โกงเจ้าหนี้


ลุงเขียวลงชื่อกู้เงิน 100,000 บาท ให้ลูกเขยไปทำงานต่างประเทศ ลูกเขยบอกพ่อตาว่า “พ่อ ไม่ต้องเป็นห่วง ผมจะทำงานหาเงินแล้วส่งให้พ่อ ไปใช้หนี้” ลูกเขยบินไปทำงานสมใจ เงินเดือนแรกส่งมา พ่อก็เอาไปใช้หนี้ จากนั้นลูกเขยไม่ส่งเงินอีกเลย ลูกสาวลุงเขียวเขียนจดหมายถามสามีว่า “พี่ทำไมไม่ส่งเงินมาใช้หนี้ล่ะ” สามีก็ไม่ตอบ พ่อตาที่แก่ชราไม่มีอาชีพมานานแล้วไม่อาจชำระหนี้ได้ เจ้าหนี้จึงฟ้องลุงเขียว แต่เจ้ากรรมไม่รู้ใครแนะนำให้ลุงไปอุทธรณ์ ระหว่างนี้ลุงเขียวซึ่งมีที่ดินแปลงเดียวกลัวถูกยึด ลุงเขียวจึงยกบ้าน ที่ดินให้ลูกสาว เจ้าหนี้ทราบ ไปยื่นฟ้องคดีอาญาลุงเขียวว่า “โกงเจ้าหนี้” ลุงเขียวบอกว่าไม่รู้ว่าผิดกฎหมาย มีคนแนะนำว่าให้โอนที่ให้ลูกไป ลุงถูกโทษจำคุก แต่รอลงอาญา

ช่างเสื้อที่ไปกู้เงินธนาคาร 1.2 ล้าน ให้หลานชายไปค้ำประกัน ต่อมาลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ธนาคารฟ้องทั้ง 2 คนว่าผิดสัญญา ทั้งคู่ไม่สู้คดี ธนาคารชนะคดีทั้งสองไม่ชำระหนี้ ธนาคารจึงฟ้องล้มละลายหลายชายเอาที่ดินโอนให้น้องสาว ธนาคารรู้เข้า จึงฟ้องหลานชายฐานโกงเจ้าหน้า หลานชายต้องโทษจำคุก แต่รอลงอาญา

เมื่อไรที่เป็นลูกหนี้ก็ต้องชำระหนี้ ถ้าไม่ชำระเจ้าหนี้ฟ้อง และศาลตัดสินให้ลูกหนี้ชำระหนี้ ถ้าลูกหนี้ไม่ชำระหนี้อีก เจ้าหนี้สามารถติดตามเอาทรัพย์สินของลูกหนี้ไปขายทอดตลาดชดใช้หนี้สินทั้งหมดได้ ลูกหนี้คนไหนที่มีทรัพย์สินชิ้นสุดท้าย ถ้าไปโอนเปลี่ยนมือให้ใครไป ถ้าเจ้าหนี้รู้ เจ้าหนี้สามารถดำเนินคดีกับลูกหนี้ฐานโกงเจ้าหนี้ได้ กฎหมายอาญาคุ้มครองเจ้าหนี้

มาตรา 350 “ผู้ใดเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ซึ่งได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้นหรือโอนไปให้ผู้อื่นยื่นทรัพย์ใดก็ดี แกล้งให้ตนเองเป็นหนี้จำนวนใดยันไม่เป็นความจริงก็ดีต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

เจ้าหนี้จะฟ้องลูกหนี้ตามความผิดนี้ได้ต่อเมื่อเจ้าหนี้ต้องฟ้องลูกหนี้เป็นคดีที่ศาลก่อนและศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ต้องชำระหนี้ ถ้าลูกหนี้โอนทรัพย์สินที่อาจจะต้องถูกบังคับคดีได้ ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่เสียเปรียบ เจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้ ฐานโกงเจ้าหนี้ได้

ตัวอย่าง การโอนทรัพย์ไปให้แก่ผู้อื่นเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนหรือผู้อื่นได้รับชำระหนี้อันเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ.มาตรา 350 จะต้องปรากฏว่าเจ้าหนี้ได้ใช้วิทธิเรียกร้องทางศาลให้ลูกหนี้ชำระหนี้และผู้กระทำก็ต้องรู้ว่าเจ้าหนี้ได้ใช้สิทะเรียกร้องทางศาลให้ลูกหนี้ชำระหนี้แล้ว หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ลูกหนี้ชำระหนี้

ตัวอย่าง จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ในคดีที่โจทก์ฟ้องให้ชำระหนี้เงินกู้และในที่สุดศาลฎีกามีคำพิพากษาวินิจฉัยว่ามีเหตุให้พิจารณาใหม่ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 โดยฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ทราบว่าถูกโจทก์ฟ้องให้ชำระหนี้เงินกู้ที่ศาลแพ่ง เพิ่งทราบเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2550 ข้อเท็จจริงจึงเป็นอันยุติและผูกพันโจทก์กับจำเลยที่ 1 ผู้เป็นคู่ความด้วยเหตุนี้เองการที่โจทกืกล่าวอ้างในฟ้องว่าเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2550 จำเลยทั้งสามร่วมกันโอนที่ดินพิพาททั้งสามแปลงในกรรมสิทธิ์ส่วนของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 แสดงให้เห็นว่าในวันตามฟ้องดังกล่าวจำเลยที่ 1 ยังไม่ทราบว่าถูกโจทก์ฟ้องให้ชำระหนี้เงินกู้ ดังนั้น ในขณะที่เกิดเหตุตามฟ้องจึงไม่อาจฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันโอนทรัพย์โดยรู้ว่าโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ทั้งนี้เพื่อมิให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยทั้งสามมีเจตนาร่วมกันกระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ป.อ.มาตรา 350

ถ้าลูกหนี้ถูกลงโทษ ก็ยังต้องเอาไปขายทอดตลาดใช้หนี้เจ้าหนี้ สำหรับลูกหนี้ที่โอนที่ดิน หรือเลี่ยงไปทำนิติกรรมอื่น ขณะที่คดีศาลยังไม่ตัดสินให้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่การโอนไปทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ เจ้าหนี้สามารถฟ้องเพิกถอนกลฉ้อฉลได้ตาม ป.พ.พ.

มาตรา 237 “เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ ซึ่งนิติกรรมใดๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบแต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้ข้อบังคับถ้าปรากฏว่าในขณะที่ทำนิติกรรมนั้น บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงข้อเท็จจริง อันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย แต่หากกรณีเป็นการให้โดยเสน่หา ท่านว่าเพียงแต่ลูกหนี้เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวเท่านั้นก็พอแล้วที่จะขอเพิกถอนได้….”

มีตัวอย่าง ฎีกาที่ 2893/2547 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์มิได้แสดงให้เห็นว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องเพราะโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง มิได้พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 จึงมิได้เป็นลูกหนี้ของโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แม้ส่วนที่ 1 จะทราบคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว ได้โอนที่ดินและตึกแถวนั้นให้จำเลยที่ 2 ไปในเวลาต่อมา และจำเลยที่ 1 นำไปจำนองไว้แก่ธนาคารก็เป็นเรื่องในทางแพ่งที่โจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่การกระทำเพื่อมิให้เจ้าหนี้ตาม ป.อ. มาตรา 350 จำเลยที่ 2 ผู้รับโอนที่ดินและตึกแถวดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ผู้โอนที่ดินและตึกแถวนั้นให้จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีความผิดตามมาตรา 350 ดังกล่าวเลย

หยุดเป็นหนี้กันเถอะ คำว่าที่ คนไม่เป็นหนี้ ไม่มีเครดิต ไม่เป็นความจริง ข่าวการเรียกร้องของข่าราชการประเภทหนึ่ง เงินเดือนน้อยนิด เป็นหนี้สหกรณ์ หนี้ธนาคาร สร้างบ้านราคาหลายล้านบาท หนี้นอกระบบ หนี้บัตรเครดิต ซื้อโทรศัพท์มือถือ รถทุกประเภท เครื่องซักผ้า ฯลฯ เงินได้ไม่พอใช้หนี้ ก็เดินขบวนขอให้รัฐช่วย รัฐก็ยอมช่วย มีคำสั่งให้เอาเงินออมสิน ออกให้กู้เพื่อปลอดหนี้ ขอถามสักนิดเถอะ กูเงินออมสินมาแล้วจะเอาไปใช้หนี้จริงหรือเปล่า เราจะยกย่องคนพวกนี้ว่าเป็นคนมีเครดิตหรือ แล้วถ้าลูกหนี้พวกนี้ไม่ใช้หนี้อีก เราจะลงโทษคนกู้ คนให้กู้ ที่ทำให้ประเทศล่มจมได้ไหม

ใครช่วยตอบที

มณีรัตน์ (มยุรี) ภัคดุรงค์



(update 11 ตุลาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 29 ฉบับที่ 340 สิงหาคม 2550]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600