ภริยาไม่รู้เห็นจำนองสินสมรส


อันสามีภริยานั้นเปรียบเสมือนหนึ่งบุคคลเดียวกัน ทำมาหาได้มีรายได้งอกเงยมีทั้งหลักทรัพย์และเงินทองย่อมถือว่าเป็นสินสมรส การที่คู่สมรสฝ่ายใดก่อให้เกิดนิติกรรมแต่เพียงฝ่ายเดียวโดยที่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งไม่มีส่วนรู้เห็นเป็นใจหรือให้ความยินยอม ฝ่ายนั้นอาจฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้

ดังนั้น เมื่อภริยาถูกฟ้องว่าสามีนำทรัพย์จำลองอันเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับสามีถึงขนาดหากไม่อาจชำระหนี้ได้ต้องยึดทรัพย์อันเป็นสินสมรสที่เป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินไปชำระหนี้ ย่อมเป็นธรรมดาที่ภริยาต้องสู้คดี

เรื่องมีอยู่ว่า ปิยพัทธ์ และ ศิริยา สองสามีภริยาก่อนแต่งงานทำธุรกิจก่อสร้างจนมั่งคั่งเข้าขั้นมีฐานะเป็นที่อิจฉาของเพื่อนๆ ร่วมรุ่นเพราะทั้งสามีภริยาคู่นี้ประสบความสำเร็จในฐานะนักธุรกิจรุ่นใหม่ใช้เวลาสร้างฐานะไม่เกิน 7 ปี

ปิยพัทธ์และศิริยาต่างเรียนจบคนละมหาวิทยาลัยต่างคณะทั้งคู่เจอกันโดยบังเอิญในงานแสดงสินค้าบ้านและที่ดิน ดูใจและเข้าใจสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันไม่เกินหนึ่งปี ฝ่ายชายขอหมั้นฝ่ายหญิงและแต่งงานกันในวันนั้นด้วยวัยเกินหลัก 30 เล็กน้อย

สามีภริยาคู่นี้อยู่กันอย่างมีความสุขต่างฝ่ายต่างยุ่งอยู่กับการวิ่งหาซื้อที่ดินควบคุมการบริหารงานก่อสร้าง จนกระทั่งในปี 2535 เกิดปัญหาขึ้น

ปิยพัทธ์ ถูกเจ้าหนี้ชื่อชนะฟ้องให้ชำระหนี้เงินกู้ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยรวมเป็นเงินเกือบ 7 ล้านบาท ผู้กู้มีทั้งสิ้น 4 คนรวมทั้งปิยพัทธ์ด้วย หากว่าลูกหนี้ไม่มีเงินชำระหนี้ครั้งนี้ขอให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด

ปัญหาอยู่ที่ว่าศิริยาซึ่งเป็นภริยาตกเป็นจำเลยที่ 1 แต่ทรัพย์จำนองเป็นสินสมรสระหว่างเธอกับสามี สามีได้นำที่ดินจำนองโดยเธอไม่มีส่วนรู้เห็นหรือให้ความยินยอม ยิ่งกว่านั้นโจทก์รู้ว่าเธอซึ่งตกเป็นจำเลยเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย เธอจึงต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง

ในวันชี้สองสถานหลังจากกำหนดประเด็นข้อพิพาทแล้ว ศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การเพียงพอแก่การวินิจฉัยคดี จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานและพิพากษาให้จำเลยร่วมกันชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยตามที่โจทก์ฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตั้งอยู่ที่เขตยานนาวา กรุงเทพฯ ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยไม่เห็นพ้องด้วยเพราะข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยยังไม่อาจฟังเป็นยุติได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานและนัดฟังคำพิพากษาจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายแสดงว่าจำเลยได้โต้แย้งคำสั่งศาลที่ให้งดสืบพยานและนัดฟังคำพิพากษาจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายแสดงว่าจำเลยได้โต้แย้งคำสั่งศาลที่ให้งดสืบพยานเพียงอย่างเดียว ส่วนประเด็นอื่นไม่ได้โต้แย้งไว้จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ตามกฎหมาย

ส่วนปัญหาฎีกาที่ว่า ทรัพย์จำนองเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 และปิยพัทธ์ ลูกหนี้ การจำนองที่ดินดังกล่าวจำเลยที่ 1 ให้การว่าไม่มีส่วนรู้เห็นหรือให้ความยินยอมแต่อย่างใด อีกทั้งโจทก์ก็รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของปิยพัทธ์ ชั้นชี้สองสถานศาลชั้นต้นได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า สัญญาจำนองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานจึงไม่ชอบนั้น

เห็นว่าตามหลักกฎหมายนั้น หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าทรัพย์จำนองเป็นสินสมรสระหว่างปิยพัทธ์กับจำเลยที่ 1 ดังจำเลยอ้างแล้ว การที่ปิยพัทธ์ทำนิติกรรมจำนองโดยปราศจากความยินยอมของจำเลยที่ 1 นิติกรรมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อจำเลยที่ 1 ได้ให้สัตยาบันแก่สัญญาจำนองแล้ว หรือในขณะที่ทำนิติกรรมนั้นโจทก์ผู้รับจำนองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้กระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน

การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาคดีไปโดยมิได้ฟังข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนเป็นการไม่ชอบ จึงเห็นสมควรฟังพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายให้สิ้นกระแสความเสียก่อน

พิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ข้อมูล : เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 3487/2542

รศ.พิศิษฐ์ ชวาลาธวัช



(update 3 มิถุนายน 2006)
[ ที่มา.. หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10605]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600