การตรวจเพื่อหาสภาวะติดเชื้อเอชไอวีโดยมิได้แจ้งให้ผู้ป่วยทราบ


การติดเชื้อเอชไอวีนับว่าเป็นสภาวะที่น่าสะพรึงกลัว และเมื่อผู้ใดติดเชื้อดังกล่าวแล้วก็จะเป็นที่รังเกียจของคนรอบข้าง และเพื่อนฝูงของคนนั้นด้วย ทำให้มีคนจำนวนไม่น้อยที่ติดเชื้อดังกล่าวและทราบอยู่แล้ว แต่กลับไม่ต้องการให้แพทย์ทราบ และไม่ต้องการให้แพทย์ตรวจสภาวะการติดเชื้อดังกล่าวด้วย เพราะเกรงว่าจะมีบุคคลอื่นทราบว่าตัวเองติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งอาจเกิดผลต่อตัวเอง โดยเฉพาะสิทธิหลายอย่าง เช่น สิทธิในการเบิกค่ารักษาพยาบาล สิทธิในการทำงาน สิทธิในการเบิกจ่ายในเรื่องประกันสุขภาพ ฯลฯ แต่ก็มีแพทย์จำนวนไม่น้องหรืออาจเรียกว่าส่วนใหญ่ก็ว่าได้ เมื่อรับตัวผู้ป่วยเข้ามาแล้ว จะทำการตรวจหาสภาพการติดเชื้อเอชไอวีในผู้ป่วยเลย โดยเฉพาะในกรณีที่จำเป็นต้องนำผู้ป่วย เพื่อเข้ารับการผ่าตัดหรือมีหัตถการอย่างหนึ่งอย่างใด เช่น การที่ผู้ป่วยประสบอุบัติเหตุมา มีอวัยวะฉีกขาด กระดูกหัก หรือกรณีทีผู้ป่วยมีไข้โดยหาสาเหตุไม่ได้ หรือมีอาการแสดงถึงความน่าสงสัยว่าจะติดเชื้อเอชไอวี โดยหารู้อย่างถ่องแท้ไม่ว่า การดำเนินการดังกล่านี้ไม่อาจทำได้ เป็นเรื่องสิทธิผู้ป่วยโดยเฉพาะ เช่นเดียวกับในต่างประเทศเช่นในสหรัฐอเมริกา ที่ถือว่าเอดส์เป็นความลับของผู้ป่วยโดยเฉพาะ และยังถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของผู้ป่วยด้วย จึงเห็นได้ว่า การตรวจหาสภาวะการติดเชื้อเอชไอวีในผู้ป่วยไม่ว่าจะตรวจโดยวิธีใดก็ตามเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน และแพทย์จะต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

ในบทความนี้ผู้เขียนจะขอรายงานเรื่องที่แพทย์ทำการตรวจหาสภาวะการติดเชื้อเอชไอวีในผู้ป่วยรายหนึ่ง โดยมิได้แจ้งให้ผู้ป่วยทราบแม้ว่าแพทย์ผู้ตรวจจะมีเหตุผลพอสมควร ต่อมามีการร้องเรียนแพทย์ผู้นั้น จนองค์กรที่ดูแลแพทย์คือแพทยสภาได้ตัดสินว่าแพทย์ผู้นั้นมีความผิดและสั่งลงโทษแพทย์ในที่สุด


กฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการไม่ให้แพทย์ตรวจหาสภาวะการติดเชื้อ

ได้มีกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิไม่ว่าจะทั้งทางตรงหรือทางอ้อมที่เกี่ยวหรืออาจเกี่ยวกับการที่แพทย์ จะทำการตรวจหาสภาวะการติดเชื้อเอชไอวีของผู้ป่วย ซึ่งแพทย์สมควรต้องรู้เป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้แพทย์สามารถดำเนินการให้เป็นไปตามหลักกฎหมายได้ เพราะบุคคลทุกคนในประเทศไทย ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ ย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญเองและจากกฎหมายอื่นๆ หรือกฎเกณฑ์อื่นๆ ที่ออกมาโดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อคุ้มครองเขาเหล่านั้นด้วย ดังนั้นประชาชนทุกคนรวมถึงผู้ป่วย (คนไข้) ที่เข้ารับการรักษาพยาบาลย่อมต้องมีสิทธิในร่างกายของเขาอย่างเต็มที่ในการที่ถูกกระทำการอย่างใดต่อร่างกายเขา และย่อมต้องได้รับความยินยอมเสียก่อน การกระทำใดๆ ต่อร่างกายโดยไม่ได้รับความยินยอมแล้วอาจมีความผิดตามกฎหมายอาญา ในหมวดความผิดต่อร่างกาย ซึ่งอาจเป็นกรณีทำร้ายร่างกายโดยไม่เป็นอันตรายต่อกาย ทำร้ายร่างกายจนเป็นอันตรายต่อกาย หรือทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้เกิดอันตรายบาดเจ็บสาหัสก็ได้ แล้วแต่กรณี นอกจากนี้ยังมี "คำประกาศสิทธิผู้ป่วย" ที่ออกมาโดยองค์กรทางด้านสุขภาพรวมถึงแพทยสภา อีกทั้งยังมีความเห็นของนักกฎหมายที่ว่า จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อผู้ป่วยยินยอมเท่านั้น

ในต่างประเทศได้มีการพูดถึงเรื่อง "สิทธิของแพทย์ที่จะรู้" และ "สิทธิของผู้ป่วย" (the right to privacy versus the right to know) และกรณีที่ผู้ป่วยปฏิเสธการรักษาพยาบาล เนื่องจากไม่ยอมทำให้การตรวจเลือดหาสภาวะการติดเชื้อเอชไอวีนั้น ได้มีการฟ้องร้องกันมาแล้วในต่างประเทศ สำหรับประเทศไทยยังไม่เคยปรากฏ

กฎหมายหรือกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องในเรื่องการตรวจเลือดเพื่อหาสภาวะการติดเชื้อเอชไอวีในผู้ป่วย มีดังนี้

1. รัฐธรรมนูญ
มาตรา 31 บัญญัติว่า
" บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย การทรมาน ทารุณกรรม หรือการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้าย หรือไร้มนุษยธรรมจะกระทำมิได้ แต่การลงโทษประหารชีวิตตามที่กฎหมายบัญญัติ ไม่ถือว่าเป็นการลงโทษ ด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรมตามความในวรรคนี้
การจับ คุมขัง ตรวจค้นตัวบุคคลหรือการกระทำใดอันกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย "

หมายความว่า บุคคลทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยย่อมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของตนเอง ผู้หนึ่งผู้ใดจะละเมิดสิทธิเขาไม่ได้ รวมถึงการที่แพทย์จะไปตรวจเจาะเลือดเพื่อหาสภาวะการติดเชื้อเอชไอวีด้วย
2. แผนป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์แห่งชาติ พ.ศ.2540-2544

ระบุไว้ว่า………………….ฯลฯ
ข้อ 2 สร้างเสริมกลไกการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ รวมทั้งป้องกันการละเมิดสิทธิของประชาชนทั่วไป ผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์ ตลอดจนครอบครัวในเรื่องเอดส์
2.1 ห้ามหน่วยงานรัฐ และเอกชน ตรวจเอดส์ หรือใช้ผลการตรวจเอดส์เพื่อจำกัดสิทธิในการรับเข้าศึกษาหรือทำงาน รวมทั้งการจำกัดสิทธิในระหว่างศึกษา หรือทำงานด้วยการตรวจเอดส์ใดๆ จะต้องมีกระบวนการให้คำปรึกษาก่อนตรวจเสมอ และกรณีที่พบว่ามีการติดเชื้อ ผู้ตรวจจะต้องจัดบริการให้คำปรึกษาที่เหมาะสมด้วย

2.2 ห้ามบังคับตรวจเอดส์ไม่ว่าในกรณีใดๆ นอกเสียจากผู้รับการตรวจหรือผู้แทนตามกฎหมายได้ทราบข้อมูลที่ถูกต้อง และให้ความยินยอมก่อน ยกเว้นผู้วิกลจริต และผู้เจ็บป่วยหนักที่ไม่สามารถรับฟังคำอธิบายและให้ความยินยอมได้ แต่การตรวจดังกล่าวจะต้องเป็นประโยชน์ทางการแพทย์อย่างชัดเจนสำหรับผู้วิกลจริตและผู้เจ็บป่วยหนักเท่านั้น และพัฒนามาตรการสำหรับการกับกำดูแลให้เป็นไปตามนโยบาย

2.3 ออกกฎหมาย กฎระเบียบ และมาตรการต่างๆ เพื่อให้มีการรักษาความลับของผลการตรวจการติดเชื้อเอดส์ รวมทั้งมีการบังคับใช้อย่างจริงจังที่จะให้ผลการตรวจเป็นความลับระหว่างหน่วยงานที่รับผิดชอบในการตรวจและผู้ยินยอมให้ตรวจ

2.4 ให้มีมาตรการลงโทษเมื่อข้าราชการหรือหน่วยงานของรัฐมีการปฏิบัติในลักษณะกีดกันผู้ติดเชื้อเอดส์
2.5 ดำเนินการปรับปรุงนโยบาย กฎหมายระเบียบข้อบังคับที่กระทบหรือละเมิดสิทธิประชาชนเกี่ยวกับโรคเอดส์
2.6 สนับสนุนการดำเนินการรับเรื่องร้องเรียนการริดรอนสิทธิของผู้ป่วยเอดส์และผู้ติดเชื้อโดยมีเครือข่ายทั่วประเทศ รวมทั้งประสานการให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายและอื่นๆ ตามความเหมาะสม

2.7 กระตุ้นให้ผู้ติดเชื้อตระหนักในสวัสดิภาพของสังคมโดยส่วนรวม หากมีการแพร่เชื้อโดยเจตนา ให้ได้รับการพิจารณาลงโทษตามกฎหมาย

2.8 ให้มีมาตรการกำกับดูแลและคุ้มครองสิทธิของอาสาสมัครในการศึกษาวิจัยการทดลองยาและวัคซีน เพื่อการตรวจและรักษาโรคเอดส์ โดยอาสาสมัครจะต้องได้รับข้อมูล ข้อเท็จจริง อย่างเพียงพอก่อนตัดสินใจ และไม่ให้มีการนำผลของการตรวจหรือวิจัยไปทำให้อาสาสมัครเสียประโยชน์ หรือเสียโอกาสในทางสังคม

2.9 ห้ามออกกฎหมายหรือระเบียบที่ลิดรอนสิทธิผู้ติดเชื้อ
2.10 ห้ามใช้การติดเชื้อเอดส์เป็นเหตุผลในการลิดรอนสิทธิโอกาสความก้าวหน้าหรือให้ออกจากงานหรือสถานศึกษา
2.11 ห้ามปฏิเสธผู้ติดเชื้อและสมาชิกของครอบครัวที่อยู่ด้วยกันกับผู้ติดเชื้อในเรื่อง การเช่า การใช้ การซื้อบริการ การอยู่อาศัยในหมู่บ้านและชุมชน

2.12 การรักษาความลับ การติดเชื้อ การป่วยด้วยโรคเอดส์จะต้องเป็นความลับระหว่างบุคลากรทางการแพทย์ ที่รับผิดชอบในการตรวจรักษากับผู้ติดเชื้อหรือผู้ป่วยเท่านั้น ทั้งนี้สามารถจะบอกผลการตรวจแก่สมาชิกในครอบครัว เมื่อได้รับความยินยอมในการแบ่งปันความลับจากผู้ติดเชื้อและผู้ป่วย การแจ้งสถานะการติดเชื้อเอดส์ หรือการป่วยด้วยโรคเอดส์ของเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อผู้ปกครอง เมื่อได้คำนึงถึงผลประโยชน์ที่ดีที่สุด ของเด็กอย่างรอบคอบแล้ว

2.13 ห้ามสถานพยาบาลปฏิเสธผู้ป่วยด้วยเหตุผลว่าผู้นั้นมีเชื้อเอดส์หรือสงสัยว่าติดเชื้อ และห้ามเลือกปฏิบัติโดยลดคุณภาพการตรวจรักษา

2.14 ให้มีการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ในการคุ้มครองสิทธิและลงโทษผู้ละเมิดสิทธิ
2.15 เร่งรัดออกกฎหมายคุ้มครองสิทธิเฉพาะเรื่องที่จำเป็นและเหมาะสม
2.16 กำหนดเป็นนโยบายไม่ให้ธุรกิจเอกชน หน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจตรวจเลือด เพื่อหาการติดเชื้อเอดส์ในการสมัครงาน และไม่ให้ใช้ผลการตรวจเลือดเป็นเครื่องมือในการปฏิเสธไม่รับเข้าทำงาน

2.17 กำหนดเป็นนโยบาย ไม่ให้มีการละเมิดสิทธิของผู้ทำประกันชีวิต โดยการตรวจหาการติดเชื้อ รวมทั้งกำหนดมาตรฐานในการตรวจหาการติดเชื้อดังกล่าว

2.18 จัดให้มีศูนย์/เครือข่ายรับเรื่องราวร้องทุกข์กรณีถูกละเมิดสิทธิ์
1) จัดทำทำเนียบ หน่วยงานรับเรื่องราวร้องทุกข์ และคู่มือสำหรับผู้ติดเชื้อในการร้องทุกข์ กรณีถูกละเมิดสิทธิ
2) ให้ทุกจังหวัดมีหน่วยงานรับเรื่องราวร้องทุกข์ รวมทั้งจัดให้มี "หน่วยเคลื่อนที่รับเรื่องการร้องทุกข์" โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องเอดส์สูง เพื่อประมวลนำเสนอต่อคณะกรรมการป้องกัน และควบคุมโรคเอดส์แห่งชาติพิจารณาหาแนวทางแก้ไขต่อไป
3) สนับสนุนให้นิคมอุตสาหกรรม กลุ่มโรงงาน กลุ่มธุรกิจเอกชนจัดให้มีศูนย์และเครือข่ายการรับเรื่องราวร้องทุกข์ โดยความสนับสนุนของส่วนราชการและองค์กรพัฒนาเอกชน
3. สิทธิผู้ป่วย
ในเรื่องสิทธิผู้ป่วยได้มีข้อกำหนดไว้ในเรื่องสิทธิผู้ป่วยที่ประกาศโดยองค์กรวิชาชีพด้านสุขภาพ ซึ่งในข้อ 3 ระบุว่า
" ผู้ป่วยที่มาขอรับบริการด้านสุขภาพมีสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลอย่างเพียงพอ และเข้าใจชัดเจน จากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเลือกตัดสินใจ ในการยินยอมหรือไม่ยินยอมให้ผู้ประกอบวิชาชีพ ด้านสุขภาพปฏิบัติต่อตน เว้นแต่เป็นการช่วยเหลือรีบด่วนหรือจำเป็น"
4. การดำเนินงานป้องกันและควบคุมโรคเอดส์ของกระทรวงสาธารณสุข

เป็นผลจากการที่กองกามโรค กระทรวงสาธารณสุขได้หารือเกี่ยวกับการดำเนินการควบคุมและป้องกันโรคเอดส์ ในเรื่องการค้นหาผู้ติดเชื้อเอดส์ การตรวจชันสูตรเบื้องต้น การตรวจชันสูตรยืนยัน และการดำเนินการ ในกรณีที่ตรวจพบผู้ติดเชื้อมายังกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งกระทรวงฯ ได้ให้การชี้แจงดังรายละเอียดดังนี้
1. ขอให้ยุติการดำเนินการค้นหาผู้ติดเชื้อโรคเอดส์ ทั้งนี้เพราะปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขไม่มีนโยบาย ที่จะค้นหาผู้ติดเชื้อเอดส์ที่ยังไม่มีอาการในประชาชนทุกกลุ่ม สำหรับกรณีที่ประชาชนต้องการทราบว่า ตนเองติดเชื้อเอดส์หรือไม่ ควรแนะนำให้ไปตรวจได้โดยสมัครใจที่คลินิกนิรนาม ซึ่งจะต้องมีการบริการให้คำปรึกษาก่อนตรวจและหลังตรวจร่วมด้วยเสมอ
2. หน่วยงานที่ดำเนินการตรวจชันสูตรเบื้องต้นและตรวจยืนยัน จะได้รับงบประมาณสนับสนุนการตรวจ เฉพาะกิจกรรมคลินิกนิรนาม การเฝ้าระวังผู้ติดเชื้อเอชไอวีเฉพาะพื้นที่การตรวจเพื่อการรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ และผู้มีอาการสัมพันธ์กับเอดส์
3. ในกรณีที่มีการตรวจเลือดแล้วพบผู้ติดเชื้อเอดส์ที่ไม่มีอาการ ไม่ต้องมีการติดตาม และไม่สมควรบันทึกผลการตรวจเอชไอวี ในบัตรผู้ป่วยนอกหรือบัตรอื่นใด ซึ่งอาจจะทำให้ความลับของผู้ติดเชื้อถูกเปิดเผย….ฯลฯ"
5. การเร่งรัดการป้องกันและควบคุมโรคเอดส์
จากการสัมมนาเรื่องการเร่งรัดการควบคุมป้องกันโรคเอดส์ เมื่อ 12 พฤศจิกายน 2534 ได้ข้อสรุปในเรื่องมติการตรวจหาผู้ติดเชื้อเอชไอวี คือ
"ไม่สนับสนุนให้มีการเจาะเลือดเพื่อค้นหาผู้ติดเชื้อเอชไอวี ยกเว้นเป็นการปฏิบัติ เพื่อประโยชน์ของผู้ป่วยและเพื่อการบำบัดรักษา"
6. นโยบายการป้องกันและควบคุมโรคเอดส์
" ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคเอดส์ในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไป ทำให้เกิดปัญหาแทรกซ้อนจากกรณีความลับของผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยโรคเอดส์รั่วไหล และเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนับวันจะทวีความรุนแรงขึ้น อันอาจจะเป็นผลเสียหายต่อผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยโรคเอดส์ ตลอดจนครอบครัวทำให้เกิดผลกระทบอันไม่พึงประสงค์ต่อการควบคุมและป้องกัน

จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้นกระทรวงสาธารณสุขจึงได้ปรับเปลี่ยนนโยบายการควบคุมและป้องกันโรคเอดส์ และกำหนดนโยบายที่สำคัญ ดังต่อไปนี้
1) ไม่สนับสนุนให้มีการตรวจโลหิต เพื่อค้นหาผู้ติดเชื้อเอชไอวี ยกเว้นเป็นการปฏิบัติเพื่อประโยชน์ของผู้ป่วย และเพื่อการบำบัดรักษา
2) สนับสนุนให้มีการจัดตั้งคลินิกนิรนามสำหรับผู้ต้องการคำปรึกษาและแนะแนว ทั้งนี้การดำเนินการต่างๆ จะต้องเป็นไปตามมาตรการรักษาความลับของผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยโรคเอดส์โดยการใช้รหัส (soundex code) แทนการระบุชื่อผู้ป่วย"
7. การให้โรคเอดส์เป็นโรคที่ไม่ต้องแจ้ง
พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2523 ก่อนปี 2528 ไม่มีการบัญญัติให้โรคเอดส์เป็นโรคที่ต้องแจ้ง ต่อเจ้าพนักงานสาธารณสุข จนกระทั่งปี พ.ศ.2528 กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 2 (พ.ศ.2528) เรื่องการแจ้งความเกี่ยวกับโรคเอดส์โดยถือว่าเป็นโรคที่จะต้องแจ้งต่อเจ้าพนักงานสาธารณสุข 1) โดยเจ้าบ้าน 2) ผู้รับผิดชอบในสถานพยาบาลกรณีที่มีผู้ป่วยเกิดขึ้นในสถานพยาบาล 3) ผู้ทำการชันสูตรทางการแพทย์ หรือผู้รับผิดชอบในสถานที่ที่ได้มีการชันสูตรทางการแพทย์ ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2523 จนในปี พ.ศ.2534 กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 2 ทำให้โรคเอดส์เป็นโรคที่ไม่ต้องแจ้งต่อเจ้าพนักงานสาธารณสุขอีกต่อไป ดังนั้นการที่แพทย์ หรือบุคลากรทางการแพทย์ผู้หนึ่งผู้ใดจะอ้างเรื่องต้องการตรวจสภาวะการติดเชื้อเอชไอวี เพื่อเป็นเหตุอ้างถึงเรื่องโรคติดต่อที่ต้องแจ้งนั้นคงเป็นไปไม่ได้

ผลสรุปของกฎเกณฑ์ในการตรวจหาสภาพการติดเชื้อเอชไอวี

จากกฎเกณฑ์ทั้งหมดที่มีอยู่ย่อมแสดงเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนว่า ในขณะนี้หน่วยงานภาครัฐ โดยกระทรวงสาธารณสุขเป็นแกนนำนั้น "ไม่มีนโยบายในเรื่องการตรวจหาผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีในประชากร หรือในผู้ป่วยเลย" ดังนั้นการที่แพทย์หรือสถานพยาบาลใดก็ตามต้องการจะตรวจหาสภาวะการติดเชื้อเอชไอวีในผู้ป่วย จึงต้องตระหนักถึงผลที่จะตามมาในด้านการละเมิดสิทธิของผู้ป่วยด้วย


การเจาะเลือดตรวจโดยไม่ได้รับความยินยอม

การที่แพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ทำการเจาะเลือดผู้ป่วยเพื่อตรวจวิเคราะห์สิ่งต่างๆ โดยไม่ได้รับความยินยอม รวมถึงกรณีที่เป็นการขอให้เก็บพยานหลักฐานจากเจ้าพนักงานชนิดที่ทำให้ผู้ป่วยบาดเจ็บ (invasive collection) ย่อมเข้าข่ายการกระทำโดยไม่มีอำนาจให้กระทำเป็นความผิดทั้งตามรัฐธรรมนูญตามประมวลกฎหมายอาญา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และอาจเป็นความผิดระเบียบหรือกฎเกณฑ์ภายในสถาบันหรือ องค์กรที่บุคลากรนั้นประจำอยู่ด้วยได้ โดยเฉพาะการที่ทำให้บาดเจ็บเนื่องจากการเจาะเลือดตรวจ ถือได้ว่าทำให้มีอันตรายต่อกายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 ดังนี้

มาตรา 295
" ผู้ใดทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่พันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ"

ซึ่งในคำพิพากษาศาลฎีกาของไทยที่เป็นแนวบรรทัดฐานเกี่ยวกับบาดแผลที่ถือว่าเป็นการทำร้ายร่างกายเป็นอันตรายต่อกาย เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 198/2526 " ทำให้เป็นแผลโลหิตไหลตามปกติย่อมถึงหนังชั้นในหรือเนื้อขาดที่เรียกว่าแตก ถือว่าเป็นอันตรายแก่กาย" หรือกรณีที่ทำให้เกิดบาดแผลอันตรายถึงหนังแท้ มีโลหิตออก มีโลหิตซับที่รักษาหลายวันหาย ถือว่าเป็นอันตรายแก่กายแล้ว

ดังนั้นอาจได้แนวทางปฏิบัติว่า
ตัวอย่างที่ 1 พนักงานสอบสวนต้องการให้ตรวจหาโรคเอดส์ในผู้ป่วย ถ้าผู้ป่วยไม่ยินยอมให้เจาะแล้วย่อมไม่อาจทำได้ ซึ่งในเรื่องการตรวจหาสภาวะการติดเชื้อเอชไอวีในผู้ป่วยนี้ผู้เขียนได้เคยเขียนไว้แล้ว
เช่น พนักงานสอบสวน (ตำรวจ) ส่งตัวผู้เสียหายหรือผู้ต้องหาก็ตามมาให้แพทย์ที่สถานพยาบาลแห่งหนึ่งแห่งใด ทำการตรวจหาระดับแอลกอฮอล์ในเลือด (โดยการเจาะเลือด) เช่นนี้แพทย์ต้องขออนุญาตจากผู้ป่วยเสียก่อนว่าจะยินยอมหรือไม่ ถ้าไม่ยินยอมแพทย์ย่อมไม่อาจทำการเจาะเลือดตรวจได้ ต้องแจ้งกลับไปยังพนักงานสอบสวนดังกล่าวว่า ผู้ป่วยไม่ยินยอมให้ทำการเจาะเลือดตรวจ

ตัวอย่างที่ 2 คู่กรณีต้องการให้แพทย์ตรวจผู้ป่วยว่าติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่ แพทย์ย่อมไม่อาจทำได้ ถ้ามิได้รับความยินยอมจากผู้ป่วยเสียก่อน
เช่น ผู้ป่วยถูกนายแพทย์ เอ ขับรถชน นายแพทย์ เอ รีบนำผู้ป่วยเข้ารักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง จากนั้นนายแพทย์ เอ แจ้งแก่แพทย์เวรของสถานพยาบาลแห่งนั้นว่าต้องการให้ตรวจหาในเลือดของผู้ป่วย เพราะตนเองสัมผัสเลือดผู้ป่วย เช่นนี้แพทย์เวรไม่อาจกระทำได้ จะต้องขออนุญาติผู้ป่วยเสียก่อน แม้ว่านายแพทย์ เอ จะสั่งในคำสั่งให้การรักษาพยาบาลเองว่าให้ตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีในเลือดผู้ป่วยก็ตาม สถานพยาบาลนั้น ย่อมไม่อาจละเมิดสิทธิของผู้ป่วยในการตรวจเลือดผู้ป่วยโดยที่ผู้ป่วยไม่ยินยอมได้เด็ดขาด

ตัวอย่างที่ 3 คู่สมรสต้องการให้แพทย์ตรวจอีกฝ่ายหนึ่ง แพทย์ย่อมไม่อำนาจใดๆ ที่จะทำการตรวจผู้ป่วยเพื่อหาการติดเชื้อเอชไอวี
เช่น ภริยาผู้ป่วยพาสามีมาเพื่อตรวจร่างกายด้วยโรคหนึ่งโรคใด แล้วภริยาผู้ป่วยแจ้งแพทย์ว่า ขอให้ตรวจเลือดเพื่อหาสภาวะการติดเชื้อเอชไอวี อีกทั้งลงชื่อให้ความยินยอมในการตรวจด้วย เช่นนี้ แพทย์ก็ไม่อาจทำได้ แพทย์จะต้องขออนุญาติจากผู้ป่วยเสียก่อนว่าจะยินยอมให้ตรวจด้วยหรือไม่ ถ้าผู้ป่วยยินยอมแพทย์จึงสามารถทำการตรวจได้

แพทยสภากับปัญหาการตรวจผู้ป่วยเพื่อหาสภาวะการติดเชื้อเอชไอวี

ตัวอย่างกรณีเรื่องร้องเรียน 1 ราย
เป็นกรณีที่แพทยสภาได้รับเรื่องร้องเรียนจากศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2542 ดังหนังสือที่ ศบร.อ.037/2542 ลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2542

สรุปข้อร้องเรียน
ได้มีการกล่าวโทษนายแพทย์ ช. แพทย์ประจำโรงพยาบาล น. ว่าดำรงตนไม่สมควรในสังคมโดยธรรม และละเมิดสิทธิของผู้ป่วย คือ นางสาว พ. ซึ่งมีอาการผิดปกติของร่างกาย มีหัวใจเต้นแรง ชาตามตัว เหนื่อยและหอบ ซึ่งได้เข้ารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาล น. แพทย์ได้เจาะเลือดผู้ป่วยรายนี้ไปตรวจเพื่อค้นหาสาเหตุการป่วย ต่อมาแพทย์ได้แจ้งให้ผู้ป่วยทราบว่าผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งการกระทำดังกล่าวของแพทย์เป็นการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ป่วย ถือเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยได้รับความกระทบกระเทือนต่อจิตใจ และได้ย้ายไปรักษาต่อที่โรงพยาบาล ร.
ข้อเท็จจริงกรณีเรื่องร้องเรียน
นายแพทย์ ข. เป็นแพทย์ทางอายุรกรรม ที่โรงพยาบาล น. ได้รักษานางสาว พ. ซึ่งเจ็บป่วยมีอาการหัวใจเต้นแรง เหนื่อยหอบ โดยนายแพทย์ ช. แจ้งแก่ผู้ป่วยว่าจะหาสาเหตุที่แท้จริงของโรคโดยการตรวจต่างๆ ซึ่งผู้ป่วยเข้าใจดี นายแพทย์ ช. ได้ตรวจร่างกายทั่วไปทุกระบบ เอกซเรย์ปอด แต่ไม่พบความผิดปกติเนื่องจากผู้ป่วยมีผลอัลบูมินประมาณ 2.9 ก./ดล. ซึ่งโดยปกติจะอยู่ที่ประมาณ 3.5 ก./ดล.ขึ้นไป และโกลบูลินสูงถึง 3.8 ก./ดล. ซึ่งปกติไม่ควรเกิน 3.5 ก./ดล. นายแพทย์ ช. จึงคิดว่าผู้ป่วยน่าจะมีโรคเรื้อรัง จึงได้ใช้เลือดที่เหลือจากการตรวจคราวก่อนทำการตรวจแอนติเอชไอวี โดยมิได้ขออนุญาตจากผู้ป่วยเพราะไม่ทราบว่ากรณีดังกล่าวนี้จะต้องขออนุญาตจากผู้ป่วยก่อน แต่นายแพทย์ ช. มีเจตนาที่จะตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงของโรค เพื่อจะรักษาอาการของผู้ป่วยให้หาย โดยไม่ทราบมาก่อนว่าการตรวจหาเชื้อเอชไอวี ในผู้ป่วยนั้นจะต้องได้รับความยินยอมจากผู้ป่วยก่อน เพราะเข้าใจโดยบริสุทธิ์ใจว่าการที่ผู้ป่วยอนุญาตให้ตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงของโรคนั้น หมายถึงการเจ็บป่วยเป็นโรคทุกชนิดไม่ว่าโรคใดๆ รวมถึงการติดเชื้อเอชไอวีด้วย

เมื่อได้ผลการตรวจแล้ว นายแพทย์ ช. ได้แจ้งให้ผู้ป่วยทราบผลด้วยตนเอง และได้อธิบายแบบตัวต่อตัวกับผู้ป่วย และแนะแนวทางในการปฏิบัติตัวด้วย นายแพทย์ ช. สังเกตว่าผู้ป่วยก็มิได้แสดงอาการวิตกแต่อย่างใด ผู้ป่วยกล่าวแต่เพียงว่า การตรวจเลือดและตรวจเอชไอวี ของเขานั้น ไม่ได้บอกและไม่ได้ขออนุญาตจากตนมาก่อน ผู้ป่วยจึงถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิ

หมายเหตุ
ได้ทราบต่อมาว่าผู้ป่วยรายนี้รู้ตัวมาก่อนแล้ว ว่ามีการติดเชื้อเอชไอวี อีกทั้งผู้ป่วยรายนี้มีประกัน เมื่อผลการตรวจออกมาเป็นดังกล่าวข้างต้น ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถเรียกร้องค่าทดแทนจากบริษัทประกันได้

ความเห็นแพทยสภา (พ.ศ.2544)
เรื่องร้องเรียนดังกล่าวข้างต้นสามารถสรุปความเห็นของแพทยสภาได้ดังต่อไปนี้

การที่นายแพทย์ ช. ได้ทำการตรวจหาเชื้อเอชไอวี โดยใช้เลือดที่เจาะไว้ในครั้งแรกให้กับผู้ป่วยโดยไม่ได้แจ้งให้ผู้ป่วยทราบ เป็นเพราะนายแพทย์ ช.เข้าใจโดยบริสุทธิ์ใจว่าการที่ผู้ป่วยยินยอมให้แพทย์ตรวจร่างกายทุกระบบ รวมทั้งอนุญาตให้เจาะเลือดเพื่อตรวจหาสาเหตุการเจ็บป่วยสามารถทำการตรวจหาสภาวะการติดเชื้อเอชไอวีได้ด้วย เนื่องจากผลการตรวจอื่นๆ ไม่สามารถหาสาเหตุของโรคได้ มีเพียงอัลบูมินและโกลบูลินที่อาจผิดปกติไปบ้าง นายแพทย์ ช. คิดว่า ผู้ป่วยน่าจะเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้ออย่างเรื้อรัง จึงได้ตรวจเลือดอีกครั้งเพื่อดูผลเอชไอวี (เนื่องจากผู้ป่วยไม่ได้แจ้งแต่แรกว่าผู้ป่วยมีผลเอชไอวีเป็นบวก) แต่การที่นายแพทย์ ช. ได้ตรวจหาผลเอชไอวี โดยมิได้แจ้งให้ผู้ป่วยทราบก่อนนั้นเป็นการกระทำที่ขัดต่อระเบียบการตรวจ เอชไอวี ที่กระทรวงสาธารณสุข ประกาศว่าการตรวจหาเชื้อ เอชไอวี ต้องแจ้งให้ผู้ป่วยทราบก่อนพิจารณาแล้วจึงมีความเห็นว่าการปฏิบัติของนายแพทย์ ช. ไม่น่าจะถูกต้องตามข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2526 หมวด 3 ข้อ 1

" ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ต้องรักษามาตรฐานของการประกอบวิชาชีพเวชกรรมในระดับที่ดีที่สุด และพยายามให้ผู้ป่วยพ้นจากอาการทรมานจากโรคและอาการต่างๆ โดยไม่เรียกร้องสินจ้างรางวัลพิเศษ นอกเหนือจากค่าบริการที่ควรได้รับตามปกติ"

เห็นสมควรลงโทษ " ว่ากล่าวตักเตือน"
วิเคราะห์จากเรื่องร้องเรียน
1. การที่แพทย์ได้ทำการตรวจผู้ป่วยรายนี้เพื่อหาการติดเชื้อเอชไอวี ไม่ได้แจ้งให้ผู้ป่วยได้ทราบก่อน เท่ากับเป็นการกระทำผิดตามข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2526 หมวด 3 ข้อ 1 โดยอาศัยกฎเกณฑ์ต่างๆ เกี่ยวกับการปฏิบัติและดำเนินการกับผู้ป่วย โดยเฉพาะหนังสือจากกระทรวงสาธารณสุขฉบับต่างๆ ที่ได้กล่าวถึงมาแล้วข้างต้น

หมายความว่า การที่แพทย์จะดำเนินการตรวจหาสภาวะการติดเชื้อเอชไอวีในผู้ป่วยจะต้องคำนึงถึง และปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้เพราะเรื่องการติดเชื้อเอชไอวีเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสำคัญอย่างมากและอาจส่งผลกระทบกระเทือน ต่อฐานะความเป็นอยู่ รวมถึงหน้าที่การงานของผู้ป่วยรายนั้นๆ ได้

2. การที่ได้แจ้งกับผู้ป่วยเพื่อขออนุญาตในการตรวจร่างกายและการตรวจหาสาเหตุของโรคนั้น ไม่รวมถึงการตรวจหาสภาวะการติดเชื้อเอชไอวีด้วย

หมายความว่า การที่จะตรวจสภาวะการติดเชื้อของผู้ป่วยไม่ว่าจะใช้ตรวจจากเนื้อเยื่อ (tissue) หรือน้ำหลั่ง (secretion) ของผู้ป่วยส่วนใดก็ตาม (รวมถึงการใช้เนื้อเยื่อหรือน้ำหลั่งที่เหลือจากการตรวจอย่างอื่นด้วย) จะต้องขออนุญาตจากผู้ป่วยเป็นกรณีพิเศษเสมอ (เป็นการเฉพาะเรื่อง) และจะตรวจได้เมื่อได้รับอนุญาตแล้วเท่านั้น

3. การขออนุญาตอาจกระทำในรูปแบบต่างๆ ได้

หมายความว่า การขออนุญาตนั้นอาจกระทำด้วยวาจาหรือทำเป็นลายลักษณ์อักษรคือ มีแบบฟอร์มให้กับผู้ป่วยลงชื่ออนุญาตก็ได้
1) การกระทำด้วยวาจานั้นสมควรที่จะมีพยานร่วมรู้เห็นด้วย ซึ่งในทางปฏิบัตินั้นอาจะไม่ดีนักเพราะเท่ากับมีบุคคลที่ 3 เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการรับรู้ในเรื่องการตรวจนี้ (ที่จริงต้องมีบุคคลที่ 3 อยู่แล้วคือผู้ที่ตรวจ ได้แก่เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการ ซึ่งอาจเป็นนักเทคนิคการแพทย์หรือนักวิทยาศาสตร์ แต่เนื่องจากมิได้อยู่ต่อหน้าซึ่งกันและกันจึงดูเหมือนกับว่าไม่มีความสำคัญ และผู้ป่วยมักไม่ใส่ใจเท่าใดนัก)

2) การทำเป็นลายลักษณ์อักษรมีข้อดีหลายประการคือ
2.1 ทำให้ในขณะขออนุญาตเป็นการส่วนตัวดีเพราะอยู่เฉพาะแพทย์และผู้ป่วยเท่านั้น
2.2 พยานเอกสารย่อมเป็นหลักฐานดีกว่า และจะป้องกันการโต้แย้งของผู้ป่วย ในเรื่องการตรวจโดยมิได้ขออนุญาตได้ดีกว่ามาก แม้ว่าอาจมีการโต้แย้งเรื่องความไม่เข้าใจในเนื้อหาของเอกสาร การอ่านเอกสารไม่ออก ซึ่งมักมีการโต้แย้งอยู่เนืองๆ แต่ก็ยังดีกว่าการไม่มีหลักฐานอย่างหนึ่งอย่างใดเลย และพยานเอกสารนี้สามารถพิสูจน์ได้ง่ายกว่า
4. การตรวจเลือดเพื่อหาสภาวะการติดเชื้อเอชไอวีในผู้ป่วยรายนี้ เป็นการใช้เลือดที่มีอยู่เดิมคือ เลือดที่เหลือจากการตรวจเคมีในเลือด มิได้เป็นการเจาะเลือดใหม่ จึงไม่เกี่ยวกับการทำร้ายผู้อื่นตามมาตรา 295 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

หมายความว่า ในรายนี้ถ้าจะมีการฟ้องแพทย์ในความผิดอื่นที่มิใช่ความผิดทางจริยธรรม คือความผิดทางอาญาฐานทำร้ายผู้อื่นอันเป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย มาตรา 295 แห่งประมวลกฎหมายอาญาแล้ว ย่อมไม่อาจฟ้องได้ ทั้งนี้เพราะในขณะที่มีการเจาะเลือดนั้น ผู้ป่วยให้ความยินยอมในการเจาะแล้ว เพียงแต่กรณีนี้เป็นการเอาเลือดที่เจาะไว้ไปตรวจ มากกว่าที่ผู้ป่วยยินยอมและพึงคาดหวังไว้ กล่าวคือผู้ป่วยมิต้องการให้ตรวจหาสภาวะการติดเชื้อเอชไอวีเลย

แต่ถ้าในรายนี้แพทย์ได้ทำการเจาะเลือดผู้ป่วยใหม่โดย
1) แจ้งกับผู้ป่วยว่าจะตรวจอย่างหนึ่งอย่างใดแล้วทำการตรวจการติดเชื้อเอชไอวี เช่น แจ้งว่าจะทำการตรวจหาหมู่เลือด แต่กลับทำการตรวจหาสภาวะการติดเชื้อเอชไอวีแล้ว เช่นนี้ ย่อมมีความผิดตามมาตรา 295 แห่งประมวลกฎหมายอาญาได้

2) เจาะเลือดผู้ป่วยโดยมิได้แจ้งว่าจะทำการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีย่อมมีความผิดตามมาตรา 295 แห่งประมวลกฎหมายอาญาได้
แต่ถ้ามีการนำน้ำหลั่งอื่น เช่น น้ำลาย หรือเนื้อเยื่อ เช่น ขูดเซลล์จากกระพุ้งแก้มหรือเส้นผม เพื่อทำการตรวจ ก็อาจถือได้ว่าไม่เป็นความผิดตามมาตรา 295 แห่งประมวลกฎหมายอาญา แต่ยังคงมีความผิดด้านจริยธรรมตามข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมอยู่เช่นเดิม
การพิจารณาว่าจะเป็นความผิดตามมาตรา 295 แห่งประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่นั้น น่าจะดูว่าการที่แพทย์ได้กระทำต่อเนื้อตัวของผู้ป่วย คือ การเก็บเนื้อเยื่อหรือน้ำหลั่งจากผู้ป่วยนั้น กระทำในลักษณะรุนแรง (invasive) หรือไม่ ซึ่งการเจาะเลือดเพื่อทำการตรวจนั้นย่อมถือได้ว่ารุนแรง (invasive)
5. กรณีที่เกิดความเสียหาย แพทย์อาจถูกฟ้องร้องทางแพ่งตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้

หมายความว่า การกระทำของแพทย์ในการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาสภาวะการติดเชื้อเอชไอวี ถ้าต่อมาส่งให้ผู้ป่วยได้รับความเสียหาย เช่น ถูกออกจากงาน เป็นต้น อาจถือได้ว่าแพทย์กระทำละเมิดต่อผู้ป่วย ทำให้ได้รับความเสียหายตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนี้
"ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิด จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น"

ซึ่งในหนังสือร้องเรียนที่กล่าวถึงข้างต้นนั้น เห็นได้ว่าได้กล่าวถึงการกระทำของแพทย์เป็นความผิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ด้วย ซึ่งเป็นไปได้สูงว่าจะมีการฟ้องร้องแพทย์ในทางคดีแพ่งด้วย และจะนำคำตัดสินของแพทยสภาเป็นส่วนในคำฟ้องการกระทำละเมิดของแพทย์ต่อผู้ป่วยด้วย ซึ่งถ้าสามารถพิสูจน์ถึงความเสียหายที่ได้รับจากการที่แพทย์ได้ตรวจเลือดเพื่อหาสภาวะการติดเชื้อเอชไอวีดังกล่าวแล้ว แพทย์อาจต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ซึ่งอาจเป็นตัวเงินที่สูงจนสุดจะคาดคิดก็ได้

6. ผลลัพท์ของคำตัดสินของแพทยสภาที่มีต่อแพทย์ผู้กระทำผิดกรณีดังกล่าว
หมายความว่า จะมีผลต่อแพทย์ที่ถูกคำสั่งแพทยสภาอย่างไรหรือประการใดบ้าง
6.1 ต้องถือว่าแพทย์ท่านนั้นได้กระทำความผิดแล้ว
ความผิดที่กล่าวถึงนี้ก็คือ ความผิดต่อข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม ซึ่งจะมีผลคือ
6.1.1 แม้ว่าจะเป็นเพียงการว่ากล่าวตักเตือน แต่ก็ต้องถือว่าเป็นโทษตามมาตรา 39 และข้อ 34
6.1.2 มีการบันทึกคำสั่งลงโทษดังกล่าวไว้ในทะเบียนผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามมาตรา 40 และข้อ 39 นั่นย่อมหมายความว่าแพทย์ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมท่านนั้นมีมลทินเสียแล้ว และมีตลอดชีวิตด้วย
6.2 อาจถูกอ้างเป็นพยานหลักฐานในการฟ้องคดีอื่น
เช่น กรณีที่ผู้เสียหาย (ผู้ป่วย) ได้ฟ้องแพทย์ท่านนั้นไว้แล้วในคดีแพ่งหรือคดีอาญาก็จะขอสำนวนการสอบสวน พร้อมทั้งคำตัดสินของแพทยสภาเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการฟ้อง
6.2.1 กรณีที่ฟ้องเป็นคดีอาญา เช่น ผู้ป่วยฟ้องแพทย์ฐานทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย ก็จะทำให้คดีที่ฟ้องนั้นมีน้ำหนักขึ้นมา ทำให้แพทย์ที่ถูกฟ้องอาจถูกลงโทษได้ (ดูหัวข้อ "การเจาะเลือดโดยไม่ได้รับความยินยอม" ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น)
6.2.2 กรณีที่ฟ้องในคดีแพ่งก็จะใช้เป็นพยานหลักฐานได้เช่นกัน ซึ่งจะเกี่ยวโยงไปถึงกรณีที่ผู้ป่วย เกิดความเสียหายทางแพ่งขึ้นอย่างมาก เช่น ถูกให้ออกจากงาน อาจตีค่าเป็นตัวเงินอย่างสูงมากดังกล่าวมาแล้ว แต่ก็มิได้หมายความว่าศาลจะตัดสินให้แพทย์ต้องชดใช้ในจำนวนเงินทีราโจทก์คือผู้เสียหายหรือผู้ป่วยฟ้อง แต่ก็ม่แน่เหมือนกัน ศาลอาจตัดสินให้มากก็ได้

การตรวจหาสภาวะการติดเชื้อเอชไอวีในผู้ป่วยที่กระทำในเวชปฏิบัติ

ตามสภาพที่เป็นจริงในปัจจุบัน แพทย์ในสถานพยาบาลต่างๆ จำนวนไม่น้อยทำการตรวจหาสภาวะการติดเชื้อเอชไอวี ในผู้ป่วยที่เข้ารับการดำเนินการทางการแพทย์ในแผนกต่างๆ โดยมิได้ขออนุญาตผู้ป่วยและมิได้แจ้งให้ผู้ป่วยทราบด้วย (แอบตรวจนั่นเอง) โดยใช้วิธีการแฝงกับการตรวจอย่างอื่นที่จำเป็นต้องตรวจ เช่น การตรวจหมู่เลือด (blood group), การตรวจเม็ดเลือด (complete blood count), การตรวจเกลือแร่ในเลือด (blood electrolytes), การตรวจหาสารเคมีในเลือด (blood chemistry) เป็นต้น ทำให้ผู้ป่วยไม่ทราบถึงการตรวจดังกล่าวแม้แต่น้อย เช่นนี้ต้องถือว่าแพทย์ผู้นั้น ได้กระทำความผิดด้านจริยธรรมต่อผู้ป่วยแล้ว แต่ผู้ป่วยมิได้ทราบนั่นเอง ถ้าเมื่อใดที่ผู้ป่วยได้ทราบ ก็ย่อมที่จะร้องเรียนต่อแพทยสภาได้ทันที แต่ต้องไม่เกิน 3 ปี นับแต่วันที่เกิดเหตุการณ์นั้น มิเช่นนั้นจะถือว่าขาดอายุความในการร้องเรียนทางจริยธรรมแล้ว


สรุป

ปัญหาในเรื่องการเจาะเลือดผู้ป่วยเพื่อหาสภาวะการติดเชื้อเอชไอวี ในขณะนี้เริ่มส่งผลถึงแพทย์ที่ไม่เข้าใจ และปฏิบัติตามกฎเกณฑ์แล้ว ดังตัวอย่างที่แพทย์ถูกองค์กรแพทย์คือแพทยสภาสั่งลงโทษ แม้ว่าจะเป็นเพียงการ "ว่ากล่าวตักเตือน" แต่แพทย์ท่านนั้นก็ได้ขึ้นชื่อว่ากระทำความผิดในข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรม แห่งวิชาชีพเวชกรรมแล้ว ซึ่งจะนำมาซึ่งความเสียหายและความเสื่อมเสียของแพทย์ท่านนั้นอย่างแน่นอน อย่างน้อยที่สุดก็มีประวัติการกระทำผิดถูกบันทึกลงในประวัติของแพทย์ผู้นั้นแล้ว ยิ่งกว่านั้น ถ้าเผอิญมีการฟ้องคดีอาญาและแพ่งต่อโดยอาศัยคำวินิจฉัยของแพทยสภาแล้ว แพทย์นั้นอาจมีความผิดทั้งทางแพ่งและอาญาได้


เอกสารอ้างอิง

1. Jayawardena H. AIDS and professional secrecy in the United States. Medicine, Science & the Law 1996; 36(1): 37-42
2. Van Oosten FF. Informed consent: patient rights and the doctor's duty of disclosure in South Africa. Med Law 1989; 7(5): 443-56.
3. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540. ราชกิจจานุเบกษา 2540; 114(45 ก.)
4. สิทธิผู้ป่วย. โดยสภาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพทั้ง 4 และ สภาควบคุมการประกอบโรคศิลปะ. ประกาศ ณ วันที่ 16 เมษายน 2541. ณ กระทรวงสาธารณสุข.
5. แสวง บุญเฉลิมวิภาส. เอดส์กับมาตรการทางกฎหมาย. ใน: การสัมมนาระดับชาติเรื่องโรคเอดส์ ครั้งที่ 6. 26-28 สิงหาคม 2539. ณ โรงแรมโซพิเทลราชา ออคิด จังหวัดขอนแก่น. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ชุมชนสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด, 2539: 56-60.
6. Chipeur GD. Blood testing without consent:: the right to privacy versus the right to know (Part 1). Med Law 1993; 12(6-8): 521-33.
7. Tammelleo AD. OB clinic rejects patient refusing HIV test: nurse sued. Case in potint: Atapka v. Perimeter OB-GYN Associates, Inc. 912 F. Supp. 1566--GA(1966). Regan Rep Nurs Law 1996; 36(12): 2.
8. คณะกรรมการป้องกันและควบคุมโรคเอดส์แห่งชาติ. ยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมจิตวิทยาให้ผู้ติดเชื้อ และผู้ป่วยโรคเอดส์อยู่ในสังคมอย่างปรกติสุข. ใน: แผนการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์แห่งชาติ พ.ศ.2540-2544. พิมพ์ครั้งที่ 1. 2539: 32.
9. หนังสือกระทรวงสาธารณสุขที่ สธ. 0415/03 เรื่องตอบข้อหารือเกี่ยวกับการดำเนินงาน ควบคุมและป้องกันโรคเอดส์ ลงวันที่ พฤศจิกายน 2534.
10. หนังสือกระทรวงสาธารณสุขที่ สธ.0415/01/ว 43 เรื่องการเร่งรัดการป้องกันและควบคุมโรคเอดส์ ลงวันที่ 16 มกราคม 2535.
11. หนังสือกระทรวงสาธารณสุขที่ 0242/972 ถึงกระทรวงมหาดไทย เรื่อง นโยบายการป้องกันและควบคุมโรคเอดส์ ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2536.
12. วิวัฒน์โรจนพิทยากร. คู่มือการปฏิบัติงานเรื่องแนวทางการดำเนินงานป้องกันและควบคุมโรคเอดส์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ชุมชนสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยจำกัด, 2532: 170-4.
13. นคร พจนวรพงษ์, พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา, ประมวลกฎหมายอาญา. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์กิจเจริญ, 2538.
14. นคร พจนวรพงษ์, พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา, ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1-6. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์กิจเจริญ, 2538.
15. วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์, จันทรพิมพ์ เจียมพงศ์พันธุ์. ความยินยอมในทางการแพทย์. วารสารอุบัติเหตุ 2541: 34-46.
16. ณรงค์ สิงห์ประเสริฐ. หลักเกณฑ์ในการวินิจฉัยบาดแผลที่เป็นอันตรายแก่กาย. วารสารนิติวิทยาศาสตร์ 2527ว 12: 1-25.
17. วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์, จันทรพิมพ์ เจียมพงศ์พันธุ์. การตรวจหาสภาวะการติดเชื้อเอชไอวีในผู้ป่วยสมควรกระทำหรือไม่และทำได้เพียงใด. วารสารอุบัติเหตุ 2542; 18: 5-18.
18. พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 และ ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2526 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2533, (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2538 พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์เรือนแก้วการพิมพ์. 2542.
19. ดาราวรรณ ใจคำป้อ. การแสวงหาหลักฐานจากร่างกายผู้ต้องหา. วิทยานิพนธ์ในหลักสูตรนิติศาสตร์ มหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2534.
20. วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์, จันทรพิมพ์ เจียมพงศ์พันธุ์. ปัญหาการเจาะเลือดเพื่อพยานหลักฐานจากผู้ป่วย ณ หน่วยอุบัติเหตุ. วารสารอุบัติเหตุ 2543; 19: 99-112.
21. พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525. ราชกิจจานุเบกษา 2525; 99: 1-24.
22. พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยกระบวนวิธีพิจารณาด้านจริยธรรม ของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2540. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์เรือนแก้วการพิมพ์, 2542.


(update 8 สิงหาคม 2002)
[ ที่มา...นิตยสาร สารศิริราช ปีที่ 53 ฉบับที่ 6 มิถุนายน 2544 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600