ข้อตกลงก่อนการสมรส


การทำตามประเพณีและกฎหมายเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะกฎหมายย่อมให้ความคุ้มครองกับผู้ปฏิบัติถูกต้อง

ถาม - หนูกำลังจะแต่งงานกับฝรั่งปลายปีนี้ ว่าที่เจ้าบ่าวให้ทนายความส่งสัญญาก่อนแต่งงานมาให้หนูลงชื่อเขาให้หนูสัญญาไปปรึกษาทนายความที่มีความเชี่ยวชาญทางกฎหมายครอบครัวก่อน รายละเอียดการสมรสของว่าที่เจ้าบ่าว เขาอ้างว่าจะต้องทำตามกฎหมายของประเทศเขา หนูก็ไม่ทราบว่ากฎหมายประเทศเขาเป็นอย่างไร

สัญญาบอกถึงสภาพการเงินของว่าที่เจ้าบ่าว ซึ่งมีมูลค่าเป็นตัวเงินของเขา คิดแล้วก็จำนวนมากๆ เขาเสนอว่า ในวันแต่งงานที่จะจัดขึ้น เขามีงบประมาณให้คิดเป็นเงินไทยก็สัก 3 แสน ถ้ามีเหตุที่จะต้องเลิกกันภายใน 2 ปี เขาจะจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้หนูเดือนละ 3 หมื่นหรือให้ครึ่งหนึ่งและถ้าเป็นสามีภรรยากันก็จะจ่ายค่าเลี้ยงชีพยอดใดยอดหนึ่งให้ก็ได้ หากชีวิตคู่ต้องแยกกันภายใน 2 ปี

หนูไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทรัพย์สินของเขา หรือไม่ได้รับเงินเลี้ยงชีพที่กล่าวมาข้างต้น และหากการสมรสยุติลงหลัง 2 ปี ทรัพย์สินที่เกิดขึ้น จะจัดสรรแบ่งให้เท่าๆ กัน

เขาคิดว่าหนูต้องยินยอมลงชื่อในข้อตกลงก่อนการสมรสนี้ เพื่อความสุขกับคู่ชีวิตที่จะเกิดขึ้น และขอให้หนูตอบกลับไปด้วยหลังจากที่หนูได้ปรึกษาทนายความของหนูแล้ว หนูจึงขอปรึกษาว่าหนูจะลงชื่อดีหรือไม่


ตอบ - ข้อเสนอก่อนการสมรสนี้ ดิฉันเห็นว่าไม่ควรลงชื่อ

ประเพณีไทยไม่ว่าภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ ภาคกลาง ก่อนลูกสาวออกเรือน พ่อแม่ควรได้รับสินสอดจากว่าที่ลูกเขยเพราะได้เลี้ยงดูลูกสาวเติบโตจนจะออกเรือน คุณควรบอกว่าที่เจ้าบ่าวของคุณว่า นำสินสอดให้ไปกราบพ่อแม่เพื่อตอบแทนบุญคุณ มีของหมั้น เรียกเป็นเงินสดสำหรับคุณเองจะกี่แสนก็เรียกไปบางคนได้ของหมั้นเป็นที่ดินใส่ชื่อร่วมกันสองคนก็มีงบประมาณการจัดงานให้ตามที่เสนอมาก็ไม่ขัดข้อง

สำหรับเรื่องแยกทางกันกับเงินค่าเลี้ยงชีพหลังการแยกทางไม่ควรพูดถึง เพราะคนไทยถือว่าเป็นเรื่องไม่เป็นมงคล คุณมีสิทธิ์เสนอกลับไปให้ว่าที่เจ้าบ่าวทราบโดยอิงประเพณีไทยและกฎหมายไทยให้เขาทราบ มิใช่ต้องถือเอาข้อตกลงฝ่ายเดียว คุณน่าจะตอบเขาไปว่า

ตามกฎหมายไทย การสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายหญิงยินยอมเป็นสามีภริยากัน และต้องแสดงการยินยอมนั้นให้ปรากฏโดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียนบันทึกความยินยอมนั้นไว้ด้วย

ก่อนการสมรสต้องมีการหมั้น มีของหมั้น คุณแนะนำเขาซิคะ เขาควรจัดการสู่ขอและให้สินสอดทองหมั้นให้กับคุณพ่อคุณแม่และตัวคุณ ซึ่งก็เป็นไปตามกฎหมายไทยว่า

ของหมั้น คือทรัพย์สินที่ฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่หญิง เพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้น เมื่อหมั้นแล้วให้ของหมั้นตกเป็นสิทธิ์แก่หญิง ส่วนสินสอดในกฎหมายก็ไว้ค่ะ

สินสอดเป็นทรัพย์สินที่ฝ่ายชายให้แก่บิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรมหรือผู้ปกครองฝ่ายหญิงแล้วแต่กรณี เพื่อตอบแทนการที่หญิงยอมสมรส

ถ้าคุณคิดว่า สิ่งเหล่านี้เป็นประเพณีไทยที่ยังคงยึดถือและเป็นเรื่องดีงาม คุณจะเสนอว่าที่เจ้าบ่าวคุณโดยทำเป็นข้อเสนอก่อนสัญญาอย่างเขาเสนอมาก็ได้นะคะ เช่น คุณพ่อคุณแม่เรียกสินสอดกี่แสน ของหมั้นของ เป็นแหวน และเงินสดจะเรียกเป็นหลักแสนหรือหลักล้านก็ได้ ส่วนเงินจัดงานแต่งงานคุณจะเรียกเท่าไรก็ลองคิดคำนวณดู

อย่าลืมบอกเขาไปว่า สิ่งที่เรียกทั้งหมด ขอให้จ่ายเมื่อเข้ามาถึงประเทศไทย เพื่อจะได้นำไปใส่ซองสวยๆ หาพานทองใส่ และเตรียมเจ้าหน้าที่ไปที่งานจัดการจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายไทย และอีกส่วนจะนำไปจัดงานเลี้ยง หลังจากแต่งงานแล้วก็ค่อยเดินทางไปอยู่กินที่บ้านเกิดเมืองนอนเขา

คุณสัญญากับเขาว่า คุณจะเป็นภรรยาที่ดี จะช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกันตลอดชั่วชีวิต และหากทำมาหากินได้ด้วยกันหลังจากแต่งงานแล้วสินสมรส จะบริหารด้วยกัน

บอกเขาไปเลยว่า คนไทยเขาถือกัน เขาไม่พูดเรื่องหย่าร้างในวันแต่งงาน เพราะเป็นลางไม่ดี คุณจะขอตัวบทกฎหมายของประเทศเขามาศึกษาด้วยก็ได้ค่ะการทำตามประเพณีและกฎหมายทั้งของเขาหรือคุณเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะกฎหมายย่อมให้ความคุ้มครองกับผู้ปฏิบัติถูกต้อง

คุณเป็นผู้โชคดีที่ว่าที่เจ้าบ่าวให้คุณปรึกษาทนายความ การทำสัญญาก่อนสมรสนั้น ถ้าผู้หญิงไทยจะสมรส ไม่ว่าสมรสกับชายไทยหรือต่างชาติ ขอถือเอาประเพณีไทยไว้ก่อนมีของหมั้นถ้าผู้ชายไม่มีของหมั้น ขอทำสัญญากู้และกำหนดเบี้ยปรับไว้ ต่อมาถ้าสมรส หรือไม่มีการสมรส ผู้หญิงจะฟ้องให้ผู้ชายไปจดทะเบียนสมรสไม่ได้ เพราะกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1438 บัญญัติว่า การหมั้นไม่เป็นเหตุที่จะร้องขอให้ศาลบังคับให้สมรสได้ถ้าได้มีข้อตกลงกันไว้ว่าจะให้เบี้ยปรับในเมื่อผิดสัญญาหมั้นข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ

ตัวอย่างคดีที่ฟ้องเรื่องผิดสัญญาหมั้น ลองศึกษาดูนะคะ

คดีหนึ่ง สมรสตามพิธี มีสินสอดแต่ไม่มีการหมั้น แล้วชายไม่ไปจดทะเบียนสมรสไม่เป็นละเมิด

คดีที่สอง การที่ไม่มีประเพณีท้องถิ่นจะต้องมีของหมั้น มิใช่เหตุอันจะพึงยกขึ้นลบล้างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1438 ได้ การหมั้นและจะเรียกว่าหมั้นก็ต่อเมื่อฝ่ายชายนำของหมั้นไปมอบให้ฝ่ายหญิงอันเป็นเรื่องที่เข้าใจกันตามธรรมดาและตามประเพณี เมื่อมีการหมั้นแล้วถ้าฝ่ายใดผิดสัญญาหมั้นแล้วถ้าฝ่ายใดผิดสัญญาหมั้นฝ่ายนั้นต้องรับผิดใช้ค่าทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1438 โดยที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นพิเศษ เช่นนี้ เมื่อฝ่ายชายเพียงแต่ตกลงว่าจะสมรสโดยไม่มีหมั้น ดังนี้ จึงอยู่นอกขอบเขตที่กฎหมายรองรับ หากไม่ปฏิบัติตามที่ตกลงไว้จะเรียกค่าทดแทนหาได้ไม่

การที่ไม่มีปะเพณีท้องถิ่นว่าจะต้องมีของหมั้นมิใช่เหตุอันจะพึงยกขึ้นลบล้างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1438 ได้.

มณีรัตน์ (มยุรี) ภัคดุรงค์



(update 4 เมษายน 2008)
[ ที่มา.. นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 29 ฉบับที่ 342 ตุลาคม 2550]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600