ไม่ปฏิเสธถือว่ายอมรับ


นิยายรักย่อมเกิดขึ้นได้ทุกแห่งหน นิยายชีวิตเช่นกัน แต่ละชีวิตต่างกันที่จุดลงเอย ความรักนำมาซึ่งความสุข สดชื่น ความฝันที่หวังจะให้เหมือนใจคิด แต่อนิจจาไม่เป็นเช่นนั้น

ชีวิตอดีตหนุ่มสาวคู่นี้ไม่ต่างไปจากนิยายรักเท่าใดนัก เริ่มต้นด้วยความสุข ลงเอยด้วยการหย่าร้างเรียกค่าเลี้ยงดูบุตรที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับผู้เป็นแม่และพ่อของเขา มารู้อีกครั้งเมื่อรู้ความว่าแม่กับพ่อหย่าแยกกัน

พ่อหรือแม่ช่วยอธิบายได้ไหมว่าก่อนหน้านี้อะไรคือสาเหตุ ระหว่างเหตุการณ์เกิดอะไรขึ้นกับแม่ของเขา และทำไมถึงเป็นเช่นนั้น มีคำถามมากมายที่รอคำตอบในเรื่องเช่นนี้

นางสาววิมล อาจารย์มหาวิทยาลัยเอกชนย่านหลักสี่ พบกับชายหนุ่มหุ่นดีนายโรมเจ้าของร้านเครื่องไฟฟ้าย่านพระโขนงที่หาดแม่รำพึง ระยอง ทั้งคู่ถูกชะตาต้องใจและแต่งงานกันในที่สุด มีบุตรด้วยกัน 1 คน เป็นชาย อยู่ด้วยกัน 5 ปี

ต้นปี 2537 เกิดทะเลาะกัน วิมลออกจากบ้านไปอยู่กับเพื่อน โรมผู้สามีพาลูกไปตามหาขอร้องให้กลับบ้านไม่อาจพูดดีกันได้ วิมลแย่งลูกไว้ไม่ยอมให้โรมนำลูกไปอีกและไม่ยอมอยู่กินฉันสามีตามปกติ

อีก 5 เดือนต่อมา ทั้งคู่ทำบันทึกตกลงที่ สน.พหลโยธิน จะหย่าขาดจากกัน โรมยินยอมแบ่งสินสมรสให้ 1 ล้านบาท งวดแรกตกลงจ่าย 3 แสนบาท ที่เหลือจ่ายเป็นรายเดือน เดือนละ 1 แสนบาท ส่วนบุตรให้อยู่ในความปกครองของแม่ โรมไม่จ่ายเงินตามที่ตกลงกันเกิดทะเลาะทุบตีภรรยาตนเองและเอาบุตรไปด้วย

วิมลเป็นโจทก์ฟ้องศาล ขอให้พิพากษาหย่าขาดจากการเป็นสามีภรรยาและให้สามีจ่ายสินสมรส 7 แสนบาท ตามบันทึกตกลงและค่าเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 5 พันบาท อายุ 11 ปีขึ้นไป ถึงบรรลุนิติภาวะเดือนละ 1 หมื่นบาท

โรมสามีผู้ตกเป็นจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ทะเลาะกันจริงโจทก์พาบุตรไปเพื่อต่อรอง แต่เอามาคืนเพราะไม่มีปัญญาเลี้ยงดู โจทก์เป็นฝ่ายขอแยกทางและเรียกค่าเลี้ยงดูบุตรจึงได้ทำบันทึก ต่อมาโจทก์นำลูกมาคืนในสภาพเจ็บป่วยซูบผอม ผู้เป็นพ่อต้องดูแลรักษาลูกจนหายโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินจากจำเลย สาเหตุที่เขาทำร้ายเธอเพราะถูกด่าว่าบรรพบุรุษตัวเขาเองมีฐานะดีกว่าเหมาะสมที่จะใช้อำนาจปกครองบุตร โจทก์เป็นฝ่ายทิ้งร้างเกิน 1 ปี ขอให้ยกฟ้อง และให้พิพากษาให้จำเลยหย่าขาดจากโจทก์ และให้โจทก์ชำระค่าเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 5 พันบาท จนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ

ที่สุด ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี ซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีสิทธิยกเลิกสัญญา จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยยกเลิกสัญญาแล้ว จำเลยจึงมีสิทธิยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปเสียเลยไม่ต้องย้อนสำนวน เห็นว่า ตามบันทึกข้อตกลงที่จะหย่าแต่ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่าต้องถือว่ายังเป็นสามีภรรยากันอยู่

ข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สิน ทำกันไว้ระหว่างที่เป็นสามีภรรยากันนั้นฝ่ายใดจะบอกล้างเสียในเวลาใดที่เป็นสามีภรรยากันอยู่ หรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภรรยากันก็ได้ ตามกฎหมายเมื่อจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าได้บอกเลิกข้อตกลงแล้ว โจทก์ไม่ได้ให้การแก้ฟ้องแย้งปฏิเสธว่าไม่มีการบอกล้าง จึงถือว่าโจทก์ยอมรับตามที่จำเลยให้การ

คดีนี้เป็นเรื่องของโจทก์ฟ้องหย่า การที่จำเลยยื่นคำให้การและอ้างว่าบอกเลิกข้อตกลงแล้ว ย่อมถือได้ว่าคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยเป็นการแสดงเจตนาบอกล้างไปในตัวขณะที่ยังไม่มีคำพิพากษาหย่าขาด ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะตกลงหย่าขาดกันระหว่างการพิจารณาคดี ถือว่าบันทึกข้อตกลงไม่มีผลบังคับแก่โจทก์จำเลยอีก ศาลจึงไม่พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 7 แสนบาทให้แก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องชำระเงินแก่โจทก์ดังกล่าว แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะไปฟ้องแบ่งทรัพย์ระหว่างสามีภรรยากันเป็นคดีใหม่ ภายในอายุความ นอกนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองลูกเพียงผู้เดียว)

ข้อมูล : เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 2039/2544)

รศ.พิศิษฐ์ ชวาลาธวัช



(update 4 ตุลาคม 2006)
[ ที่มา.. หนังสือพิมพ์หมอชาวบ้าน วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10430]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600