โอนกันหลอกๆ


ชีวิตคู่ระหว่างสามีภริยาหากมีรายได้ทรัพย์สินเกิดขึ้นภายหลังที่อยู่ด้วยกันย่อมถือว่าเป็นสินสมรส หากอยู่กันไม่ตลอดภายหลังหย่าขาดจากกัน ผู้เป็นสามีคิดจะยักย้ายถ่ายเททรัพย์ด้วยการโอนซื้อขายกันหลายทอด หากไม่จริงตามข้ออ้างย่อมตกเป็นโมฆะ ทุกอย่างจะกลับคืนสู่สภาพเดิมเสมือนหนึ่งไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน

บทพิสูจน์ความซื่อสัตย์สุจริตของมนุษย์เราหากเป็นสามีภริยากัน บทสุดท้ายของการอยู่ร่วมกันอาจเกิดขึ้นก่อนหรือหลังจากการหย่าร้าง จะพบเห็นว่าฝ่ายใดซื่อสัตย์หรือคดโกง มีให้เห็นเป็นข้อเตือนใจ

ภายหลังจดทะเบียนสมรสระหว่าง นายโกศัลย์ และ นางสาวขวัญพร อยู่ด้วยกันมาช้านานไม่มีลูกไว้สืบสกุลเกิดปัญหาที่จะอยู่ด้วยกันได้ตามปกติสุข ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่ากันได้โดยให้โจทก์จดทะเบียนหย่าภายใน 1 เดือน และให้โจทก์ผู้เป็นสามีจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินมีโฉนดพร้อมสิ่งปลูกสร้างมูลค่า 9 แสนบาทให้เป็นของจำเลยภริยาครึ่งหนึ่ง หากไม่ปฏิบัติตาม ให้ขายทอดตลาดแบ่งเงินให้จำเลยครึ่งหนึ่ง

ที่สุด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทั้งสองฝ่ายเป็นสามีภริยาจดทะเบียนสมรสกันมาหลายปี จนสามีได้กู้เงินสร้างบ้านแล้วเสร็จโอนมาเป็นชื่อของสามีคนเดียว โจทก์ได้ขายที่ดินพร้อมบ้านและภริยารู้เห็นยินยอมเมื่อได้เงินมาก็แบ่งกัน ฝ่ายภริยานำสืบว่าไม่รู้ไม่เห็นไม่เคยทราบเรื่องนี้ไม่เคยได้รับส่วนแบ่งใดๆ ทั้งสิ้น ก่อนมีเรื่องมีปัญหาถึงวันนี้เมื่อไม่นานสามียังเคยทาบทามจะขายบ้านพร้อมที่ดินหลังที่อยู่ด้วยกันให้คนอื่นราคา 8 แสนบาท

ข้อเท็จจริงมีว่า มีสาเหตุที่โจทก์จำเลยต้องมีอันแยกกันอยู่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 4 ปีก่อนฟ้อง ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์ขายที่ดินพิพาทให้แก่นายถิรเพื่อนบ้านประมาณ 9 ปีมาแล้ว มีข้อสังเกตจากคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยแม้แต่เลขโฉนดที่ดินยังจำไม่ได้ จำเลยจะไปรู้เรื่องการตกลงขายของโจทก์กับคนอื่นได้ยังไงกัน

จำเลยได้อ้างหลานชายที่ดูแลเลี้ยงดูอยู่ด้วยกันในบ้านกับโจทก์ตั้งแต่ยังเด็กเป็นพยานว่าได้มีการขอให้หลานชายช่วยไปแจ้งความประกาศขายบ้านทางหน้าหนังสือพิมพ์เป็นเงิน 7.5 แสนบาท หากจำเลยขายทรัพย์สินพิพาทตามที่โจทก์อ้างมาว่าจำเลยยินยอมนั้น จะให้หลานช่วยประกาศขายบ้านเมื่อปีที่แล้วได้อย่างไรกัน

ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์ได้ขายที่ดินและบ้านซึ่งเป็นทรัพย์สินพิพาทให้แก่ถิรจำเลยไม่ได้รู้เห็นยินยอม และไม่เคยได้เงินส่วนแบ่งตามที่นำสืบ

มีข้อเท็จจริงต่อไปว่า นายโกศล บุตรชายโจทก์ได้ซื้อทรัพย์สินพิพาทคืนจากผู้ซื้อเดิมคืนเป็นเงิน 9 หมื่นบาทภายหลังอีก 2 เดือนต่อมา แล้วมาจดทะเบียนยกทรัพย์สินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ในภายหลัง เห็นว่า การจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งก่อสร้างพิพาทระหว่างบุคคลทั้งสามเป็นการจดทะเบียนโอนกันหลอกๆ แสดงเจตนาลวงเพื่อเปลี่ยนทรัพย์สินที่พิพาทจากสินสมรสให้เป็นสินส่วนตัวของโจทก์

มีข้อสังเกตจากการเบิกความของบุตรโจทก์ที่ว่าขายทรัพย์สินพิพาทเพียง 8 หมื่นบาทให้ผู้ซื้อ และผู้ซื้อขายคืนเพียง 9.5 หมื่นบาท ถ้าเป็นการซื้อขายกันจริงๆ ถิรผู้ซื้อจากโจทก์น่าจะรู้ว่าทรัพย์สินที่พิพาทนั้นควรมีราคาจริงๆ เท่าใด แต่ทำไมผู้ซื้อจึงขายคืนให้แก่ลูกชายโจทก์เพียงแค่ 9 หมื่นบาท

การโอนทรัพย์สินพิพาทระหว่าง โจทก์ ถิรผู้ซื้อ และโกศลบุตรโจทก์ เป็นโมฆะตามกฎหมาย ซึ่งมีผลเสมือนหนึ่งว่ามิได้มีการโอนเกิดขึ้น ทรัพย์สินพิพาทจึงคงมีสภาพเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์จำเลยอยู่เช่นเดิม หาใช่เป็นส่วนตัวไม่ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์จดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินพิพาท ที่ดินพร้อมสิ่งก่อสร้างเขตบางกอกน้อย กทม.ร่วมกับโจทก์คนละกึ่งหนึ่งด้วย

ข้อมูล : เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 1582/2528

รศ.พิศิษฐ์ ชวาลาธวัช



(update 22 มิถุนายน 2007)
[ ที่มา.. หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10654]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600