รวมหนี้เพื่อจำนอง


ชีวิตประจำวันของมนุษย์เราย่อมหนีไม่พ้นเรื่องความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินเพื่อแก้ปัญหาบางประการภายในครอบครัว การรู้จักมักคุ้นของคนรู้จักนับถือกันนำไปสู่การออกปากกู้เงิน

บางครั้งพ่อของลูกหนี้อาจมีความจำเป็นหยิบยืมเงินของสามีผู้เป็นโจทก์ในเวลาต่อมา โดยที่ผู้เป็นลูกมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินเช่นกัน จึงตกลงปลงใจยอมรับใช้หนี้จำนวนที่บิดาของตัวเองเป็นหนี้สามีโจทก์ภายหลังบิดาตายรวมยอดหนี้เงินอีกจำนวนหนึ่งซึ่งลูกขอกู้เพิ่ม และทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันว่าให้โจทก์เป็นเจ้าหนี้เงินกู้ดังกล่าวแต่ผู้เดียว

ประเด็นปัญหาทางกฎหมายย่อมเกิดขึ้นว่าการนำสืบของเจ้าหนี้หรือโจทก์ถึงข้อตกลงแปลงหนี้อันเป็นที่มาของหนี้ดังกล่าวข้างต้นคือพ่อไปยืมเงินสามีแต่ลูกไปยืมเงินภริยา เมื่อนำสืบถึงข้อตกลงแปลงหนี้อันเป็นที่มาของหนี้ตามสัญญาจำนอง ถือว่าเป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารหรือไม่ หากใช่กฎหมายถึงว่าต้องห้าม

ขอเชิญเจ้าหนี้ทั้งหลายติดตามอ่านต่อไป

เรื่องมีว่านางพองามคงจะพอมีฐานะอยู่บ้าง มิฉะนั้นก็คงจะไม่มีเงินให้นางพอใจกู้เงินเป็นแน่แท้ ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางพอใจเป็นจำเลย เพราะกู้ยืมเงินโจทก์ไป 183,000 บาท คิดดอกเบี้ยเต็มที่ร้อยละ 15 ต่อปี โดยจำเลยจำนองที่ดินมีโฉนด อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท เป็นประกัน

พอใจได้รับเงินแล้วก็หายหน้า พองามให้ทนายทวงถามแจ้งการบังคับจำนอง พอใจก็เพิกเฉย จึงฟ้องศาลว่าจำเลยเป็นหนี้นับแต่วันจดจำนองที่ดินจนถึงวันนัดเป็นเวลา 10 ปีแล้ว ทำเป็นใจเย็นอยู่ได้ แต่เจ้าหนี้ใจร้อนยังกะมีไฟสุมทราง แต่เอาละ คนกันเองขอคิดดอกเบี้ยแค่ 5 ปีก็พอ เพราะไม่รู้ว่าขายทอดตลาดจะมีเงินพอใช้หนี้หรือเปล่า ขณะนี้ค่าดอกเบี้ย 139,475 บาท รวมต้นเป็นเงิน 322,475 บาท ขอให้จำเลยมาไถ่ถอนเสียเร็วพลัน มิฉะนั้นต้องจำใจยึดที่ดินค้ำประกันหนี้ขายทอดตลาดเป็นแม่นมั่น

พอใจให้การว่าไม่ได้กู้เงินตามฟ้อง สัญญาจำนองเป็นเพียงสัญญาอุปกรณ์ ไม่มีมูลหนี้เงินกู้อันเป็นหนี้ประธาน สัญญาจำนองจึงไม่มีผลบังคับเธอ พองามนั่นแหละหลอกลวงเธอและให้เธอไปจดทะเบียนจำนองก่อนโดยรับว่าจะให้เงินกู้ 183,000 บาท ในวันรุ่งขึ้นอ้างว่าบิดาของเธอค้างชำระหนี้สามีเจ้าหนี้ขอหักเงินต้นที่จะให้กู้ เธอมิได้ยินยอมด้วย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์นำสืบหนี้เงินกู้ตามสัญญาจำนองส่วนหนึ่งจำนวน 153,000 บาท เป็นหนี้เดิมระหว่างสามีโจทก์และนายพลบิดาจำเลย และได้มีการตกลงระหว่างสามีโจทก์และจำเลยโดยจำเลยยอมรับใช้หนี้แทนบิดาก่อนเสียชีวิตรวมกับเงินอีกจำนวน 30,000 บาท จำเลยกู้เพิ่ม 183,000 บาท และได้ตกลงเป็นหนี้เงินกู้จำนวนดังกล่าวตามหลักฐานสัญญาจำนองเอกสารหมาย ล.4

การนำสืบของโจทก์เป็นการนำสืบถึงข้อตกลงแปลงหนี้อันเป็นที่มาของหนี้ตามสัญญาพิพาท จึงหาเป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารอันเป็นการต้องห้ามตามกฎหมายดังที่จำเลยฎีกาโต้แย้งไม่ ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนปัญหาที่ว่าจำเลยถูกหลอกให้ทำสัญญาเงินกู้และไม่ได้รับเงินตามข้อตกลง สัญญาจำนองจึงไม่มีผลบังคับ ข้อเท็จจริงจากพยานจำเลยที่นำสืบกลับได้ความว่า บิดาจำเลยเป็นหนี้สามีโจทก์ตามหลักฐานสัญญากู้รวม 3 ฉบับ เป็นเงิน 118,000 บาท หลักฐานการกู้ยืมที่บิดาจำเลยทำไว้ตรงกับคำเบิกความของสามีโจทก์ซึ่งจำเลยอ้างเป็นพยาน ข้อเท็จจริงจึงน่าเชื่อตามที่โจทก์นำสืบ จำเลยได้กู้เงินเพิ่มจากบิดาที่ค้างชำระหนี้ไว้รวมเป็นเงิน 183,000 บาท และจำเลยได้ตกลงยอมรับใช้หนี้แทนโดยทำสัญญาจำนองเอกสารหมาย ล.4 กับโจทก์

หากไม่เป็นความจริง จำเลยน่าจะดำเนินการอย่างใดเพื่อให้สัญญาจำนองไม่มีผลผูกพันจำเลย กลับปล่อยเวลาให้ผ่านไปถึง 10 ปีเศษ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

ข้อมูล : เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 4522/2530

รศ.พิศิษฐ์ ชวาลาธวัช



(update 21 เมษายน 2007)
[ ที่มา.. หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10626]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600