได้รับที่ดินพิพาทโดยทางพินัยกรรมในระหว่างสมรสและไม่มีการระบุว่าให้เป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัว ที่ดินพิพาทจึงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์จำเลยตามกฎหมายเดิม

โจทก์จึงมีสิทธิขอแบ่งที่ดินพิพาทตามฟ้อง พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

เรื่องนี้ คงจะเป็นข้อเตือนใจแก่หญิงใดที่ได้ทรัพย์สินตามพินัยกรรม ข้อความในพินัยกรรมต้องระบุให้ชัดว่าให้เป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัว มิฉะนั้น อาจมีปัญหาดังกรณีนี้ก็ได้

ข้อมูล : เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 4477/2542

รศ.พิศิษฐ์ ชวาลาธวัช



(update 26 กรกฎาคม 2006)
[ ที่มา.. หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10353]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600