ความรักของแม่


ความรักคือสิ่งที่หัวใจปรารถนา คือความหวังและอำนาจที่ไม่มีอำนาจใดมาทำลายได้ แม้กระทั่งความตาย แม้ว่าไม่มีการดิ้นรน สืบเสาะมันจะมาหาเธอและเขาโดยจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม มารู้ตัวอีกครั้ง มันเกิดขึ้นแล้วและไม่อาจสลัดจากหัวใจได้

ลงท้ายหัวใจสลาย.. นี่หรือความรัก

หทัยวรรณ พาหัวใจบอบช้ำบินข้ามฟ้าไปรักษาแผลหัวใจที่ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย หวังไปใช้ชีวิตต่างแดนให้ลืมความรักความหลังที่มีต่อคนที่เธอรักและทอดทิ้งเธอให้ต้องหนีหน้าคนไปอยู่ต่างแดน

ภูบดินทร์ คือชายคนนั้นคนที่เธอรักและทุ่มเทความรักให้แก่เขาจนหมดหัวใจ เขาหลบหน้าหนีเธอพรากลูกไปแต่งงานกับหญิงอื่นตามที่แม่ร้องขอ

แน่นอนหญิงคนนั้นมีทั้งหน้าตาทางสังคมและฐานะ ส่วนเธอลูกสาวพ่อค้าห้องแถวธรรมดาย่านบางขุนเทียน แม่ตายตั้งแต่เธอลืมตามองโลกได้ไม่เกินสามเดือน พ่อตายเมื่อสองปีผ่านมา ทิ้งร้านค้าเล็กๆ 1 ห้องไว้เป็นสมบัติ

เธอพบรักกับภูบดินทร์ในมหาวิทยาลัยเอกชนมีชื่อเสียง และแต่งงานกันเงียบๆ ภายหลังที่ทั้งคู่เรียนจบ สองปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทุกอย่างแปรผัน ภูบดินทร์หนีไปแต่งงานกับลูกสาวเศรษฐินี จังหวัดภูเก็ต เพื่อนเก่าของมารดาภูบดินทร์สมัยเรียนหนังสือด้วยกัน เธอไม่ถามไม่พูดไม่ทะเลาะ เพราะเจ็บในหัวใจเกินกว่าจะคิดอะไรออกในขณะนั้น นอกจากฝากลูกไว้กับเขา

อ๋อม หรือ ฐานิดา คือลูกสาววัยหนึ่งขวบพยานรักของเขาและเธอ เธอพูดกับภูบดินทร์สั้นๆ ว่า "ฝากลูกไว้ด้วย อีกสามปีจะมารับ" และแล้วเธอก็จากเมืองไทยอย่างหัวใจปวดร้าว

หทัยวรรณลงทุนเปิดร้านอาหารไทยกับเพื่อนเก่าและประสบความสำเร็จเกินคาดเธอกลับมารับลูกสาวจากเขา แต่เธอผิดหวัง ภูบดินทร์บอกเธอว่าลูกอ๋อมสบายดีมีความสุขอย่าได้ห่วง เขาไม่ยอมแม้กระทั่งให้เธอพบหน้าลูกสาว

เรื่องอื่นนั้นเธอให้อภัยได้ แต่เรื่องลูกคือสิ่งสุดท้ายที่เธอมี เธอยอมเขาไม่ได้ เธอไม่มีทางเลือกใดอีกแล้วนอกเสียจากใช้สิทธิของความเป็นแม่ ขอศาลเป็นที่พึ่ง เธอคิดว่าจิตใจเธอบอบช้ำมามากแล้ว หากเกินกว่านี้เธอคงยอมไม่ได้ขออย่าได้คาดหมาย

แม้ว่าจะแลกด้วยชีวิต แม่นี้ก็จะยอม นี่คือสิ่งที่เธอคิดไว้ในใจ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เขาคืนลูกสาวให้เธอ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเด็กและเยาวชนวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ข้อเท็จจริงโจทก์จำเลยอยู่กินเป็นสามีภริยากันโดยไม่จดทะเบียนสมรส ตามบทบัญญัติของกฎหมาย การสมรสจะมีได้เฉพาะเมื่อได้จดทะเบียนแล้ว หากมองจากบทบัญญัติของกฎหมายในเรื่องบุตรชอบด้วยกฎหมาย

เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้สมรสกับชายให้ถือว่า เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิง

ถ้าเด็กเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกัน จะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายต่อเมื่อบิดามารดาได้สมรสกันในภายหลัง หรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร

ถ้าเด็กเกิดแต่หญิงขณะเป็นภริยาชายหรือภายในสามร้อยสิบวันนับแต่วันที่การสมรสสิ้นสุดลงให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เป็นสามีหรือเคยเป็นสามี

กรณีนี้พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อโจทก์จำเลยมิได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมายจึงไม่เข้าข้อสันนิษฐานว่า เด็กหญิงอ๋อมหรือฐานิดาเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลย เด็กหญิงอ๋อมจึงเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์แต่ฝ่ายเดียวและที่สำคัญอยู่ในอำนาจปกครองของโจทก์ด้วย

โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง ย่อมมีสิทธิเรียกลูกสาวจากจำเลยซึ่งไม่มีสิทธิที่จะกักเด็กหญิงอ๋อมไว้ได้ โจทก์มีสิทธิเรียกเด็กคืนจากจำเลย

ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

ข้อมูล : เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 3670/2529

รศ.พิศิษฐ์ ชวาลาธวัช



(update 6 พฤศจิกายน 2006)
[ ที่มา.. หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10451]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600