สมรสซ้อนซ่อนเงื่อน


เกิดปัญหาโต้แย้งฟ้องร้องกันเรื่องการขายทรัพย์สินการให้ระหว่างภริยาเก่าและใหม่ภายหลังสามีเสียชีวิต และมีประเด็นคาบเกี่ยวเรื่องสินสมรสระหว่างกฎหมาย เดิมและที่ตรวจชำระใหม่เมื่อ พ.ศ.2519

นายปานจิต อดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ระดับรองอธิบดีกรมหนึ่งของกระทรวงคมนาคม ถึงแก่กรรมลงด้วยวัยชรา เดิมมีภริยาจดทะเบียนสมรสชื่อนางนฤภร ก่อนที่จะทิ้งร้างมาอยู่กินกับนางโสภาตั้งแต่ปี 2495 และจดทะเบียนสมรสในปี 2520 ก่อนเสียชีวิตอีก 1 ปีต่อมา

ปกติปัญหาชายมีภริยา 2 คน ปัญหามักจะเกี่ยวกับทรัพย์มรดก แต่กรณีนี้เป็นเรื่องของนฤภรภริยาดั้งเดิม ฟ้องโสภาภริยาคนใหม่ให้มีการเพิกถอนนิติกรรมการขายและการให้ที่สามีทำไว้กับโสภาและญาติของเธอ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนการซื้อขายระหว่างปานจิตและโสภาจำเลยที่ 1 ที่ดินพร้อมตึกแถว 5 ห้อง และเพิกถอนการให้ที่ดินพร้อมตึกแถวอีก 3 ห้อง ระหว่างบุคคลทั้งสองเช่นกัน ที่ดินมีโฉนดเลขที่เรียงกันรวมแล้ว 8 โฉนด นอกจากนั้นให้ยกฟ้อง

ที่สุด ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าโจทก์เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของปานจิตทั้งสองต่างมีฐานะมีสินเดิม ต่อมาสามีอยู่กินกับภริยาคนใหม่ตั้งแต่ปี 2495 และมาจดทะเบียนในปี 2520

เดิมทีสามีมีกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1432 อำเภอบางซื่อ กทม. ร่วมกันกับนายปอง บิดา และบิดายกให้ภายหลังแต่งงานกับโจทก์ สามีอนุญาตให้บุคคลภายนอกสร้างตึกแถวบนที่ดินดังกล่าวและได้มีการแบ่งแยกโฉนดออกเป็น 15 โฉนด ก่อนเสียชีวิตได้โอนขายให้โสภา 5 โฉนด ให้โดยเสน่หา 3 โฉนด และขายให้ญาติโสภาจำเลยที่ 2 อีก 4 โฉนด โดยที่โจทก์ซึ่งเป็นภริยาถูกต้องตามกฎหมายมิได้ให้ความยินยอม ปานจิตเสียชีวิตเมื่อ 15 กันยายน 2521

ตามฎีกาของจำเลยอ้างว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสินส่วนตัวของปานจิตไม่ใช่สินสมรส เห็นว่าโจทก์และปานจิตเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายจนถึงวันใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 แล้ว ไม่มีพฤติการณ์เป็นอย่างอื่นให้การสมรสสิ้นสุดลงการจดทะเบียนสมรสระหว่างโสภาและปานจิตฝ่าฝืนเงื่อนไขแห่งการสมรสและเป็นโมฆะตามที่กฎหมายตรวจชำระใหม่บัญญัติไว้

ปัญหาที่ดินพิพาทถือได้ว่าเป็นสินเดิมกึ่งหนึ่ง ได้รับมรดกจากบิดาระหว่างเป็นสามีภริยากันย่อมตกเป็นสินสมรสของโจทก์และปานจิตตามกฎหมายที่ได้ตรวจชำระใหม่ มาตรา 7 ให้ถือว่าสินเดิมฝ่ายใดให้เป็นสินส่วนตัว ดังนั้น ที่ดินเดิมกึ่งหนึ่งของปานจิตมีมาก่อนสมรสกับโจทก์จึงตกเป็นสินส่วนตัวคดีนี้

เมื่อบังคับตามกฎหมายใหม่จึงไม่กระทบถึงอำนาจการจัดการสินบริคณห์ที่คู่สมรสฝ่ายใดมีอยู่แล้วในวันที่กฎหมายใหม่ใช้บังคับ ถ้าคู่สมรสฝ่ายใดมีอำนาจให้ถือว่าคู่สมรสได้ยินยอมให้คู่สมรสฝ่ายนั้นมีอำนาจจัดการทั้งสินสมรสและสินส่วนตัวด้วย กรณีการมอบอำนาจให้ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทซึ่งเป็นสินบริคณห์ให้จำเลย จึงถือว่าโจทก์ยินยอมให้ขายได้

โจทก์อ้างว่าโสภาจำเลยที่ 1 ไม่มีอาชีพ ไม่มีรายได้ ยักย้ายถ่ายเททรัพย์อันเป็นสินสมรส แต่จำเลยที่ 1 อ้างว่าซื้อด้วยเงิน 2 ล้านได้รับเงินค่านายหน้าและยืมจากน้องชายด้วย

เห็นว่า ตามที่จำเลยที่ 1 ให้การและนำสืบถึงการทิ้งร้างภริยาโจทก์ขาดจากการเป็นสามีภริยาไม่น้อยกว่า 30 ปี และอยู่กับจำเลยที่ 1 ฉันสามีภริยาไม่น้อยกว่า 20 ปี ได้จดทะเบียนสมรสก่อนที่จะซื้อทรัพย์สินพิพาท ดูตามข้อเท็จจริงจึงเป็นไปไม่ได้ที่ภริยาอยู่กินกับมานานจะซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจากสามี จึงเชื่อไม่ได้ว่าขายกันจริง ชอบที่โจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอนเสียได้

ประการต่อมาที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 2 ญาติของจำเลยที่ 1 ซื้อขายไม่สุจริตแต่โจทก์ไม่ได้มีการนำสืบว่าไม่มีการซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างรวม 4 โฉนดตามที่ฟ้อง จึงต้องฟังว่าเป็นการซื้อขายโดยชอบ

ส่วนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทรวม 3 โฉนดโจทก์ขอให้เพิกถอนการให้ ที่จำเลยอ้างว่าปานจิตให้โดยเสน่หานั้น ตามหลักกฎหมายการให้สินบริคณห์โดยเสน่หาตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีสามีทำได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากภริยานั้น ผู้ได้รับการยกให้ต้องมีความสัมพันธ์หรือมีฐานะชอบด้วยกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ผู้รับให้เป็นภริยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่ได้รับการให้ที่ยกเว้นตามมาตรานี้ โจทก์ย่อมขอให้เพิกถอนได้

ข้อมูล : เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 1221/2527

รศ.พิศิษฐ์ ชวาลาธวัช



(update 4 ตุลาคม 2006)
[ ที่มา.. หนังสือพิมพ์หมอชาวบ้าน วันที่ 09 กันยายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10409]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600