พ.ร.บ. คุมน้ำเมา


ทำไมต้องมี “พ.ร.บ.คุมน้ำเมา” น้ำเมาทำร้ายสังคมคนไทยขนาดไหน?

เรื่องที่เหล้าและน้ำเมาทุกชนิดเป็นภัยต่อคนครอบครัว และสังคมนั้น เชื่อว่าหลายคนคงรับรู้โดยไม่มีข้อสงสัยแต่พิษภัยที่ว่านั้นมีผลในการ “ทำร้าย” ขนาดไหน วันนี้จะขอบอกเล่าให้รับรู้กันชัดๆ เพื่อให้ผู้ที่ไม่ได้ติดตามสถานการณือย่างใกล้ชิดและอาจคาดไม่ถึงได้รับรู้โดยทั่วกัน

เริ่มจากเศรษฐกิจก่อน

“ค่าน้ำเมา” ซึ่งส่วนใหญ่ผู้บริโภคที่ยากจนเป็นคนจ่ายเงินนั้น มีมูลค่าสูงถึงปีละเกือบ 2 แสนล้านบาทเลิกเมาปีเดียวก็มีเงินเหลือพอที่จะสร้างสนามบินที่ดีกว่าสุวรรณภูมิได้สบาย

จึงไม่น่าสงสัยว่าทำไมพ่อค้าน้ำเมาจึงรวยติดอันดับโลกไปพร้อมๆ กับทำให้เกิดผู้บริโภคประเภท “จน เครียด กินเหล้า ยิ่งจน ยิ่งเครียด…” ในวัฏจักรอุบาทว์นี้มากขึ้นๆ
  • ด้านสังคม

    งานวิจัยของมูลนิธิเพื่อนหญิงและคณะแพทยศาสตร์ในโรงพยาบาลรามาธิบดีแสดงให้เห็นว่า ครอบครัวที่มีสมาชิกเป็นนักดื่ม จะมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นในครอบครัวเกือบ 4 เท่า

    ขณะเดียวกันเยาวชนที่กลายเป็นนักดื่มหน้าใหม่ก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นๆ อย่างน่าเป็นห่วง อายุในการเริ่มดื่มก็น้อยลงๆ อีกทั้งพบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของเยาวชนที่อยู่ในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กจะดื่มน้ำเมาก่อนกระทำความผิดและการกระทำเหล่านั้นก็รุนแรงมากกว่าการกระทำของเด็กที่ไม่ได้ดื่ม

    เยาวชนที่ “ท้อง แท้ง ติดเอดส์” ก็มีน้ำเมาเป็นสาเหตุสำคัญ

  • ด้านวัฒนธรรม

    ที่พวกค้าน้ำเมาชอบอ้างว่า การดื่มเป็นวัฒนธรรมได้ไทยนั้น ที่จริงแล้วบันทึกของชาวต่างชาติที่อยู่เมืองไทยในอดีตแสดงให้เห็นชัดเจนว่า คนไทยในอดีตไม่ดื่มมาก มาเริ่มดื่มมากก็เมื่อมีการทำน้ำเมาเป็นการค้า

    โดยเฉพาะช่วงหลังเป็นการค้าเสรี และมีการโฆษณา ทำให้ “ลานวัฒนธรรม” กลายเป็น “ลานเหล้า ลานเบียร์” ทำลายทั้งวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว (ดีๆ) ทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่นจนแทบไม่เหลือแล้ว ไม่เว้นแม้แต่ในวัดวาอาราม ซึ่งควรเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่กลับกลายเป็นที่ดื่มทุกเทศกาล งานบุญกลายเป็นงานบาป
ไม่ต้องพูดถึงที่น้ำเมาเป็นสาเหตุกว่า 60 โรคตามที่องค์การอนามัยโลกรายงาน นอกจากนั้นยังมีคนตายและพิการนับพันนับหมื่นคนต่อปีจากอุบัติเหตุอันเนื่องมาจากน้ำเมาเป็นหลัก

สังคมไทยทำไมเพิ่งตื่น ??

ที่น่าแปลกคือสังคมไทยปล่อยให้ปัญหาน้ำเมาโตขึ้นๆ อย่างไม่มีการหยุดยั้ง เพิ่งมาเริ่มทำกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราวก็เมื่อรณรงค์งดเหล้าพรรษาปี พ.ศ.2546 และทำต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ และสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะเป็นผู้เปลี่ยนประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของสังคมไทยที่จะประกาศให้โลกรู้ว่า ต่อไปสังคมไทยจะไม่ปล่อยให้น้ำเมาทำร้ายคนไทย เยาวชน และสังคมอย่างเสรีต่อไป

เพราะน้ำเมาไม่ใช่สินค้าธรรมดา แต่เป็นสารเสพติดและมีโทษมหันต์

เมื่อเทียบกับบุหรี่ น้ำเมามีโทษมากกว่า หลายด้านกว่า และรุนแรงกว่า แต่ขณะที่บุหรี่มีกฎหมายควบคุม มีข้อห้ามหลายอย่างเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและผู้ไม่บริโภค เช่น ห้ามโฆษณา แต่น้ำเมาไม่มีอะไรควบคุม กฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน (พ.ร.บ.สุรา) ก็ไม่มีเจตนาคุ้มครองคนไทยและสังคมไทย แต่มีขึ้นเพื่อหารายได้จากภาษีน้ำเมาเข้ารัฐ

ภาคประชาชน ภาคราชการตื่นแล้ว ภาคนิติบัญญัติล่ะ?

การขับเคลื่อนนโยบายน้ำเมาทำกันมาอย่างต่อเนื่องโดยการประสาน 3 พลัง ทั้งภาควิชาการ มีศูนย์วิจัยปัญหาสุราและเครือข่ายนักวิจัยทั่วประเทศ ซึ่งได้รวบรวมงานวิจัยที่มีคุณภาพทั้งในและต่างประเทศอย่างรอบคอบ

ผลที่ได้ยืนยันว่า พ.ร.บ.คุมน้ำเมาเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างยิ่งในการควบคุมน้ำเมา

ตัวชี้วัดที่ชัดเจนในเรื่องนี้มาจากประสบการณ์ของการรณรงค์เรื่องบุหรี่ นั่นคือมาตรการใดที่องค์กรธุรกิจซึ่งเกี่ยวข้องต่อต้านมาก แสดงว่ามาตรการนั้นได้ผลดีด้วย จะมีผลทำให้เขาขายได้น้อยลง จึงไม่ยอม

ที่ผ่านมาภาคราชการอย่างคณะกรรมการควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (คบอช.) กระทรวงสาธารณสุข ได้ทำงานอย่างต่อเนื่องในการร่าง พ.ร.บ.คุมน้ำเมา และได้มีการรับฟังความเห็นจากประชาชนทุกภาคมาแล้ว โดยต่างก็เห็นความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้

ภาคประชาชนนั้นแสดงพลังที่ชัดเจน โดยได้ร่วมกันจัด “โครงการวิ่งต้านเหล้า ทำความดี ปีมหามงคล” จัดวิ่งขึ้นใน 4 ภาค เพื่อรวบรวมรายชื่อผู้สนับสนุน พ.ร.บ.นี้ ได้รายชื่อมาประมาณ 13 ล้านชื่อแล้ว และจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

นับเป็นการลงนามสนับสนุนที่มากที่สุดที่เคยมีในสังคมไทยและสังคมโลก

ขณะนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในสายตาขององค์กรระดับสากลที่เฝ้ามองอย่างชื่นชมในการเป็นผู้นำโลกด้านการควบคุมน้ำเมา จะเห็นได้ว่ามีหนังสือถึงประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ชื่นชมการร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จาก Mr.Derek Rutherford Chairman of Global Alcohol Policy Alliance ซึ่งเป็นองค์กรนานาชาติที่ผลักดันนโยบายควบคุมน้ำเมาระดับโลกที่มีพลังสูงสุด

พ.ร.บ.ฉบับนี้ยังควบคุมน้ำเมาได้ไม่สมบูรณ์แต่ สนช.ช่วยได้

หลายมาตรการได้ถูกตัดไปในกระบวนการร่างกฎหมาย เช่น การห้ามขายน้ำเมาในสถานศึกษา แต่เครือข่ายมหาวิทยาลัยกำลังเสนอเพิ่มเติม ฯลฯ ขณะเดียวกันบางมาตรการภาคประชาชนก็มีความต้องการให้เพิ่มเติม เช่น การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนใน๕ระกรรมการทุกระดับ และการเฝ้าระวังให้กฎหมายบังคับใช้ได้จริง

นี่เป็นภารกิจสำคัญ

ขออนุญาตขอบพระคุณ สนช.แทนผู้ลงนามสนับสนุน พ.ร.บ.คุมน้ำเมา 13 ล้านคน รวมถึงขอบคุณคนไทยทั้งปวงที่กรุณาช่วยให้สังคมไทยลดปัญหาอันเกิดจากน้ำเมาอย่างมีประสิทธิภาพด้วยกฎหมายฉบับนี้

และต่อไปเครือข่ายภาคประชาชนจะเฝ้าดูการทำงานของ สนช. อย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีการแทรกแซงจากผู้เสียผลประโยชน์

สสส. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ



(update 20 กันยายน 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารหมอชาวบ้านปีที่ 29 ฉบับที่ 338 มิถุนายน 2550]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600