แม่นาง แม่นางสาว แม่ที่ไม่แตกต่าง


เมื่อพระราชบัญญัติคำนำหน้านามหญิง พ.ศ. 2551 บังคับใช้ มีหญิง (จำนวนน้อยมาก) ไปเปลี่ยนคำนำหน้า เหตุผลที่เปลี่ยนดูจากรายงานข่าวของกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ รายงานว่า หญิงที่ไปขอเปลี่ยนคำนำหน้านามส่วนใหญ่เป็นหญิงที่หย่าร้างมานานแล้ว พร้อมตัวอย่าง
1. ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตดังกล่าว ตนเองตัดสินใจจะเปลี่ยนคำนำหน้านางมาเป็นนางสาวมานานแล้ว แต่เมื่อจะไปเปลี่ยนวันนี้ถูกทัดทานจากสามีและลูกๆ จึงต้องล้มเลิกความตั้งใจ เพราะทางครอบครัวไม่เห็นด้วย คาดว่าจะใช้เวลาเจรจาสักระยะ หากเห็นด้วยจะไปเปลี่ยนแน่นอน

2. นาง...พักอยู่เขตดินแดง กล่าวว่า เดิมใช้นาง เพราะจดทะเบียนสมรสแล้ว หย่ามา 8 ปี ตนรอคอยกฎหมายนี้มานาน อยากกลับไปใช้ น.ส. เพราะผู้หญิงที่ใช้คำนำหน้า นาง จะเสียโอกาสหลายเรื่อง ทั้งเรื่องการทำงาน และการยอมรับของสังคม

3. นาง...อยู่เชียงรายกล่าวว่าเดิมตั้งใจที่จะเปลี่ยนนามสกุลแต่เห็นข่าวทางสถานีโทรทัศน์จึงต้องการเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อด้วย เพื่อความสะดวกสบายในการทำนิติกรรมหลายอย่าง ซึ่งสามีเป็นคนญี่ปุ่นจึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับคำนำหน้าชื่อเท่าไหร่ ซึ่งเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีที่จะทำให้ผู้หญิงมีสิทธิเลือกได้อย่างมีอิสระแม้จะแต่งงานแล้วก็ตาม

4. นาง...อยู่นครราชสีมา กล่าวว่า ตนก็เห็นดีด้วยกับกฎหมายฏบับนี้ แต่ตนก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่า ถ้าเปลี่ยนนามสกุลแล้ว จะมีปัญหาทางด้านกฏหมายหรือไม่ เช่น การทำนิติกรรมเรื่องสินสมรส หรือมรดกต่างๆ ซึ่งตรงจุดนี้ตนยังไม่ค่อยเข้าใจ อยากให้มีการอธิบายให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจด้วย ฯลฯ
ต่อมานักเขียนชาย ผู้ชาย ผู้หญิง จำนวนหนึ่งวิพากษ์หญิงเปลี่ยนคำนำหน้านามทำนอง อีกหน่อยผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว เข้าข่ายมีความลับ มีการลวงกัน อำพรางกัน ว่ากันไปใหญ่ ความจริง มีแม่ที่เป็รนางหรือนางสาวจำนวนมากปราบปัญหาครอบครัว จนทำให้มีการแยกทางกันอยู่ หย่าร้าง ทิ้งลูกไว้ให้ฝ่ายหญิงเลี้ยง แต่กฏหมายก็ยังเอื้อมไปไม่ถึงเหมือนการละเมิดลิขสิทธิ์สักที

นางที่ 1 อายุ 42 ปี ถามว่า สามีที่รู้ว่าเธอพูดอู้อี้มาแต่เกิด เพราะกล่องเสียงบกพร่อง เจอกันครั้งแรกสามีได้ช่วยเหลือทำมาหากินด้วยกันมา ทั้งสองเต็มใจเป็นสามีภรรยากัน ต่อมาจดทะเบียนสมรส มีทรัพย์สิน มีบ้าน มีลูก สามีให้ภรรยาลาออกจากงานเลี้ยงลูก แต่มีเหตุการณ์ที่ทำให้เธอต้องโทรศัพท์ถาม เธอเล่าว่าสามีเหยียดหยามเธอ

“เธอไม่เป็นที่เชิดหน้าชูตาฉัน” “ยังไงเธอก็มาทีหลังครอบครัวฉัน” “เธอไม่ช่วยทำงาน” “บ้านนี้เป็นบ้านฉันซื้อด้วยเงินตัวเอง เธอไม่เคยช่วย” ยังเล่าไม่ทันจบ เสียงสะอื้นก็ดังออกมา ดิฉันเปลี่ยนคำถามค่ะ “วันนี้โทร.มามีอะไรหรือเปล่า”

“หนูอยากถามว่า ถ้าหนูออกไปจากบ้าน หนูจะมีสิทธิอะไรบ้าง สามีหนูทำให้หนูเป็นคนต่ำต้อย ด้อยค่าค่ะ” (เสียงสะอื้น)

นางสาวที่ 2 ได้สามีไม่จดทะเบียนสมรส เพราะผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นภริยาของสามีเธอไปสู่ขอเธอกับพ่อแม่เธอให้เป็นภริยาของอดีตสามีเธอ เธอบอกกับพ่อแม่ของหญิงสาวว่า เลิกกับสามีแล้ว แต่ขอลูกสาวให้เป็นภริยาใหม่ระหว่างที่อยู่กินกับสามี แม่นางสาวได้ให้กำเนิดลูกชาย สามีไปรับรองบุตรชอบด้วยกฏหมาย วันหนึ่งสามีบอกว่า “ฉันรับเธอไม่ได้ เพราะฉันมีเมียอยู่แล้ว แต่จะเอาลูกของฉันไปเลี้ยงเอง”

แม่นางสาวหัวใจสลาย เพิ่งรู้ว่าสามีกับภริยาเดิม ต้องการลูกชาย เพราะทั้งคู่ไม่มีลูกชาย เธอถามว่า “หนูจะไม่ให้ลูกกับเขาได้ไหม แล้วหนูมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงดูตนเองกับลูกหรือไม่ สามีหนูเขาทิ้งหนูไปเลย ไม่ส่งค่าเลี้ยงดูไม่เหลียวแลหนู”

ทั้งสองนาง “รักสามีและรักลูก” แต่สามีไม่รักเธอเสียแล้ว แม่หลายคนจึงต้องปันกายขายทั้งน้ำตา เพื่อเอาเงินไว้เลี้ยงลูก เลี้ยงพ่อแม่ที่เลี้ยงหลานและเลี้ยงตัวเอง สังคมก็ประนามเธออีก เหมือนที่ “เปลี่ยนจากนางเป็นนางสาวแล้วไปชุบตัวใหม่ให้มีราคา” อย่างว่าเธอเลยค่ะ ความรับผิดชอบของสามีภรรยาของพ่อแม่มีในประมวลกฏหมาย แต่ทางปฏิบัติยากที่จะบังคับได้

มาตรา 1457 การสมรสตามประมวลกฏหมายนี้จะมีได้เฉพ่ะเมื่อได้จดทะเบียนแล้วเท่านั้น

นางสาวที่สองเรียกค่าเลี้ยงดูตนเองไม่ได้ เพราะกฏหมายยังเดินไปไม่ถึงความเป็นจริงที่ว่า คุณเป็นภรรยาที่ภรรยาคนแรกไปขอให้สามีเธอผลิตลูกชาย กฏหมายไม่เป็นธรรมคนไม่จดทะเบียนสมรสจึงไม่มีสิทธิ์ได้ค่าเลี้ยงชีพ จะไปฟ้องว่าถูกหลอกว่าไม่มีเมีย เฮ้อ ป่วยการ เพราะคนฟังไม่ยอมรับฟังความเป็นจริง

มาตรา 1526 “ในคดีหย่า ถ้าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียว และการหย่านั้นจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลงเพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สิน หรือจากการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส อีกฝ่ายหนึ่งนั้นจะขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้ค่าเลี้ยงชีพนี้ ศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้ให้และฐานะของผู้รับและให้นำบทบัญยัติมาตรา 1598/39 มาตรา 1598/40 และมาตรา 1598/41 มาใช้บังคับโดยอนุโลม สิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพเป็นอันสิ้นสุดถ้ามิได้ฟ้องหรือฟ้องแย้งในคดีหย่านั้น”

ค่ะ แม่นางรายแรก ไม่ต้องออกจากบ้านค่ะ อยู่ไปอยากเลิกก็แบ่งสมบัติมา แต่ที่น่าสงสาร แม่นางเธอยากจนลง ลาออกจากงานเพราะสามีสุดที่รักต้องการให้เลี้ยงลูก เธออาจไม่ได้ค่าเลี้ยงดู เพราะความจนเป็นสิ่งที่บั่นทอนการได้มาซึ่งความเป็นธรรมจากผู้ละเมิด เคยมีชัยชนะของหญิงที่อดีตสามีต้องส่งค่าเลี้ยงดู พอเขารู้ว่าแพ้เขาลาออกจากงาน ไม่ต้องจ่ายเพราะข้อยกเว้นว่าถ้าผู้ให้ไม่มีความสามารถที่จะให้เงิน อีกฝ่ายกำแต่ชัยชนะไป แต่ไม่อาจบังคับเอาเงินมาได้

“เฮ้อไปเปลี่ยนเป็นนางสาว และไปทำกินเลี้ยงลูกดีกว่า ยังไงก็ถูกแดกดันอยู่แล้ว” หยุดเถอะค่ะ หยุดวิพากษ์ แดกดัน ผู้หญิงที่ใช้คำนำหน้าว่า “นางสาว” เสียที ถูกรางวัลที่ 1 ก็ยังไม่ดีใจเท่ากับสามีดีมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ขอความสุขความเจริญ จงไปสู่ คุณแม่นาง คุณแม่นางสาวทุกท่านค่ะ

มณีรัตน์ (มยุรี) ภัคดุรงค์



(update 25 มิถุนายน 2010)
[ ที่มา.. นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 30 ฉบับที่ 352 สิงหาคม 2551 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600