มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
http://www.geocities.com/Tokyo/Harbor/2093/
จำสั้นๆ i.am/thaidoc

[ คัดลอกจากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน วันพุธที่ 21 กรกฎาคม 2542]

โคตรโกงพุ่ง 2 หมื่นล้าน ลูกค้าแย่ได้เงินคืนช้า


ความล้มเหลวการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล เห็นผลเป็นรูปธรรม ไวรัส "ฉ้อโกง-ยักยอกทรัพย์" ของสถาบันการเงินมีสิทธิระบาดหนัก มูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้นสูงเรื่อยๆ เผยกลโกงยุค IMF แนบเนียนมากขึ้น ส่วนใหญ่ผู้บริหารไร้จริยธรรมทำเสียเอง รวมทั้ง "เกลือเป็นหนอน" สมคบคนนอกทุบหม้อข้าวตัวเอง เผยความเสียหายที่แบงก์ปิดไว้เป็นมูลค่ามโหฬาร ลูกค้าซวยทั้งชาติ กว่าจะได้เงินคืนต้องรอนาน

จากสถิติคดีฉ้อโกงและยักยอกทรัพย์ของสถาบันการเงิน ที่เกิดขึ้นถี่ยิบในช่วงหลังมานี้ทำให้เกิดกระแสความตื่นตัวของประชาชน และสถาบันการเงินระมัดระวังตัวมากขึ้น แต่แม้ประชาชนและสถาบันการเงิน จะมีมาตรการตรวจสอบเข้มงวดเพียงใดก็ยากจะหยุดยั้งคดีเหล่านี้ให้ลดน้อยลง ในทางตรงกันข้ามกลับจะมีแนวโน้มมากขึ้นอีก ด้วยเงื่อนไขภาวะเศรษฐกิจ ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเป็นตัวกระตุ้น

ตัวเลขความเสียหายจากคดีฉ้อโกงและยักยอกทรัพย์ ของสถาบันการเงินล่าสุดพุ่งสูงเป็นเงินกว่า 20,000 ล้านบาทแล้ว

โดยจากการรวบรวมสถิติของการบังคับการสืบสวนคดีเศรษฐกิจ (สศก.) พบว่า ตั้งแต่ปี 2539-ปัจจุบัน คดีที่มีพนักงานการเงินในสถาบันการเงิน เป็นผู้กระทำการฉ้อโกง และยักยอกทรัพย์ จำนวน 47 คดี มีมูลค่าความเสียหายรวมกัน 15,482,485,650.98 บาท

ขณะที่คดีที่มีพนักงานในสถาบันการเงินเป็นผู้กระทำการ ร่วมกับบุคคลภายนอกฉ้อโกงและยักยอกทรัพย์ จำนวน 47 คดี เท่ากันแต่มีมูลค่าความเสียหายมากกว่าถึง 24,652,285,485.49 บาท

เฉพาะต้นปีที่ผ่านมานี้มีคดีเกิดขึ้นรวมแล้ว 4 คดี คิดเป็นมูลค่า 200 ล้านบาท และหากสำรวจทั่วประเทศคาดว่า จะมีมูลค่าสูงกว่า 1,000 ล้านบาท

เกลือเป็นหนอนป้องกันยาก

พ.ต.อ.ชัยยะ ศิริอัมพันธ์กุล ผู้กำกับการ 2 สศก.เปิดเผย "ผู้จัดการรายวัน" ว่า ภาพรวมคดีฉ้อโกงและยักยอกทรัพย์ของสถาบันการเงิน มีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นและกลวิธีจะแยบยลมากกว่าเดิมที่ผ่านมา คดีที่ก่อความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจในลักษณะนี้จำแนกได้เป็น 3 ลักษณะใหญ่ๆ คือ

หนึ่ง พนักงานในสถาบันการเงินกระทำเสียเอง

สอง บุคคลภายนอกเข้ามาทำธุรกรรมกับสถาบันการเงินนั้น แล้วนำเงินออกจากสถาบันการเงิน ซึ่งกรณีนี้เกิดน้อยมาก เนื่องจากสถาบันการเงินมีระบบตรวจสอบที่เข้มงวดอยู่แล้ว

สาม บุคคลนอกและพนักงานสถาบันการเงินร่วมมือกัน

" กรณีแรกนี้ เจ้าหน้าที่แบงก์หรือไฟแนนซ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารระดับสูง ใช้อำนาจหน้าที่และช่องว่างของกฎระเบียบ กระทำการฉ้อโกงยักยอกทรัพย์ของลูกค้าซึ่งตรงนี้อันตรายมันอยู่ที่ตัวผู้บริหาร ถ้าไม่มีจริยธรรมแล้วลื่นไหลจะทำอะไรก็ได้ อำนาจหน้าที่เปิดช่องให้ เช่น สามารถเข้าไปดูบัญชีของลูกค้า หรือแม้กระทั่งปลอมแปลงลายเซ็นลูกค้า ซึ่งลูกค้าไม่มีทางรู้ตัวได้จนกว่าจะมาตรวจสอบแล้วเจอ" พ.ต.อ.ชัยยะกล่าว

กรณีคดีที่เกิดขึ้นหลายกรณีมีลักษณะดังกล่าว พ.ต.อ.ชัยยะ ยกตัวอย่างว่า
"บางกรณีที่เป็นคดีเมื่อเร็วๆ นี้ ผู้บริหารระดับผู้ช่วยผู้จัดการแบงก์แห่งหนึ่ง กระทำการเพียงคนเดียวยักยอกเงินลูกค้าไปเยอะมากถึง 26 รายการ เป็นเงินหลายร้อยล้านบาท ต้องยอมรับเขาเก่งจริงๆ ขาดงานไม่ได้เลย แม้แต่วันเดียว เพราะหากลูกค้าคนที่เปิดบัญชีไว้มาตรวจสอบ เขาก็จะรู้ทันทีว่าเงินในบัญชีหายไป พนักงานแบงก์คนนี้ต้องโยกบัญชีนั้น มาใส่บัญชีนี้วุ่นวาย

ที่ถูกจับได้เพราะผู้ช่วยฯ คนนี้ถูกย้ายไปประจำสาขาอื่น บังเอิญลูกค้ามามีปัญหาไม่สามารถขึ้นเช็คได้ก็มาตรวจสอบก็พบว่าเงินหายไป มาตรวจสอบกันดูถึงรู้ว่าเป็นฝีมือของผู้ช่วยฯ คนนี้ที่ดูแลบัญชีเงินฝาก ของลูกค้ารายดังกล่าว นี้คือช่องว่างที่อนุญาตให้ผู้บริหารแบงก์ดูแลบัญชีลูกค้า ซึ่งเขาจะรู้ว่าบัญชีไหนเป็นบัญชีเงินเย็นคือ นา ๆ ทำธุรกรรมทีเขาก็สามารถเลือกได้ แล้วปลอมลายเซ็นจัดการเบิกเงินจากบัญชีลูกค้าได้ "

ผู้กำกับกอง 2 สศก. กล่าวว่า วิธีการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหานี้ สถาบันการเงินต้องใช้วิธีการที่แยบยลในการตรวจสอบและคัดเลือกผู้บริหาร ที่เข้มงวดกว่าอดีต ขณะที่ลูกค้าเงินฝากก็ต้องหมั่นคอยตรวจสอบเงินในบัญชี ของตนเองอยู่สม่ำเสมอ

กรณีที่สอง บุคคลภายนอกที่เข้ามาทำธุรกรรมกับสถาบันการเงิน แล้วฉ้อโกง หรือยักยอกเงิน เท่าที่พบเห็นจะเป็นกรณีสร้างหลักฐานเท็จ ขึ้นมาหลอกลวงเจ้าหน้าที่สถาบันการเงินเพื่อมาขอเงินกู้ เช่น การปลอมแปลงโฉนดที่ดิน โดยกระทำเป็นกระบวนการเป็นเครือข่าย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมืออาชีพ โดยกว่าสถาบันจะรู้ก็ปล่อยเงินกู้ออกไปแล้ว และไม่มีการชำระเป็นเวลานานจึงมีการตรวจสอบ

"พวกนี้เป็นมืออาชีพ ฝีมือดีมาก ปลอมโฉนดที่ดินมาหลอกแบงก์ ซึ่งพิสูจน์ยากอยู่แล้วยังให้เครือข่ายของเขาบางคนปลอมเป็นเจ้าพนักงานที่ดิน มายืนยันอีกแบงก์ก็หลงเชื่อเอาโฉนดปลอมไปเก็บไว้ตั้งนานเสณ้จแล้วมารู้ก็ตอน 3-4 เดือนผ่านไปเอ๊ะทำไมบัญชีไม่ขยับเขยื้อน" พ.ต.อ.ชัยยะ กล่าว

กรณีที่สาม คนในร่วมกับคนนอก "อย่างโครงการบ้านจัดสรร คนในจะรับทำหน้าที่ เขียนโครงการซะสวยหรู ส่วนคนนอกที่มาขอกู้เงินทำโครงการ ก็จะทีไปถ่ายรูปสถานที่ซึ่งก็เป็นสถานที่จริงแต่เป็นโครงการอื่น ซึ่งสิ่งแวดล้อมดีมาก โครงการกู้เงินออกไป 200-300 ล้านบาท โดยถึงเวลาในสัญญากู้เงินก็จะเอาชื่อใครมาไม่รู้ส่วนใหญ่ใช้บัตรประชาชน ของคนที่ไปซื้อมา แบงก์จะรู้ก็เหมือนกรณีที่สองคือผ่านไป ซักพัก บัญชีไม่เคลื่อนไหวก็ตรวจสอบกัน นี่เป็นความแสบของคนในที่ ไปร่วมกับคนนอก"

สำหรับกรณีของบริษัทหลักทรัพย์ที่ล่าสุด ผู้บริหารของบล.บุคคลลัภย์ ถูกแจ้งความดำเนินคดีข้อหายักยอกทรัพย์ พ.ต.อ.ชัยยะ กล่าวว่า ลักษณะความผิดก็เหมือนกับสถาบันการเงินทั่วไปแตกต่างจากเงิน เป็นตราสารเท่านั้น

"ซื้อขายหุ้นลูกค้าที่ไม่ได้ติดตามใกล้ชิดก็เช่นเดียวกับลูกค้าเงินฝาก โบรกเกอร์มีอำนาจดูแลบัญชีซื้อขายหุ้นก็ทราบว่าลักษณะการเงินลงทุน ของลูกค้าแต่ละรายเป็นอย่างไรก็ปลอมลายเซ็นสั่งซื้อขายเองทำกำไรกันเพลิน เมื่อได้ราคาดีหุ้นขึ้นก็เอามาขายแล้วซื้อคืนไปใส่เข้าบัญชีไว้เหมือนเดิม ตอนหุ้นตกลูกค้ามารู้เรื่องก็ตอนทำธุรกรรมแล้วหุ้นของตนเองหายไป หรือไม่มีอยู่ในบัญชีการลงทุนของตนเอง"

พ.ต.อ.ชัยยะ กล่าวว่า พฤติกรรมของโบรกเกอร์ช่วงที่ผ่านมา หากมีการตรวจสอบกันจริงจังคาดว่าจะเจอการกระทำผิดอีกมาก โดยภาพรวมทั้งหมดของการกระทำความผิดที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบันการเงิน สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ สาขาต่างจังหวัดหรือที่ไกลไปในภูมิภาคพบว่า มีการกระทำผิดอยู่บ่อยครั้ง แต่ส่วนใหญ่จะไม่เปิดเผยเนื่องจากสถาบันการเงิน กลัวเสียชื่อเสียง

นอกจากนี้หากเกิดกรณีฉ้อโกงหรือยักยอกทรัพย์ขึ้นส่วนใหญ่ แบงก์จะดำเนินการเองหาตกลงกันได้ก็ชดเชยค่าเสียหายกันไป

ลูกค้าซวยตลอด

ผู้กำกับกอง 2 สศก.กล่าวว่า สิ่งที่ลูกค้าจะดำเนินการได้ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายกับตนเองคือ ต้องรักษาสิทธิในการตรวจสอบบัญชี ของตนเองอย่างสม่ำเสมอ ขณะเดียวกันผู้บริหารแบงก์ต้องเข้มงวด ซึ่งความเสียหายส่วนนี้แต่ละปีเป็นจำนวนมหาศาลเพียงแต่ว่า แบงก์จะเปิดเผยออกมาหรือไม่เท่านั้น เช่น บางรายเมื่อสอบไปเรื่อยๆ พบว่า รายการที่ยักยอกไปเกี่ยวพันกันเป็นจำนวนมาก

"ลูกค้าประเภทพิเศษ วีไอพี พวกนี้แหละกลุ่มเป้าหมายเลย เพราะความไว้วางใจพนักงานแบงก์ให้ดำเนินการจัดการทำธุรกรรมให้ โดยไม่ตรวจสอบ พวกพนักงานแบงก์ก็ได้ใจบางทีเล็กๆ น้อยของเศษจุดทศนิยม พวกเศรษฐีเหล่านี้ไม่ค่อยสนใจถึงเวลาก็เอาบัญชีมาดูตัวเลขเปลี่ยนไปบ้าง เล็กน้อยก็จำไม่ได้หรอก"

"มันไม่ยุติธรรมกับผู้ฝากเงินที่บริสุทธิ์เขาเชื่อมั่นกับแบงก์นี้ เขาก็มาฝากโดยไม่ได้คิดว่าจะถูกฉ้อโกงหรือยักยอก เสร็จแล้ว เจ้าหน้าที่แบงก์ทำผิดแบงก์ก็ฟ้องร้องทางอาญาส่วนแพ่ง ก็ต้องไปไล่เบี้ยกันตามกระบวนการกว่าจะได้ก็นานหลายปี ตรงนี้ความจริงต้องเป็นสิทธิของลูกค้าต้องได้เงินคืนทันที เพราะถือว่าเป็นเงินของเขา แต่มันไม่เป็นอย่างนั้นบางกรณี ถ้าเขาพิสูจน์ว่าคนเขาผิดแล้วเขาชดใช้ให้เลยเดี๋ยวนั้นก็โอเค ส่วนกรณีที่แบงก์ต้องพิสูจน์ว่า พนักงานของเขาร่วมกับคนอื่นอีกไหม แล้วแจ้งความดำเนินคดีตรงนี้ลูกค้าก็ต้องรอ ผมผมมองตรงนี้สองด้านนะ"

พ.ต.อ.ชัยยะ กล่าวถึงปัญหาการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ คือ ไม่แสดงอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบได้อย่างเต็มที่ เพราะเป็นเรื่องความมั่นคงของสถาบันการเงิน และอีกประการหนึ่ง สถาบันการเงินก็มีองค์กรกำกับดูแลอยู่แล้ว เช่น ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน ก็มี ธนาคารแห่งประเทศไทย บริษัทหลักทรัพย์ก็มีสำนักงาน คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ดูแล(end)


ขอบคุณหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600