คนไทยทุกคน มีหน้าที่ต้องรู้กฏหมายไทย
หมวดนี้ จะนำเสนอบทความเกี่ยวกับ กฏกหมายที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน
ที่คุณต้องรู้ เพื่อใช้ในการดำรงชีวิตอย่างปกติสุข
[ http://ite.nectec.or.th/~elib/index.html ]

[ คัดลอกจาก คลินิก กฏหมาย จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอังคารที่ 15 มิถุนายน 2542 ]
law clinic

ทรัพย์สินของผู้เยาว์


ดิฉันและสามีขอหย่าขาดจากกันตั้งแต่ลูกยังเล็กเป็นเวลาหลายปีแล้ว โดยก่อนหย่าสามีได้โอนที่ดินให้เป็นชื่อของลูกจำนวน 2 แปลง ปัจจุบันสามีดิฉันได้เสียชีวิตไปแล้วและลูกสาวอายุได้ 13 ปี ปัญหาของดิฉันขณะนี้คือ ดิฉันและลูกตกลงจะขายที่ดิน 1 แปลง เพื่อนำเงินมาใช้ปลูกบ้านบนที่ดินอีก 1 แปลง และเงินที่เหลือจากการขายจะเก็บไว้ใช้ยามขัดสน ดิฉันจึงได้ไปทำสัญญาจะซื้อจะขายให้กับผู้ที่มาติดต่อซื้อที่ดิน ผู้ซื้อได้วางเงินมัดจำไว้ 5 แสนบาท

เมื่อถึงวันนัดโอนเจ้าพนักงานที่ดินไม่ยอมโอนให้อ้างว่า ต้องให้ศาลมีคำสั่งก่อนจึงจะโอนให้ ขณะนี้ได้มีผู้มาเสนอขอซื้ออีกโดยให้ราคาดีกว่าคนเดิม ดิฉันอยากจะปรึกษาว่า ถ้าดิฉันไปร้องต่อศาลขอให้ศาลอนุญาตให้ขายที่ดินของลูกสาวได้ ดิฉันจะสามารถโอนขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้กับผู้ซื้อรายใหม่ได้หรือไม่ และหากทำได้ลูกดิฉันจะถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ซื้อคนเดิมที่ได้วางมัดจำไว้หรือไม่

ปัทมาพร ภาคกลาง

โดยหลักทั่วไปบิดามารดา ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองมีสิทธิที่จะจัดการทรัพย์สินของบุตรผู้เยาว์ได้ แต่ในการทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ที่สำคัญ ซึ่งกระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุตรในทรัพย์สินเป็นอย่างมาก อาจทำให้บุตรผู้เยาว์เสียกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินไปก็ได้นั้น กฎหมายได้กำหนดวิธีการคุ้มครองไว้โดยให้บิดามารดา ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองหรือผู้ปกครองของผู้เยาว์จะต้องมาขออนุญาตจากศาลเสียก่อนจึงจะทำนิติกรรมนั้นได้

นิติกรรมที่กฎหมายกำหนดให้ผู้ใช้อำนาจปกครองหรือผู้ปกครองของผู้เยาว์จะต้องมาขออนุญาตจากศาลก่อนนั้น หากมีการทำนิติกรรมดังกล่าวไป โดยไม่ได้ขออนุญาตจากศาลเสียก่อน นิติกรรมนั้นก็ไม่ผูกพันผู้เยาว์ เพราะถือว่าเป็นนิติกรรมที่ได้กระทำไปโดยปราศจากอำนาจ แต่นิติกรรมดังกล่าวนี้ยังไม่เป็นโมฆะ ยังมีผลผูกพันบิดามารดาผู้ใช้อำนาจปกครองเป็นการส่วนตัวก็ได้

นิติกรรมที่กฎหมายกำหนดให้ต้องขออนุญาตจากศาล หากเป็นนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินผู้เยาว์ มีหลายอย่าง เช่น การขาย แลกเปลี่ยน ขายฝาก ให้เช่าซื้อ จำนอง ปลดจำนอง หรือโอนสิทธิจำนอง ซึ่งถือว่า เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์ที่ต้องให้ศาลอนุญาตก่อนจึงจะขายได้

ดังนั้นในส่วนที่บิดามารดาทำสัญญาจะขายที่ดินของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะแก่บุคคลภายนอก โดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตจากศาล โดยทำสัญญาเป็นหนังสือและรับเงินมัดจำไว้แล้ว แต่ภายหลังเพิกเฉย หรือแม้ไม่เพิกเฉยแต่ก็ไม่สามารถโอนขายให้แก่ผู้ซื้อได้ตามสัญญา ดังนั้นถือว่า บิดามารดานั้นผิดสัญญา ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ซื้อ ส่วนบุตรเป็นคนนอกสัญญาจึงไม่ผูกมัดต้องรับผิดค่าเสียหายแต่อย่างใด

แต่ถ้าในสัญญาจะซื้อจะขายระบุไว้ด้วยว่า ผู้ขายจะต้องไปขออนุญาตจากศาล ต่อมาศาลไม่อนุญาตให้ขาย เช่นนี้ผู้จะขายไม่ต้องรับผิดชอบในค่าเสียหาย เพียงแต่ต้องคืนเงินมัดจำที่รับไว้ให้กับผู้ซื้อ หากสัญญาไม่ได้ระบุไว้ว่า จะไปขออนุญาตจากศาลก่อน แม้ศาลอนุญาตให้ขายได้ในเวลาต่อมาก็ไม่ทำให้สัญญาจะซื้อจะขายที่ทำไว้เดิมมีผลผูกพันให้ผู้เยาว์ เพราะสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินของผู้เยาว์ที่ไม่มีเงื่อนไขระบุว่า จะไปขออนุญาตต่อศาลก่อนนั้นเป็นนิติกรรมที่ไม่สมบูรณ์อยู่ก่อนแล้ว แม้ต่อมาศาลจะอนุญาตให้ขายได้ก็ไม่ทำให้นิติกรรมที่ไม่สมบูรณ์กลายเป็นนิติกรรมที่สมบูรณ์ขึ้นมาได้

ในกรณีที่ผู้ซื้อรายใหม่ให้ราคาดีกว่าผู้ซื้อรายเดิม ทำให้คุณเปลี่ยนใจที่จะขายกับผู้ซื้อรายใหม่นั้น สามารถทำได้ เพราะผู้ซื้อคนเดิมไม่อาจเรียกร้องให้คุณโอนที่ดินของผู้เยาว์ให้ขายให้แก่ตนได้ เนื่องจากไม่มีข้อตกลงกันไว้ก่อนในสัญญาว่า จะไปขอให้ศาลอนุญาต ต่อมาเมื่อคุณร้องขอขายที่ดินของผู้เยาว์และศาลอนุญาตให้ขายได้ คุณก็สามารถขายให้แก่ผู้ซื้อรายอื่นได้ ส่วนผู้ซื้อรายเดิมคุณก็รับผิดในฐานะคู่สัญญาที่ไม่สามารถโอนขายที่ดินให้ได้ ซึ่งต้องดูข้อตกลงในสัญญาเดิมด้วย ว่านอกจากจะต้องคืนเงินมัดจำ ยังกำหนดเบี้ยปรับหรือค่าเสียหายอย่างอื่นไว้หรือไม่ ส่วนลูกซึ่งไม่ใช่คู่สัญญาตามสัญญาจะซื้อจะขายกับผู้ซื้อคนเดิมก็ไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายที่ไม่อาจโอนขายที่ดินให้แก่ผู้ซื้อ

สุกัญญา รัตนนาคินทร์


[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด
ห้องสมุด E-LIB[ hey.to/yimyam ][ pantip.com/ELIB ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]