ตกลงหย่าแต่ไม่ได้จดทะเบียนหย่า


จากชีวิตครอบครัวหนึ่งจดทะเบียนสมรสร่วมมือกันทำมาหากินจนมีที่ดินมากกว่าหนึ่งโฉนด แต่ไม่อาจรักษาความรักความผูกพันแต่หนหลังได้ จึงตกลงหย่าร้าง มีการทำบันทึกกันไว้ว่าทั้งคู่ตกลงปลงใจที่จะหย่าขาดจากกัน มีข้อตกลงแบ่งทรัพย์สิน

ถึงเวลาฝ่ายขายไม่ยอมจดทะเบียนหย่าอย่างเป็นทางการ และได้ขายที่ดินแปลงหนึ่งให้กับบุคคลอื่น ทั้งๆ ที่ข้อตกลงเขียนไว้ชัดเจนว่ายกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของฝ่ายหญิง การฟ้องร้องเพื่อให้เพิกถอนนิติกรรมจึงเกิดขึ้นได้

นางศรีสุดา ภริยาสาวสวยพราวเสน่ห์ อาชีพนักแสดงชั้นแนวหน้า เป็นโจทก์ฟ้องนายพิเชษฐ พ่อค้านักธุรกิจมีชื่อคนหนึ่งของเมืองไทย ทั้งคู่เป็นสามีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย มีใบทะเบียนสมรสไม่ต้องสงสัย ประเด็นพิพาทเกิดขึ้นเพราะสามีตกลงยกที่ดินให้โจทก์ 1 โฉนดอยู่ย่านถนนเพชรบุรี เนื้อที่ 200 ตารางวา มูลค่า 5 ล้านบาท จำเลยได้ลักลอบโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงนั้นให้น้องชาย ถือว่าผิดข้อตกลง ที่สำคัญคือไม่ยอมไปจดทะเบียนหย่า โจทก์ถือว่าการโอนที่ดินไม่สุจริต ขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมและให้โอนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์

มีข้อน่าสังเกตว่า โจทก์ไม่ได้พูดถึงการฟ้องหย่า แต่คิดว่าโจทก์คงจะไม่ลืมประเด็นนี้แน่ แต่คำฟ้องไม่ได้กล่าวถึง

คดีนี้มีจำเลย 2 คน คือ สามีขอโจทก์คนหนึ่ง และน้องชายของสามีอีกคนหนึ่ง ทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่ได้ฟ้องหย่าภายใน 1 ปี ข้อตกลงจึงไม่มีผลบังคับ และจำเลยที่ 1 ก็ได้บอกล้างข้อตกลงในสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ทั้งสองทำไว้ต่อกัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2 อ้างว่าซื้อที่ดินพิพาทมาโดยสุจริต และมีค่าตอบแทน และฟ้องโจทก์เคลือบคลุมขอให้ยกฟ้อง

ที่สุดศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยที่ 2 รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากจำเลยที่ 1 โดยทั้งสองทราบดีว่าเป็นของโจทก์ตามข้อตกลง ถือว่าคำฟ้องของโจทก์เป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจโอน และจำเลยที่ 2 รับโอนโดยไม่สุจริต เมื่อจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความยกที่พิพาทให้แก่โจทก์คนเดียว และคำฟ้องดังกล่าวมีคำขอบังคับให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยทั้งสองกระทำลงโดยมิชอบ จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย

ประเด็นต่อมา ทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้หย่าและไม่ได้แบ่งทรัพย์สินตามที่บันทึกตกลงกันไว้ เห็นว่าตามเอกสารที่กล่าวอ้างเป็นเอกสารที่ชอบด้วยกฎหมายเกี่ยวกับการหย่าตกลงกันเอง ก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกันแล้ว เพราะยังไม่ได้จดทะเบียนหย่าตามกฎหมาย ทั้งคู่ยังไม่ได้หย่าขาดจากกัน จะแยกจากข้อตกลงเดิมได้อย่างไรกัน เมื่อยังไม่ได้หย่า ข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาก็ใช้บังคับไม่ได้

จำเลยที่ 1 ไม่จำเป็นต้องบอกล้างอีก ทรัพย์ยังเป็นสินสมรสอยู่ตามเดิม โจทก์จะอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์แต่ฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องโดยอาศัยสิทธิตามสัญญา แต่ถึงกระนั้นแม้ว่าโจทก์จะไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์แต่เพียงผู้เดียว ทรัพย์ดังกล่าวก็เป็นสินสมรส โจทก์ย่อมมีสิทธิอยู่ด้วยครึ่งหนึ่งอยู่ดี

ปัญหาว่าจำเลยที่ 2 รับโอนที่พิพาทโดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่าจำเลยที่ 2 เป็นน้องชายของจำเลยที่ 1 ทั้งสองเป็นญาติที่ติดต่อใกล้ชิดกันเป็นพิเศษ ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 เป็นอย่างไร จำเลยที่ 2 น่าจะทราบดีตลอดมา

ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 รับโอนที่พิพาทซึ่งเป็นสินสมรสโดยไม่สุจริต และไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ โจทก์มีอำนาจขอให้เพิกถอนนิติกรรมได้ แต่ไม่มีอำนาจขอให้โอนกรรมสิทธิ์ที่พิพาทเป็นของโจทก์ได้ เพราะทั้งโจทก์และจำเลยมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทคนละครึ่งอยู่แล้ว

จำเลยที่ 2 จะทำอย่างไรดี...

ข้อมูล : เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 269/2531

รศ.พิศิษฐ์ ชวาลาธวัช


(update 26 กรกฎาคม 2006)
[ ที่มา.. หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 08 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10346]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600