ประพฤติชั่วจึงให้หย่า


เหตุผลทางศีลธรรมและความถูกต้องมักจะเดินไปด้วยกันเสมอ การที่ชายจะอ้างเหตุแต่เพียงโรคประจำตัวทำให้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศหาใช่เหตุ ที่จะคุ้มครองความประพฤติที่ไปละเมิดสิทธิในร่างกายถึงขนาดทำร้ายให้เธอได้รับบาดเจ็บแม้จะไม่สาหัสก็ไม่มีเหตุที่จะกระทำการตามแต่ใจปรารถนา ใช้เหตุผลทางศีลธรรมมากล่าวหาย่อมจะแก้ตัวลำบาก

ส่วนความถูกต้องนั้นเล่าย่อมบ่งบอกถึงพฤติการณ์ที่ไปจับมือแตะเนื้อต้องตัวหญิงอื่นที่ไม่ใช่ภริยาหวังที่จะใช้กำลังข่มขืนใจให้เธอร่วมประเวณีด้วยยิ่งไปกันใหญ่โต หาใช่การกระทำที่จะยกเหตุมาอ้างถึงความถูกต้องได้ไม่ เพราะเห็นชัดเจนถึงความไม่ถูกต้อง

บางเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตครอบครัว จากความไม่ถูกต้องนี่เองออกฤทธิ์ออกเดชถึงขนาดภริยาฟ้องหย่าไม่อาจทนอยู่ให้อับอายขายหน้าถูกคนอื่นค่อนแคะพูดถึงได้

ผู้เป็นสามีพึงตระหนักถึงเรื่องที่จะเล่าสู่ถึงฟัง ปัญหาอาจวิ่งสู่ประตูบ้านของท่านได้นั่นคือความเสียหายและความสูญเสียเพียงแค่อารมณ์ชั่ววูบ

อะไรคือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังของอารมณ์ ?

สิทธิกรและปริยา แต่งงานจดทะเบียนสมรสจนมีลูกเติบโตเป็นหนุ่มสาว ทั้งคู่ช่วยกันทำมาหากินจนมีฐานะ สิทธิกรมีอพาร์ตเมนต์ให้เช่าอยู่หลังมหาวิทยาลัยของเอกชนแห่งหนึ่งย่านประชาชื่น ปริยาเป็นสมุห์บัญชีใหญ่ของบริษัทค้าพืชไร่

คืนหนึ่งเดือนมืดประมาณห้าทุ่ม ปริยานอนหลับอยู่หน้าจอโทรทัศน์ชั้นล่างตกใจตื่นเมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ของนางสาวเทวีญาติห่างๆ วิ่งลงมาจากชั้นสองมีสภาพตื่นตกใจเลือดไหลทางจมูก เธอค่อยๆ ปลอบให้หายตกใจ

เทวีเล่าให้ฟังว่าสิทธิกรเรียกให้หยิบยาและน้ำไปให้ที่ห้องนอน เธอถูกปลุกปล้ำจึงตกใจต่อสู้จนถูกตบหน้าถูกต่อย หลังจากหนีเอาตัวรอดมาได้จึงเล่าให้ปริยาฟังเรื่องที่เกิดขึ้น เทวีขอความเห็นจะไปแจ้งความดำเนินคดีกับสิทธิกร แต่ปริยาขอร้องไว้เกรงว่าเรื่องราวจะไปกันใหญ่โต เทวีย้ายบ้านไปอยู่ที่อื่นวันรุ่งขึ้น

สองเดือนต่อมาปริยาย้ายไปอยู่บ้านแม่และเป็นโจทก์ยื่นฟ้องหย่าสามีตามข้อเท็จจริงข้างต้น แม้ว่าจะเป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นในบ้านไม่มีบุคคลอื่นใดรู้เห็นก็ตามทีแต่ความประพฤติเช่นนั้นเป็นความประพฤติที่ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่างและเป็นเหตุให้ภริยาได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรงต่อหลานสาวห่างๆ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา ให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ ณ สำนักงานเขตดุสิต กรุงเทพฯภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลพิพากษา หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้แบ่งสินสมรสคือโฉนดที่ดิน 4 โฉนด ตึกแถวบนที่ดินมีโฉนด 6 ห้องให้กับโจทก์ครึ่งหนึ่ง หากการแบ่งไม่เป็นที่ตกลง ให้นำทรัพย์สินออกขายทอดตลาดเอาเงินแบ่งกันฝ่ายละเท่าๆ กัน และให้จำเลยแบ่งเงินให้แก่โจทก์ 900,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์คำเบิกความของปริยาและเทวีข้อเท็จจริงฟังสอดคล้องไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าคนทั้งสองจะแกล้งกุเรื่องดังกล่าวเพื่อทำการใส่ร้ายและหาเหตุฟ้องหย่า โจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสช่วยกันทำมาหากินมีทรัพย์สินจำนวนมากมีการครองชีพอย่างสุขสบาย หากจำเลยไม่ได้ก่อเหตุขึ้นมาก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่โจทก์จะหลบหนีจากบ้านไปอยู่กับบุคคลอื่นไม่สะดวกสบายเหมือนบ้านตนเอง

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าเป็นโรคเบาหวานหมดสมรรถภาพทางเพศไม่สามารถร่วมประเวณีได้และในคืนเกิดเหตุนอนอยู่เฉยๆ นั้นเห็นว่าแพทย์ผู้ตรวจรักษาจำเลยมาเบิกความว่าโรคเบาหวานมีผลทำให้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศโดยอาจจะไม่มีความต้องการทางเพศได้ แต่แพทย์มิได้ให้การยืนยันว่าจำเลยไม่มีความต้องการทางเพศเสียเลย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาว่าการกระทำของจำเลยแม้ไม่มีบุคคลภายนอกรู้เห็นถือว่าจำเลยประพฤติชั่วเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง โจทก์มีสิทธิฟ้องร้องได้ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้

พิพากษายืน

ข้อมูล : เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 1845/2529

รศ.พิศิษฐ์ ชวาลาธวัช


(update 26 กรกฎาคม 2006)
[ ที่มา.. หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10360]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600