นายแพทย์ประกิตเผ่า


สื่อชอบ “เล่นข่าว” แพทย์ในทางร้ายแพทย์จึงกลายเป็นเหยื่อประเภท “เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง กระดูกแขวนคอ”

ตัวอย่างผู้ป่วยรายที่ 51

ในช่วงต้นปีมานี้ มีข่าวขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ เรื่องเกี่ยวกับนายแพทย์ประกิตเผ่า ทมทิตชงค์ ที่ถูกครอบครัวขอให้ พ.ต.ท.ธีรศักดิ์ ภิญโญ (เพื่อนของนายแพทย์ประกิตพันธ์ ทมทิตชงค์ ที่เป็นพี่ของนายแพทย์ประกิตเผ่า) นำตัวนายแพทย์ประกิตเผ่าไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลศรีธัญญา ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2550 เนื่องจากมีอาการหวาดระแวงสวมเสื้อเกราะ และมีอาวุธปืนด้วย

โรงพยาบาลศรีธัญญาได้รับนายแพทย์ประกิตเผ่าไว้เพื่อรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นอย่างดี

แต่ก็มีเรื่องเกิดขึ้น เมื่อนางสาวเปมิกา วีรชัชรักษิต นิสิตคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อนสาวคนสนิทของนายแพทย์ประกิตเผ่า เข้าร้องทุกข์แจ้งความ จน พ.ต.ท.ฐิติเดช อินทรแป้น พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยตัวนายแพทย์ประกิตเผ่า โดยหาว่าโรงพยาบาลศรีธัญญาควบคุมตัวนายแพทย์ประกิตเผ่าไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

มีการ “เล่นข่าว” ทางสื่อมวลชนอย่างเข้มข้น จนผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีธัญญา นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต และแพทย์โรงพยาบาลศรีธัญญา โดยเฉพาะนายแพทย์ไพฑูรย์ สมุทรสินธุ์ (แพทย์เจ้าของไข้) กลายเป็นจำเลยของสังคม รวมทั้งมารดา ภรรยา และพี่ชายของนายแพทย์ประกิตเผ่าด้วย

เพราะคนกลุ่มนี้ถูกทำให้เห็นว่าได้สมคบกันยัดเยียดภาวะวกลจริตให้แก่นายแพทย์ประกิตเผ่า และคุมขังนายแพทย์ประกิตเผ่าไว้ในโรงพยาบาลโรคจิต เพราะนายแพทย์ประกิตเผ่า เป็น “เจ้าของ” และผู้อำนวยการสถาบันกวดวิชาแอพพลายฟิสิกส์ ที่ทำเงินได้ปีละเป็นสิบเป็นร้อยล้านบาท ญาติๆ ของนายแพทย์ประกิตเผ่าจึงต้องการ “ฮุบ” กิจการเหล่านี้มาเป็นของตน ด้วยการอ้างว่านายแพทย์ประกิตเผ่าวิกลจริต และให้ยาจนนายแพทย์ประกิตเผ่าป่วย

ต่อมาศาลได้เดินเผชิญสืบไปดูข้อเท็จจริงอาการป่วยของนายแพทย์ประกิตเผ่าที่โรงพยาบาลศรีธัญญา เพราะโรงพยาบาลศรีธัญญาไม่สามารถพาตัวนายแพทย์ประกิตเผ่าไปที่ศาลได้ เพราะกลัวว่าจะเกิดอันตรายขึ้น

เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ศาลได้สั่งให้ย้ายนายแพทย์ประกิตเผ่าไปรักษาตัวที่สถาบันกัลยาณ์ราชนคริทน์ โดยไม่ให้นายแพทย์โรงพยาบาลศรีธัญญาและญาติ รวมทั้งโจทก์เข้าไปเยี่ยมผู้ป่วย และให้แพทยืผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชจากราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทยหลายคนได้เข้าทำการตรวจวินิจฉัยอาการป่วยของนายแพทย์ประกิตเผ่า

แล้วในวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2550 ศาลอาญาโดยนายวิชัย ช้างหัวหน้า รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา และนายพิทักษ์ เริ่มก่อกุล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญา ได้พิพากษามีใจความว่า

คณะกรรมการ (แพทย์) สรุปการวินิจฉัยว่าผู้ถูกคุมขัง (นายแพทย์ประกิตเผ่า) เป็นโรคอารมณ์แปรปรวน มีอาการโรคจิตร่วมด้วย มีอาการรุนแรงถึงขั้นหลงผิดว่า ตนมีอำนาจวิเศษที่ผู้อื่นไม่มี และมีความหวาดระแวง อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย อีกทั้งมีแนวโน้มที่จะเกิดอารมณ์หุนหันพลันแล่นได้ง่าย อันอาจทำให้เกิดพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อผู้อื่น

จึงจำเป็นต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ เป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาลจิตเวช ยาที่ได้รับจากโรงพยาบาลศรีธัญญา เป็นยาที่รักษาอาการทางจิตที่สอดคล้องกับอาการของผู้ป่วย ซึ่งเป็นอาการที่เกิดขึ้นมาก่อนรวม 4 เดือน (ไม่ใช่ยาที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการทางจิต) แพทย์ที่โรงพยาบาลศรีธัญญาจึงทำถูกต้องแล้ว

ศาลเห็นว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นจนเป็นเหตุให้ผู้ร้อง (โจทก์) ยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ สืบเนื่องจากผู้ถูกคุมขังเองมีอาการป่วยทางจิตแต่ไม่รู้ตัว จนอาการเริ่มแสดงให้เห็นตั้งแต่ต้นปี พ.ศ.2549 แต่ผู้ถูกคุมขังไม่ยอมรับว่าตัวเองป่วย ข้อมูลที่ได้จากแพทย์ผู้ตรวจรักษา ได้ความว่าผู้ถูกคุมขังจะมีอาการเหมือนคนปกติ ซึ่งเป็นอาการปกปิดความผิดปกติของตนต่อเมื่อได้รับแรงกระตุ้นจากสภาวะรอบข้าง อาการจึงจะกำเริบ

ส่วนเรื่องผลประโยชน์หรือรายได้ของผู้ถูกคุมขังจากสถาบันกวดวิชา ตามทางไต่สวนของศาล ไม่ปรากฏว่าเป็นเหตุให้ผู้ถูกคุมขังเครียดจนต้องเจ็บป่วย รวมถึงสารเอฟีดรีนด้วย

อาการของผู้ถูกคุมขัง คิดว่าตนเองเป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์เป็นบุคคลสำคัญต่างๆ มีอาการหลงผิด เชื่อมั่นว่าตนเองอยู่เหนือคนอื่น เชื่อในเรื่องภพที่แล้ว และรู้เห็นในภพหน้า

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏโดยปราศจากข้อสงสัยว่าผู้ถูกคุมขังมีอาการป่วยทางจิตจริง และจำเป็นต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ ดังนั้น การที่โรงพยาบาลศรีธัญญารับตัวผู้ถูกคุมขังไว้ในความดูแล จึงมิใช่การคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย แต่เป็นการควบคุมไว้เพื่อการรักษา คำร้องของผู้ร้องจึงไม่มีมูลที่จะขอปล่อยตัวนายแพทย์ประกิตเผ่า ให้ยกคำร้อง โดยสิทธิการนำผู้ป่วยเข้ารักษาในโรงพยาบาลจิตเวชนั้น ให้เป็นสิทธิของครอบครัว

หลังคำพิพากษา ทางครอบครัว “ทมทิตชงค์” ก็ได้ให้ทนายยื่นฟ้องนางสาวเปมิกา วีรชัชรักษิต ทั้งทางแพ่งและทางอาญา ในข้อหาทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง และประพฤติตนในทำนองชู้สาวกับสามีของบุคคลอื่น


คดีได้ให้บทเรียนหลายอย่าง เช่น
1. การตรวจรักษาผู้ป่วยไม่ใช่เรื่องง่าย หลายครั้งที่บุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ป่วยอาจไม่เข้าใจว่า ทำไมแพทย์จึงทำอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะแพทย์ไม่สามารถบอก “ความลับ” ของผู้ป่วยได้ เช่น

กรณีที่ดังสนั่นโลกในเดือนมิถุนายน ที่มีผู้ป่วยชาวอเมริกันที่เป็นวัณโรคชนิดที่ดื้อยาสุดๆ (extreme drug resistance หรือ XDR) ที่แพทย์ตรวจพบและบอกผู้ป่วยแล้วว่าห้ามเดินทางไกล เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อผู้อื่นแต่ก็ไม่มีอำนาจที่จะกักตัวผู้ป่วยในโรงพยาบาลได้ผู้ป่วยจึงนั่งเครื่องบินเดินทางไปประเทศต่างๆ ก่อให้เกิดความโกลาหลว่าจะมีผู้คนในหลายๆ ประเทศได้รับเชื้อโรคนั้นไปด้วย

ส่วนกรณีนายแพทย์ประกิตเผ่านี้ นางสาวเปมิกา และ พ.ต.ท.ฐิติเดช อาจไม่ทราบการวินิจฉัยโรคของนายแพทย์ประกิตเผ่าจริงๆ ก็ได้ เพราะไม่ใช่ญาติสายตรงของผู้ป่วย แพทย์จึงไม่สามารถบอกการวินิจฉัยและการรักษาโรคให้ทราบ เพราะเป็น “ความลับ” ของผู้ป่วย โจทก์ทั้งสองจึงอาจเข้าใจผิดว่า นายแพทย์ประกิตเผ่าถูกกลั่นแกล้งและถูกคุมขัง

ถึงญาติสายตรง เช่น พ่อแม่ ภรรยา หรือลูก ถ้าผู้ป่วยไม่ยอมให้แพทย์บอก “ความลับ” เช่น การเป็นโรคเอดส์ ให้แก่คนอื่นใดเลย แพทย์ก็บอกไม่ได้เช่นกันซึ่งบางครั้งแพทย์ก็ตกเป็นจำเลย เพราะถูกภรรยาของสามีที่เป็นเอดส์ฟ้องเมื่อตนติดเชื้อจากสามี เพราะแพทย์ไม่ได้บอกให้ตนป้องกันตัวเอง เมื่อแพทย์ทราบว่าสามีของตนเป็นโรคเอดส์

2. สื่อชอบ “เล่นข่าว” แพทย์ในทางร้าย แพทย์จึงกลายเป็นเหยื่อประเภท “เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง กระดูกแขวนคอ” เป็นต้น

3. แพทย์ในปัจจุบันได้กลายเป็นเหยื่อของญาติผู้ป่วยและสังคม ในการเรียกร้องค่าชดเชยต่างๆ ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากแพทย์บางคนทำตนเป็น “ปลาเน่า” ทำให้ “ปลาตัวอื่น” ในข้อง (ในวิชาชีพ) เดียวกันพลอยเหม็นเน่าไปด้วย

4. แพทย์และสังคม จึงต้องช่วยกันฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยและสังคมให้ดีขึ้น มิฉะนั้นทั้งแพทย์และผู้ป่วยกับสังคมจะตกอยู่ในวงจรอุบาทว์แห่งการไม่ไว้วางใจกันและกันเพิ่มขึ้น

นพ.สันต์ หัตถีรัตน์



(update 14 กันยายน 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารหมอชาวบ้านปีที่ 29 ฉบับที่ 339 กรกฎาคม 2550]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600