สามีอ้างว่าเงินบำเหน็จคือสินส่วนตัว


ชีวิตครอบครัวมีสุขร่วมเสพมีทุกข์ร่วมแก้ ระหว่างอยู่ด้วยกันฉันสามีภริยาถือได้ว่าทั้งสองฝ่ายนั้นเป็นหุ้นส่วนของชีวิต หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีรายได้จะมากหรือน้อยจำนวนหมื่นหรือล้าน ถ้าคิดจะหย่าขาดก็ต้องแบ่งหารสอง แม้ว่าจะใช้เงินบำเหน็จบำนาญซื้อที่ดินสร้างบ้าน จะอ้างว่าเป็นทรัพย์สินส่วนตัว โอนขายให้บุคคลอื่นตามอำเภอใจ ภริยาที่กำลังถูกสามีฟ้องหย่าคงไม่อาจยอมได้

นายเอกลักษณ์ ข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ แต่งงานจดทะเบียนสมรสกับนางศรีนวล พนักงานรัฐวิสาหกิจ แต่งงานอยู่กินกันจนมีลูกสองคน ทั้งคู่อยู่ด้วยกันไม่น้อยกว่า 27 ปี

ปี 2519 เอกลักษณ์ตัดสินใจลาออกจาราชการรับเงินบำเหน็จมาก้อนหนึ่งเพื่อเปลี่ยนงานใหม่และได้นำเงินก้อนซื้อที่ดินอำเภอหนองแขม 200 ตารางวา เป็นเงิน 300,000 บาท ปี 2527 ไปบวชเป็นพระภิกษุ ระหว่างนั้นได้กู้เงินจากนางชวนพิศ จำนวนเงิน 400,000 บาท เพื่อทำการสร้างบ้าน และได้สึกในปี 2528 ต่อมาในปี 2529 และได้โอนขายที่ดินและบ้านให้แก่นางชวนพิศเป็นเงิน 700,000 บาท อีก 6 เดือนต่อมา ก่อนที่เอกลักษณ์จะทำการฟ้องหย่าศรีนวลในเดือนมีนาคม 2530

ระหว่างคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาในศาลชั้นต้น กลางปี 2530 ศรีนวลยื่นฟ้องเอกลักษณ์และชวนพิศ อ้างว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาถูกต้องตามกฎหมาย การที่จำเลยที่ 1 ขายที่ดินและบ้านให้แก่จำเลยที่ 2 ไปนั้น จำเลยทั้งสองทราบดีว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินสมรสและโจทก์ไม่ได้ยินยอมมาทราบเรื่องก่อนฟ้อง 1 เดือน นิติกรรมการขายครั้งนี้กระทำโดยไม่สุจริต เป็นการสมคบกันยักย้ายถ่ายเททรัพย์ให้พ้นจากกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยให้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวกลับคืนสู่สภาพเดิมก่อนการโอน

จำเลยทั้งสองให้การรับกันว่า ที่ดินตามฟ้องโจทก์ไม่ใช่สินสมรส เพราะจำเลยที่ 1 ใช้เงินบำเหน็จบำนาญซื้อจึงเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 และทั้งจำเลยที่ 1 ได้กู้เงินจากจำเลยที่ 2 จำนวน 400,000 บาท มาใช้ในการสร้างบ้าน จำเลยที่ 1 มีสิทธิขายที่ดินตามฟ้องโดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพร้อมบ้านโดยมีค่าตอบแทนโดยสุจริต ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้อยู่ในสภาพเดิมก่อนโอน จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบนั้นไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ในเบื้องต้นว่าจำเลยที่ 1 กับโจทก์ได้จดทะเบียนสมรสเป็นสามีภริยากัน จำเลยลาออกจากราชการได้เงินบำเหน็จบำนาญมาและบวชเป็นพระ จำเลยนำเงินมาซื้อที่ดินและปลูกสร้างบ้าน 1 หลัง ต่อมาจำเลยสึกและได้โอนขายที่ดินพร้อมบ้านให้จำเลยที่ 2 ก่อนจำเลยที่ 1 ฟ้องหย่าโจทก์โดยที่โจทก์ไม่ทราบไม่ได้ยินยอมการทำนิติกรรมในครั้งนั้น

เห็นว่าเงินบำนาญเป็นเงินที่ทางราชการจ่ายให้แก่ข้าราชการผู้ที่พ้นจากราชการแล้วตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เมื่อข้าราชการผู้นั้นมีคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมายยังมีชีวิตอยู่ จึงเป็นการได้เงินมาระหว่างสมรสย่อมถือว่าเงินบำนาญนั้นเป็นสินสมรส ดังนั้น เงินบำนาญที่จำเลยที่ 1 ได้รับจากทางราชการจึงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1

เมื่อจำเลยที่ 1 นำเงินมาซื้อที่ดินและต่อมาได้ปลูกสร้างบ้านซึ่งเป็นส่วนควบของที่ดินในระหว่างสมรส เช่นนี้ที่ดินและบ้านจึงเป็นสินสมรสตามกฎหมาย หาใช้สินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่

พิพากษายืน

ข้อมูล : เทียบเคียงจากคำพิพากษาฎีกาที่ 2765/2537

ดุษฎี สนเทศ



(update 21 เมษายน 2007)
[ ที่มา.. หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10612]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600