มาที่นี่ ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ภาษาไทย
จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน   INTERNET   ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ
http://i.am/thaidoc    หรือ     http://hey.to/yimyam

สัญญาระหว่างสมรส



พ่อและแม่ผมจดทะเบียนสมรสกัน เมื่อแม่ผมตาย พ่อได้แต่งงานใหม่ โดยจดทะเบียนสมรสเช่นกัน
แต่ไม่มีลูก ขณะที่พ่ออยู่กินกับแม่เลี้ยง ได้ยกบ้านและที่ดิน ซึ่งเป็นทรัพย์สินของพ่อ ให้เป็นของแม่เลี้ยงตั้งแต่ผมยังเด็กๆ ผ่านมาก็เกือบ 12 ปีเศษแล้ว ทรัพย์สินต่างๆ ของพ่อตกเป็นชื่อของแม่เลี้ยงทั้งหมด

ต่อมาพ่อของผมล้มเจ็บ แม่เลี้ยงก็ไม่ค่อยสนใจนัก ผมจึงนำพ่อมารักษาที่บ้าน ช่วง 2 ปีกว่านี่เองที่พ่อได้ใกล้ชิดผมมากขึ้น พ่อ จึงบอกว่า ทรัพย์สินของพ่อเป็นของแม่เลี้ยงหมดแล้ว แต่พ่อจะเอาบ้านและที่ดินซึ่งเป็นเรือนรักที่พ่อและแม่ของผมเคยอยู่ด้วยกัน จากแม่เลี้ยงมายกให้ผม เพราะผมเป็นลูกคนเดียว และพ่อควรทำอะไรเพื่อลูกบ้าง

พ่อได้มีหนังสือเแจ้งยกเลิกการยกให้ ไปให้แม่เลี้ยงทางไปรษณีย์ โดยนัดวันจะไปรับโอนคืนกัน 01ที่สำนักงานที่ดิน แต่แม่เลี้ยงไม่ยอมไป และบอกว่าหัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็ไม่คืนให้ ทั้งท้าจะขอหย่าพ่อ ในระหว่างนี้เองพ่อเสียชีวิต ผมจึงปรึกษาว่าการที่ผมไม่มีหลักฐานอื่นใด นอกจากหนังสือแจ้งยกเลิก การยกให้ของพ่อผม พร้อมหลักฐานการเซ็นรับหนังสือฉบับนี้ จากแม่เลี้ยง ผมจะมีสิทธิฟ้องเอาบ้านและที่ดินคืนจากแม่เลี้ยงได้หรือไม่

สมชาย สมุทรปราการ



ในระหว่างสมรส สามีภริยาย่อมทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างกันได้เหมือนคนทั่วๆ ไป เช่น สัญญาซื้อขาย แลกเปลี่ยน หรือเช่าทรัพย์สิน แต่ส่วนใหญ่มักเป็นสัญญายกทรัพย์สินให้แก่กัน หรือสามีภริยาทำสัญญาแบ่งสินสมรสกันโดยไม่ต้องหย่า เช่น สามี อาจจะยกสินส่วนตัวของตนให้ภริยา หรือสามียกสินสมรสระหว่างสามีภริยาให้ตกได้แก่ภริยาผู้เดียว อันมีผลทำให้ทรัพย์สินที่ทำสัญญา หมดสภาพจากการเป็นสินส่วนตัวของสามี หรือหมดสภาพจากสินสมรส ระหว่างสามีภริยา กลายเป็นสินส่วนตัวของภริยาแทน

ในการทำสัญญาระหว่างสมรส กฎหมายมิได้กำหนดแบบไว้เป็นพิเศษ (ต่างจากสัญญาก่อนสมรส ที่จะต้องจดแจ้งไว้ในทะเบียนสมรสด้วย) สัญญาระหว่างสมรสจึงเป็นเอกเทศสัญญาชนิดหนึ่งที่ไม่มีแบบ ไม่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือไม่ต้องทำเป็นหนังสือหรือจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ได้

แต่เนื่องจากสัญญาระหว่างสมรสที่เกิดขึ้น อาจจะเนื่องจากคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจจะหลงใหล เสน่หาจนลืมทุกสิ่งทุกอย่าง จนลืมไปว่าให้เขาหมดตัว วันข้างหน้าตนเองจะลำบากอย่างไร เกิดความเสียหายตามมาได้ ฉะนั้น เมื่อมีกฎหมายเปิดโอกาสให้มีการทำสัญญาระหว่างสมรสได้ กฎหมายจึงต้องเปิดโอกาสให้คู่สมรสนั้น บอกล้างสัญญาระหว่างสมรส ที่ทำขึ้นมาได้เช่นกัน

แต่การบอกล้างได้จะต้องเฉพาะสัญญาระหว่างสมรสที่เกี่ยวกับทรัพย์สินเท่านั้น นอกจากนั้นหากยังเป็นคู่สมรสกันอยู่สามารถบอกล้างได้ตลอดเวลาและตลอดไป แม้ว่าสัญญานั้นจะทำเกิน 10 ปีก็ตาม แต่ถ้าขาดจากการเป็นสามีภริยากันแล้วจะต้องบอกล้าง ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากัน (วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยา คือวันที่การสมรสสิ้นสุดลงด้วยความตาย การหย่า หรือศาลพิพากษาถึงที่สุดให้ขาดจากการสมรส)

การบอกล้างสัญญาระหว่างสมรส สามีหรือภริยาอาจจะบอกล้างด้วยวาจาหรือทำเป็นหนังสือ หรืออื่นใดในทำนองเดียวกันนี้ บุคคลที่จะมีสิทธิบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสได้ มีแต่เฉพาะ สามีภริยาผู้เป็นคู่สัญญาเท่านั้นเอง เพราะเป็นสิทธิเฉพาะตัว บุคคลอื่นจะบอกล้างแทนไม่ได้ ดังนั้นการที่สามียกทรัพย์สินให้ภริยาในระหว่างสมรส และถึงแก่ความตาย สิทธิบอกล้างย่อมระงับไป ไม่ตกทอดไปยังทายาท ซึ่งทายาทแม้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย แต่ก็ยังไม่มีสิทธิบอกล้างสัญญา ระหว่างสมรสเกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าวนี้ได้ ซึ่งถ้าไม่มีการบอกล้างภายในกำหนดดังกล่าว เช่น ตายไปก่อน โดยไม่ได้บอกล้าง หรือเกิน 1 ปี นับแต่ที่หย่ากันและไม่มีการบอกล้างใดๆ สัญญาระหว่างสมรสย่อมสมบูรณ์ตลอดไป จะบอกล้างอีกไม่ได้

ปัญหาของคุณข้อเท็จจริงจะเพิ่มขึ้นคือ พ่อของคุณได้ใช้สิทธิบอกล้างไว้ก่อนจะเสียชีวิต ดังนั้นเมื่อเจ้าของสิทธิได้บอกล้างไว้แล้วเสียชีวิตลง ทายาทของเจ้าของสิทธิที่ตายและเป็นทายาท ที่มีสิทธิรับมรดกผู้ตายจึงมีสิทธิที่จะฟ้องเอาทรัพย์สินดังกล่าวคืนได้ เรื่องนี้เคยมีการฟ้องร้องกัน เป็นคดีความมาแล้ว ข้อเท็จจริงจะต่างกันนิดหนึ่งตรงที่ว่า หลังจากบอกล้างเจ้าของสิทธิ ก็ต้องเอาคืนด้วย แต่ได้เสียชีวิตระหว่างคดี ทำให้ทายาทเข้ารับมรดกความฟ้องร้อง แทนผู้ตายต่อไปได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5485-5486/2537 โจทก์เป็นผู้ยกที่ดินให้จำเลยผู้เป็นภริยา โจทก์มีสิทธิบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสในเวลาใดก็ได้ ระหว่างที่เป็นสามีภริยากันอยู่ โจทก์มีหนังสือบอกล้างไปถึงจำเลย เป็นการบอกล้างโดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 แล้ว และแม้สิทธิบอกล้างจะเป็นสิทธิเฉพาะตัว แต่เมื่อมีการบอกล้างโดยชอบก่อนที่โจทก์ จะถึงแก่กรรมแล้ว จึงไม่เป็นสิทธิเฉพาะตัวอีกต่อไป และย่อมตกทอดไปยังทายาทของโจทก์ ทายาทจึงเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ซึ่งถึงแก่กรรมในระหว่างพิจารณาได้

สรุปคือ หากสัญญายกให้ดังกล่าวเป็นสัญญาระหว่างสมรสเกี่ยวกับทรัพย์สิน และคู่สมรสได้ใช้สิทธิ บอกล้างตั้งแต่การสมรสยังไม่สิ้นสุดไว้แล้ว แม้ผู้บอกล้างจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก ของผู้บอกล้างที่ตาย ก็ยังมีสิทธิฟ้องเอาคืนได้ แม้ว่าสัญญาระหว่างสมรสนั้นจะทำมาเกิน 10 ปีแล้วก็ตาม

สุกัญญา รัตนนาคินทร์


(update 25 สิงหาคม 2001)
[ ที่มา... หนังสือพิมพ์เดลินิวส์   วันอังคารที่ 7-14 สิงหาคม พ.ศ. 2544 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600