ตัวอย่างตรวจห้องปฏิบัติการ


การส่งตัวอย่างต่างๆ เพื่อการตรวจหาทางห้องปฏิบัติการ ไม่ว่าจะเป็นในหน่วยงานเดียวกันเองหรือต่างหน่วยงาน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำจนถือได้ว่า เป็นงานประจำ (routine) ที่เกิดขึ้นในสถานพยาบาลทุกแห่ง บุคลากรทางการแพทย์ถูกสอนให้รู้จักวิธีการเก็บชิ้นเนื้อ ฯลฯ มาตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษาในสาขาทางการแพทย์ของตนมาแล้ว ดังนั้นจึงไม่น่าเป็นห่วงในเรื่องเทคนิกและวิธีการเก็บตัวอย่างต่างๆ เพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการว่าจะถูกต้อง ตามหลักทางการแพทย์หรือไม่ เพราะบุคลากรเหล่านั้นได้ร่ำเรียนมาและถูกพร่ำสอนมาเป็นเวลาอย่างน้อยมากกว่า 2 ปี ในสถาบันการศึกษาต่างๆ สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับบุคลการเหล่านี้ในการเก็บตัวอย่างเพื่อส่งตรวจก็คือ การเก็บตัวอย่างดังกล่าวนั้นทำได้ถูกต้องในด้านกฎหมาย (medicolegal aspect, ethical aspect) หรือไม่ หรือกล่าวอย่างง่ายๆ ก็คือ "มีสิทธิเก็บตัวอย่างมาส่งตรวจหรือไม่" ทั้งนี้เนื่องจากไม่มีการสอน หรือให้รายละเอียดในการดำเนินการด้านนี้เลย อาจมีการพูดถึงหรือคำนึงถึงและอาจมีการสอนในเรื่องนี้บ้าง แต่ก็อาจไม่ถูกต้อง ซึ่งจะยิ่งทำให้เข้าใจผิดไปอย่างมาก เช่น เข้าใจว่าแพทย์หรือพยาบาลสามารถเจาะเลือด เพื่อตรวจหาสภาวะต่างๆ ของผู้ป่วยหรือหาว่าผู้ป่วยเป็นโรคอะไรได้อย่างไม่มีขีดจำกัด เพราะมีความประสงค์ดีหรือ "เจตนา" ดีกล่าวคือเข้าใจว่า "เจตนาดีย่อมไม่ทำให้เกิดความผิดแต่อย่างใด" นั่นเอง

ในยุคใหม่ ในสมัยปัจจุบันที่มีการตื่นตัวอย่างมากเกี่ยวกับเรื่องสิทธิผู้ป่วย สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ที่ได้ประกาศใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2540 ทำให้ผู้ป่วยมีความรู้เรื่องสิทธิเหล่านี้อย่างมาก ในทางกลับกันบุคลากรทางฝ่ายแพทย์ กลับมีการเตรียมตัวเกี่ยวกับเรื่องสิทธิดังกล่าวไม่เพียงพอ จึงอาจตามมาด้วยกรณีพิพาทระหว่างบุคลากรฝ่ายแพทย์ และผู้ป่วยหรือญาติของผู้ป่วยได้


ตัวอย่างที่ส่งมาเพื่อรับการตรวจ (Type of Specimens)

อาจแบ่งประเภทต่างๆ ของตัวอย่างที่ส่งมาตรวจได้หลายแนวทาง เช่น

ประเภทที่ 1 แบ่งตามการได้มาซึ่งตัวอย่างตรวจ (Violence) อาจแบ่งเป็น
1. เก็บจากร่างกายภายนอก (Non-invasive Collection)
การได้ตัวอย่างเพื่อการส่งตรวจโดยมิได้รบกวนส่วนของร่างกายให้เกิดการบาดเจ็บแต่อย่างใด เช่น การถูตามตัวเพื่อหาว่ามีคราบสารพิษอยู่หรือไม่ การเก็บปัสสาวะ เป็นต้น

2. ต้องใช้เครื่องมือนำออกมาจากร่างกาย (Invasive Collection)
เป็นการเก็บที่ต้องทำให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บ เช่น ต้องใช้เข็มแทงเพื่อเจาะเลือดมาตรวจ เป็นต้น
ประเภทที่ 2 แบ่งตามการรักษา (Therapeutic) อาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
1. ตัวอย่างที่เก็บเพื่อประโยชน์ในด้านการรักษา
เช่น การตรวจเลือดตรวจปัสสาวะเพื่อหาว่ามีสภาวะการติดเชื้อหรือไม่ เป็นต้น

2. ตัวอย่างที่มิได้เก็บมาเพื่อประโยชน์ในด้านการรักษา
เช่น การตรวจเลือดเพื่อพิสูจน์การเป็น พ่อแม่ลูก ซึ่งกันและกัน เป็นต้น
ประเภทที่ 3 แบ่งตามที่มาของตัวอย่างตรวจ (Source) คือ ตัวอย่างส่งมาตรวจจากที่ใด ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น
1. ส่งมาจากภายนอกสถานพยาบาล (External Source)
เช่น พนักงานสอบสวน (ตำรวจ) ส่งปัสสาวะของผู้ต้องหามาให้ตรวจว่ามีสารเสพติดอยู่หรือไม่ หรือแพทย์ที่คลินิกส่งเลือดของผู้ป่วยมาตรวจว่ามีเชื้อเอชไอวีหรือไม่

2. ส่งมาจากภายในสถานพยาบาล (Internal Source)
เช่น หอผู้ป่วยโอพีดี หรือห้องผ่าตัด ส่งตัวอย่างเลือด น้ำเหลือง ปัสสาวะ ฯลฯ มาตรวจ
ประเภทที่ 4 แบ่งตามการเกี่ยวข้องกับทางคดี (Legal Aspect) อาจแบ่งตัวอย่างประเภทนี้ออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
1. ตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับทางคลินิกทั่วไป (Clinical Samples)
หมายถึง ตัวอย่างที่ส่งมาตรวจนั้นเป็นเรื่องทางคลินิก คือการรักษาพยาบาลโดยแท้ มิได้เป็นเรื่องที่อาจเกี่ยวกับการดำเนินคดีแต่อย่างใด เช่น การตรวจนับเม็ดเลือด การตรวจปัสสาวะ การตรวจหาหมู่เลือด ฯลฯ

2. ตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับทางคดี (Forensic Samples)
หมายถึง ตัวอย่างที่ส่งมาตรวจนั้นเกี่ยวข้องกับทางคดี หรือมีอัตราเสี่ยงที่จะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับทางคดีอย่างมาก เช่น การตรวจหาระดับแอลกอฮอล์ในเลือดของผู้ป่วยที่ขับรถไปชนคนอื่นแล้วตัวเองก็บาดเจ็บด้วย การตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดในร่างกาย ฯลฯ
ในความเป็นจริง ไม่ว่าจะมีการส่งตัวอย่างมาจากในหรือนอกสถานพยาบาลก็ตาม ย่อมมีการคาบเกี่ยวกันระหว่างตัวอย่างที่ส่งตรวจทางคลินิกทั่วไปและทางคดี ทั้งนี้เพราะตัวอย่างที่คิดว่าเป็นตัวอย่างทางคลินิกทั่วไปนั้น อาจมีบางส่วนเป็นตัวอย่างที่เป็นคดีก็ได้ เช่น การขอตรวจหมู่เลือดธรรมดา แต่กลับนำไปใช้ในการพิสูจน์หมู่เลือดในประเด็นพิพาทเรื่องการพิสูจน์บุตร หรืออาจถึงขั้นเป็นคดีอาญาเลย เช่นเลือดที่พบในที่เกิดเหตุที่สงสัยว่าเป็นเลือดของคนดังกล่าว ก็จะใช้ผลการตรวจนี้ในการพิสูจน์ด้วย เป็นต้น ในทางกลับกันตัวอย่างที่คิดว่าเป็นทางคดีนั้นแท้ที่จริงแล้ว อาจมิใช่ทางคดีเลย และไม่เคยใช้ตัวอย่างดังกล่าวในทางคดีแต่อย่างใด เช่น การส่งตรวจแอลกอฮอล์ในเลือดของผู้ป่วยอุบัติเหตุ ทั้งที่มิได้มีการพิพาทกันในเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใดและไม่จำเป็นต้องใช้ผลการตรวจนั้นๆ ด้วย คงจะเป็นในแนวทางเดียวกับในเรื่องของ "ผู้ป่วยคดี" มีการจัดประเภทไว้ให้เป็นผู้ป่วยคดีแต่ก็มิได้มีคดีเกิดขึ้น ซึ่งถึงอย่างไรก็จำเป็นต้องจัดไว้เป็นผู้ป่วยคดี ทำนองเดียวกับตัวอย่างส่งตรวจที่ต้องจัดไว้เป็นตัวอย่าง ที่เกี่ยวข้องกับทางคดีอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ เพราะให้เกิดประโยชน์มากกว่าคล้ายกับว่าให้ความระมัดระวังไว้ดีกว่าที่มิได้ระวังไว้เลย ทั้งนี้เพราะหากเกิดเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา ถ้ามิได้ระวังหรือคิดถึงมาก่อนก็อาจทำให้เกิดความเสียหายอย่างมากขึ้นได้
การเริ่มเก็บตัวอย่างเพื่อส่งตรวจ (Request)

การเก็บตัวอย่างต่างๆ เพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการนั้น มักจะต้องมีองค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้ก่อนเสมอ ได้แก่
1. ผู้ส่งตรวจ (Requestor)
คือ แพทย์หรือเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่จัดให้มีการส่งตรวจ แต่โดยทั่วไปแล้วในสถานพยาบาล มักจะหมายถึงแพทย์ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมนั่นเอง

2. ผู้รับการตรวจ (Patient)
ในที่นี้ก็คือ คนไข้ที่มารับการตรวจหรือดำเนินการทางการแพทย์อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ถ้าเกี่ยวข้องกับเรื่องทางคดี อาจหมายถึงทั้ง "ผู้เสียหาย" และ "ผู้ต้องหา" (ดูความหมายของทั้งสองคำนี้ได้ในหัวข้อ "การขอเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจทางห้องปฏิบัติการโดยเจ้าพนักงานซึ่งมีอำนาจตามกฎหมาย" ที่จะกล่าวถึงต่อไป)

3. แบบฟอร์มที่นำส่งมาพร้อมกับตัวอย่างส่งตรวจ (From)
เป็นแบบฟอร์มที่สถานพยาบาลจัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนนำในการส่งตัวอย่างแก่ห้องปฏิบัติการนั่นเอง อาจเป็นฟอร์มทั่วไปหรือเป็นฟอร์มเฉพาะการตรวจชนิดนั้นๆ เป็นพิเศษก็ได้ ในแบบฟอร์มอาจมีลายมือชื่อ หรือการแสดงความยินยอมของผู้รับการตรวจอย่างหนึ่งอย่างใดด้วยก็ได้ หรืออาจไม่มีเพราะความยินยอมรับการตรวจนั้น อาจแยกไว้ในหนังสือแสดงความยินยอม (Consent) ที่แยกต่างหากหรืออาจเป็นความยินยอมที่ให้โดยวาจาหรือท่าทาง แต่มีพยานรู้เห็นความยินยอมนั้นๆ

4. อื่นๆ (Others)
เช่น ภาชนะหรือวัตถุที่ใช้ในการบรรจุตัวอย่างที่จะส่งตรวจ เช่น หลอดเก็บเลือด แก้วใส่ปัสสาวะ เป็นต้น การตรวจบางอย่างอาจจำเป็นต้องมีภาชนะใส่เฉพาะ อาทิ การตรวจสารที่ระเหยได้ เช่น แอลกอฮอล์จะต้องใส่ในหลอดพิเศษมีจุกปิด ป้องกันการระเหยของแอลกอฮอล์ในเลือด

การได้มาซึ่งตัวอย่างตรวจ (Collecting the Samples)

1. ชนิดของตัวอย่าง คือตัวอย่าง (Samples) ต่างๆ นั่นเอง ซึ่งอาจจำแนกได้เป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ
1.1 ตัวอย่างจากสิ่งที่มีชีวิต (Biological Sample)
เป็นตัวอย่างที่ได้มาจากส่วนประกอบในร่างกายของผู้ป่วยหรือศพ หรือที่ร่างกาย หรือศพขับถ่ายออกมา ตัวอย่างของตัวอย่างประเภทนี้ คือ เนื้อเยื่อของร่างกาย หรือน้ำหลั่งต่างๆ เช่น เลือด น้ำลาย น้ำตา ผม ขน เล็บ น้ำอสุจิ ปัสสาวะ อุจจาระ เหงื่อ เป็นต้น สำหรับอวัยวะชิ้นเนื้อที่ผ่าตัดออกมาก็ถือได้ว่าเป็นตัวอย่างประเภทนี้

1.2 ตัวอย่างจากสิ่งที่ไม่มีชีวิต (Non-biological Sample)
เป็นตัวอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อเยื่อหรือน้ำหลั่งที่ได้มาจากร่างกายหรือศพ หรือไม่เกี่ยวกับส่วนต่างๆ ของร่างกายหรือศพ เช่น หัวกระสุนปืน มีด เศษ แก้ว ดินที่ติดมาตามร่างกาย เป็นต้น ตัวอย่างจำพวกนี้มักเกี่ยวข้องกับพยานหลักฐานทางนิติเวชศาสตร์ (forensic aspect)
2. วิธีการที่ได้ตัวอย่างมา อาจแบ่งวิธีการที่ได้มาของตัวอย่างตรวจออกได้เป็น 2 ชนิดด้วยกัน คือ
2.1 การเก็บจากภายนอกร่างกายและตามร่างกายของผู้ป่วยโดยมิได้ทำให้ผู้ป่วยบาดเจ็บ (Non-invasive Collection)
การเก็บวิธีนี้ไม่มีปัญหาใดๆ เพราะมิได้ทำให้ผู้ป่วยได้รับอันตรายหรือได้รับบาดเจ็บ จึงไม่เป็นการละเมิดสิทธิด้านร่างกายของผู้ป่วย อย่างไรก็ตามถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้ป่วย ก็จำเป็นจะต้องได้รับความยินยอมด้วย (ดูหัวข้อเรื่องความยินยอมในการให้เก็บตัวอย่าง)

2.2 การเก็บจากร่างกายผู้ป่วยโดยต้องทำให้ผู้ป่วยบาดเจ็บหรือมีบาดแผล (Invasive Collection) เป็นการเก็บที่ต้องทำให้ผู้ป่วยได้รับบาดเจ็บ เช่น การเจาะเลือดตรวจ เป็นต้น วิธีนี้จะต้องได้รับความยินยอมจากผู้ป่วยด้วย (ดูหัวข้อเรื่องความยินยอมในการให้เก็บตัวอย่าง)
3. วิธีการเก็บตัวอย่าง สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการเก็บตัวอย่าง และแนวทางการส่งตรวจ เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากโดยเฉพาะความถูกต้องและน่าเชื่อถือของพยานหลักฐาน (chain of evidence) สิ่งเหล่านี้สามารถหารายละเอียดเพิ่มเติมได้ เพราะได้มีการเขียนไว้แล้ว

4. การตรวจตัวอย่าง วิธีการตรวจและเทคนิคการตรวจเป็นเรื่องเฉพาะเป็นเทคนิค หรือวิธีการทางวิทยาศาสตร์โดยแท้ ซึ่งมีรูปแบบและขั้นตอนที่แน่นอน


ความยินยอมในการให้เก็บตัวอย่างเพื่อการตรวจทางห้องปฏิบัติการ

ความยินยอมเพื่อรับการตรวจนี้เป็นเรื่องสำคัญ และเป็นหัวใจในเรื่องการเก็บตัวอย่างเพื่อการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งอาจพิจารณาได้ดังนี้ (แผนภูมิที่ 1)

แผนภูมิที่ 1. ความสัมพันธ์ระหว่างความยินยอมกับการเก็บตัวอย่างประเภทต่างๆ เพื่อการตรวจทางห้องปฏิบัติการ


กรณีที่ 1 เป็นตัวอย่างตรวจที่เก็บมาแล้วจากนอกสถานพยาบาล
กรณีนี้ตัวอย่างตรวจได้ถูกเก็บมาแล้ว และส่งมาให้กับสถานพยาบาลเพื่อการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ ทางห้องปฏิบัติการจึงไม่เกี่ยวกับการเก็บตัวอย่างเพื่อการตรวจใดๆ เลย จะเกี่ยวข้องก็เฉพาะการตรวจเท่านั้น ซึ่งไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมแต่อย่างใด เป็นเรื่องของผู้นำตัวอย่างมาให้เพื่อการตรวจโดยแท้ และเมื่อได้ผลแล้วก็คงจะแจ้งกลับไปยังผู้ส่งตรวจนั่นเอง
กรณีที่ 2 เป็นตัวอย่างที่ต้องเก็บในขณะที่ผู้ป่วยนั้นอยู่ในสถานพยาบาล
กรณีนี้อาจแยกได้เป็น 2 กรณีย่อยคือ
1. การเก็บตัวอย่างในทางนิติเวชศาสตร์หรือในทางคดี (Forensic Aspect)
อย่างไรจึงเป็นผู้ป่วยคดีหรือนิติเวชคลินิกนั้น สามารถดูรายละเอียดได้จากบทความที่ผู้เขียนเคยเขียนไว้แล้ว ผู้ป่วยเหล่านี้สามารถเก็บตัวอย่างเพื่อส่งตรวจได้โดย
1.1 ถ้าเป็นชนิดที่ไม่เป็นการรบกวนต่อเนื้อตัวร่างกายมาก (non-invasive collection) ต้องพิจารณาเป็นอีก 2 กรณี คือ
1.1.1 เป็นผู้ต้องหา
สามารถเก็บตัวอย่างต่างๆ เพื่อทำการตรวจได้เลย เช่น การเก็บคราบยาเสพติดที่ติดตามเนื้อตัว การเก็บปัสสาวะ เป็นต้น
1.1.2 เป็นผู้เสียหาย
การเก็บตัวอย่างเพื่อทำการตรวจอย่างใดอย่างหนึ่งจะต้องได้รับความยินยอมจากผู้นั้นก่อนเสมอ
2. การเก็บตัวอย่างในทางคลินิก (Clinical Aspect)
การเก็บตัวอย่างเพื่อรับการตรวจที่ไม่เกี่ยวข้องกับทางคดี จะต้องเป็นกรณีเพื่อ "การรักษาผู้ป่วย" เพื่อให้สภาพของร่างกายหรือจิตใจดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่เท่านั้น อาจแบ่งออกได้เป็น
2.1 กรณีไม่ฉุกเฉิน
ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยประเภทใดๆ ก็ตาม การเก็บตัวอย่างเพื่อทำการตรวจนั้นจะต้องได้รับความยินยอมจากผู้นั้นก่อนเสมอ

2.2 กรณีฉุกเฉิน
หมายถึงกรณีที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการรักษา การเก็บตัวอย่างเพื่อการตรวจนั้นกระทำเพื่อนำผลการตรวจ มาใช้ในการรักษาหรือดำเนินการสำหรับผู้ป่วยรายนั้น ซึ่งถ้าเนิ่นช้าไปก็อาจทำให้เกิดภาวะอันไม่พึงประสงค์ต่อผู้ป่วยรายนั้นขึ้นได้ จึงต้องรีบเก็บตัวอย่างเพื่อการตรวจ ในการนี้ไม่จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากผู้ป่วยรายนั้นแต่อย่างใด ทั้งนี้เพราะถือเป็นหน้าที่ที่บุคลากรฝ่ายแพทย์จะต้องให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยเทียบเคียงกับการให้การรักษาพยาบาลอย่างฉุกเฉิน
ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยประสบอุบัติเหตุจราจร ถูกส่งมาที่สถานพยาบาลเพื่อรับการรักษา ตรวจพบว่ามีเลือดออกในช่องท้องจำเป็นต้องทำการผ่าตัด แพทย์สามารถที่จะเจาะเลือดของผู้ป่วย เพื่อหาหมู่เลือดได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจากผู้หนึ่งผู้ใด เพราะจำเป็นต้องช่วยชีวิตผู้ป่วยเป็นการด่วน
การขอเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจทางห้องปฏิบัติการในทางคดีโดยเจ้าพนักงานตามกฎหมาย

ในที่นี้หมายถึงการที่พนักงานสอบสวน (ตำรวจ) ส่งตัวผู้หนึ่งผู้ใดมารับการตรวจที่สถานพยาบาล การส่งผู้นั้นมาก็เพื่อให้ทางสถานพยาบาลเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใด โดยอาจให้ผู้นั้นมาเองหรือเจ้าพนักงานสอบสวน (ตำรวจ) ควบคุมตัวผู้นั้นมาให้ตรวจที่สถานพยาบาลก็ได้ ซึ่งอาจมีหนังสือนำส่งตัวคือ "ใบนำส่งผู้บาดเจ็บหรือศพให้แพทย์ตรวจชันสูตร" มาด้วยก็ได้

แนวคิดของผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์

เมื่อทางสถานพยาบาลได้รับผู้ป่วยไม่ว่าจะเป็นผู้ต้องหาหรือผู้เสียหาย เพื่อขอให้มีการเก็บตัวอย่าง เพื่อตรวจบางสิ่งบางอย่างจากตัวผู้ป่วยแล้วสถานพยาบาลจะต้องปฏิบัติอย่างไรนั้น อาจมีไดหลากหลายความเห็น เช่น

ความเห็นที่ 1 ไม่ต้องขออนุญาตจากผู้ป่วย
กล่าวคือ สามารถเก็บตัวอย่างจากผู้ที่เจ้าพนักงาน (ตำรวจ) ควบคุมมาหรือให้มาตรวจนั้น และทำการตรวจได้เลย เป็นการทำตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน ซึ่งมีอำนาจอยู่แล้ว เช่น
1. สามารถเจาะเลือดตรวจตามที่เจ้าพนักงานต้องการได้เลย เช่น เจ้าพนักงานต้องการให้ตรวจหา ระดับแอลกอฮอล์ในเลือด ก็เจาะเลือดตรวจได้เลย

2. กรณีที่มีการเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่แล้ว เช่น มีการตรวจหาระดับความเข้มข้นของเลือด และเม็ดเลือด (complete blood count) หรือมีการตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือด (blood sugar) อยู่แล้ว ก็สามารถนำเลือดบางส่วน (ส่วนที่เหลือ) ไปตรวจสิ่งที่เจ้าพนักงานต้องการได้เลย โดยมิต้องขออนุญาตจากผู้ป่วย
ความเห็นที่ 2 ต้องขออนุญาตจากผู้ป่วยหรือผู้ที่มีอำนาจโดยชอบเสียก่อน
1. ถ้าไม่ได้รับอนุญาต ก็ไม่อาจเก็บตัวอย่างจากผู้นั้นไปตรวจได้
2. ถ้าได้รับอนุญาตจึงจะทำการเก็บตัวอย่างจากผู้นั้นไปตรวจได้ แต่ต้องพิจารณาเรื่องค่าใช้จ่ายในการตรวจด้วยว่าใครจะเป็นผู้ที่รับผิดชอบ
หลักการพิจารณา
แท้ที่จริงแล้วที่จะกระทำต่อร่างกายของผู้หนึ่งผู้ใดได้นั้น จะต้องพิจารณาจากหลักเรื่อง "ความยินยอม" เป็นสำคัญ การกระทำต่อผู้หนึ่งผู้ใด เช่น กรณีการเก็บเลือดโดยการเจาะเลือดไปตรวจโดยมิได้รับความยินยอม อาจส่งผลร้ายต่อผู้กระทำได้ และอาจทำให้ผลการตรวจนั้นไม่เป็นที่น่าเชื่อถือในฐานะพยานหลักฐานทางคดีก็ได้ ทั้งนี้เพราะประชาชนชาวไทยทุกคนได้รับความคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

มาตรา31
บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย………….ฯลฯ
ดังนั้น การที่จะทำต่อเนื้อตัวของผู้หนึ่งผู้ใดจึงสมควรได้รับความยินยอมจากผู้นั้นเสียก่อน

ก. การแสวงหาพยานหลักฐานจากผู้เสียหาย
1. ความหมายของผู้เสียหาย
"ผู้เสียหาย" หมายความถึง บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6

2. พยานหลักฐานในทางคดีของผู้เสียหาย
มีประโยชน์เพื่อใช้ประกอบในสำนวนคดีที่มีการฟ้องร้องกัน ไม่ว่าเป็นคดีอาญาหรือคดีแพ่ง สิ่งที่ใช้เป็นพยานหลักฐานต่างๆ ด้านการแพทย์นั้นมีได้ทุกอย่าง เช่น บาดแผลที่ตรวจพบ วิธีการให้การรักษา ค่าใช้จ่ายในการรักษา สภาพของผู้ป่วยหลังได้รับการรักษา ความพิการที่เกิดขึ้นหลังการรักษา เป็นต้น

3. การแสวงหาโดยบุคลากรของสถานพยาบาล
หลักกฎหมาย มีบัญญัติไว้ในมาตรา 132 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ดังนี้
มาตรา 132
"เพื่อประโยชน์แห่งการรวบรวมพยานหลักฐาน ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจดังต่อไปนี้
(1) ตรวจตัวผู้เสียหายเมื่อผู้นั้นยินยอม หรือตรวจตัวผู้ต้องหา หรือตรวจสิ่งของหรือที่ทางอันสามารถอาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้ ให้รวมทั้งทำการถ่ายภาพแผนที่ ภาพวาด จำลองหรือพิมพ์ลายนิ้วมือ ลายมือ หรือลายเท้า กับให้บันทึกรายละเอียดทั้งหลาย ซึ่งน่าจะกระทำให้คดีแจ่มกระจ่างขึ้น
(2) ค้นเพื่อพบสิ่งของ ซึ่งมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยการกระทำผิด หรือได้ใช้หรือสงสัยว่าได้ใช้ในการกระทำผิด แต่ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยค้น
(3)…………………ฯลฯ"
การแสวงหาพยานหลักฐานจากผู้เสียหายนี้จะต้องได้รับความยินยอมจากผู้เสียหายก่อนเสมอ กล่าวคือ ถ้าผู้เสียหายไม่ยินยอมในการแสวงหาบุคลากรทางการแพทย์ย่อมไม่มีสิทธิในอันที่จะแสวงหาจากเขา เว้นเสียแต่มีความจำเป็นในด้านการแพทย์เพื่อช่วยชีวิต หรือช่วยรักษาอวัยวะ หรือส่วนของร่างกายเพื่อการรักษาเท่านั้น จึงสามารถอ้างถึงกรณีของความจำเป็นที่ต้องกระทำทั้งๆ ที่มิได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายก่อน เช่น กรณีที่แพทย์จำเป็นต้องตรวจหาหมู่เลือดของผู้ป่วยเพื่อจะนำเลือดมาให้แก่ผู้ป่วยเป็นการด่วน แม้ผู้ป่วยไม่ยินยอมก็จะต้องทำ เพราะไม่เช่นนั้นย่อมไม่อาจที่จะให้เลือดแก่ผู้ป่วยได้ กรณีการแสวงหาพยานหลักฐานจากผู้ป่วยนี้อาจน้อยมากเมื่อเทียบกับความจำเป็นเพื่อการรักษาผู้ป่วยอย่างมากทีเดียว เช่น แม้ว่าผู้ป่วยจะปฏิเสธการผ่าตัด เช่น ตัดขาทิ้งเพื่อการรักษา เพราะถ้าไม่ตัดขาจะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ และผู้ป่วยก็ให้การยืนยันว่าไม่ต้องการจะตัดทิ้งโดยแจ้งแก่แพทย์ว่ายอมตาย แต่ไม่ยอมให้ตัดขา อีกทั้งยังขู่สำทับอีกว่า ถ้าแพทย์ตัดขาจะฟ้องแพทย์อย่างแน่นอน จนต่อมาเพราะความจำเป็นแพทย์ต้องตัดขาออก มิเช่นนั้นแพทย์อาจมีความผิดฐานละเว้นการกระทำเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยได้เช่นเดียวกันเช่นนี้แพทย์ก็ยังไม่มีความผิด หรืออาจมีความผิดแต่ไม่ต้องได้รับโทษ ดังนั้นการเจาะเลือดด้วยความจำเป็น เช่น การตรวจหมู่เลือดดังกล่าว จึงถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก แพทย์ย่อมสามารถทำได้อย่างแน่นอน แต่การแสวงหาพยานหลักฐาน ที่ไม่มีความจำเป็นเพื่อการรักษาและไม่ได้รับการยินยอมจากผู้ป่วยให้กระทำ ผู้กระทำอาจมีความผิด เพราะไม่มีสิทธิที่จะกระทำได้เลย

ต้องไม่ลืมว่าโดยทั่วไป แม้พนักงานสอบสวน ซึ่งมีอำนาจรัฐในทางคดี ก็ยังมีอำนาจจำกัดตามมาตรา 132 ดังกล่าวแล้ว จึงเห็นได้ว่าบุคลากรของสถานพยาบาลย่อมไม่มีอำนาจที่เกินไปจากอำนาจของพนักงานสอบสวนด้วยเช่นเดียวกัน
ข. การแสวงหาพยานหลักฐานจากผู้ต้องหา
1. ความหมายของผู้ต้องหา
"ผู้ต้องหา" หมายความถึงบุคคลผู้ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำความผิด แต่ยังมิได้ถูกฟ้องต่อศาล

2. พยานหลักฐานในทางคดีของผู้ต้องหา
มีประโยชน์เพื่อใช้ประกอบในสำนวนคดีที่มีการฟ้องร้องกัน เช่น การที่ตรวจพบว่าผู้ต้องหาคดีขับรถชนบุคคลอื่น มีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสูงกว่าปกติมาก ย่อมทำให้เห็นได้ชัดว่าผู้นั้นเป็นผู้ที่ประมาทในการขับรถได้

3. การแสวงหาโดยบุคลากรของสถานพยาบาล
การแสวงหาพยานหลักฐานจากร่างกายของผู้ต้องหาจะทำได้มากน้อยเพียงใดนั้น อาจพิจารณาจากหลักกฎหมายได้

หลักกฎหมาย มีบัญญัติไว้ในมาตรา 132 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น แต่การแสวงหาพยานหลักฐานจากผู้ต้องหานั้นอาจมีความจำกัดน้อยกว่า เพราะถือว่าเป็นผู้ต้องหาและพนักงานสอบสวนส่งมาเพื่อให้บุคลากรฝ่ายแพทย์ช่วยเหลือในการแสวงหาพยานหลักฐานนั่นเอง แต่การแสวงหาพยานหลักฐานตามมาตรา 132(1) ดังกล่าว ไม่ใช่การแสวงหาพยานหลักฐานจากร่างกายผู้ต้องหาทุกกรณี กล่าวคือ การตรวจสิ่งอื่นที่ปรากฏบนร่างกายของผู้ต้องหา เช่น เขม่าดินปืน เศษหญ้า ย่อมทำได้ และการตรวจ "ส่วนของร่างกาย" เช่น การตรวจบาดแผล และลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ต้องหา เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานจากร่างกายผู้ต้องหาที่ทำได้ แต่การแสวงหาพยานหลักฐานจากร่างกายผู้ต้องหาเพื่อยึด "ส่วนของร่างกาย" และ "สิ่งอื่นที่อยู่ในร่างกาย" ของผู้ต้องหาไม่อาจกระทำได้ ซึ่งในเรื่องนี้อาจแตกต่างไปจากบางประเทศเช่นในสหรัฐอเมริกา ที่สามารถแสวงหาพยานหลักฐานจากร่างกายผู้ต้องหาเพื่อยึด "ส่วนของร่างกาย" คือ เลือดของผู้ต้องหาได้ แต่ต้องปฏิบัติโดยแพทย์ จึงเห็นได้ชัดว่า การเก็บตัวอย่างเพื่อการตรวจทางห้องปฏิบัติการโดยชอบนั้น จะต้องไม่เป็นการทำร้ายผู้รับการตรวจ คือต้องเป็นชนิดไม่อันตรายต่อผู้รับการตรวจ (non-invasive) แต่ถ้าเป็นชนิดทำร้ายผู้ป่วย (invasive) ย่อมไม่อาจทำได้เช่นเดียวกัน เว้นแต่ผู้รับการตรวจจะยินยอมให้เก็บ
การเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจโดยไม่ได้รับความยินยอม
การที่แพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์เก็บตัวอย่างจากผู้ป่วยเพื่อตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น เพื่อตรวจวิเคราะห์สิ่งต่างๆ โดยไม่ได้รับความยินยอม รวมถึงกรณีที่เป็นการขอให้เก็บพยานหลักฐาน จากเจ้าพนักงานชนิดที่ทำให้ผู้ป่วยบาดเจ็บ (invasive collection) ย่อมเข้าข่ายการกระทำโดยไม่มีอำนาจให้กระทำ เป็นความผิดทั้งตามรัฐธรรมนูญ ตามประมวลกฎหมายอาญา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และอาจเป็นความผิดระเบียบหรือกฎเกณฑ์ภายในสถาบันหรือองค์กรที่บุคลากรนั้นประจำอยู่ด้วยได้ โดยเฉพาะการเก็บตัวอย่างที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บ เช่น เนื่องจากการเจาะเลือด ถือได้ว่าทำให้มีอันตรายต่อกายแล้ว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ดังนี้

มาตรา 295
"ผู้ใดทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทำจำทั้งปรับ"

ซึ่งในคำพิพากษาศาลฎีกาของไทยที่เป็นแนวบรรทัดฐานเกี่ยวกับบาดแผลที่ถือว่าเป็นการทำร้ายร่างกาย เป็นอันตรายต่อกาย เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 198/2526 "ทำให้เป็นแผลโลหิตไหลตามปกติย่อมถึงหนังชั้นใน หรือเนื้อขาดที่เรียกว่าแตก ถือว่าเป็นอันตรายแก่กาย" หรือกรณีที่ทำให้เกิดบาดแผลอันตรายถึงหนังแม้ มีโลหิตออก มีโลหิตขับที่รักษาหลายวันหาย ถือว่าเป็นอันตรายแก่กายแล้ว

ใครเป็นผู้ให้ความยินยอมในการเก็บตัวอย่างเพื่อทำการตรวจ

ผู้ที่จะให้ความยินยอมได้ต้องคำนึงถึงประเภทและสภาวะต่างๆ ของบุคคล ดังต่อไปนี้

1. บรรลุนิติภาวะ
คือ ผู้ที่มีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ตามมาตรา 19 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งอาจแยกเป็นกรณีต่างๆ ได้ดังนี้
1.1 มีสติสัมปชัญญะปกติ

1.1.1 ให้ความยินยอมโดยตรง
คือ ยินยอมให้เก็บตัวอย่างจากร่างกายเพื่อทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
1.1.2 ตั้งผู้แทนโดยการมอบอำนาจ
คือการที่ผู้ป่วยมอบหมายให้ตัวแทนดำเนินการแทน ตามลักษณะ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

1.2 สติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์หรือไร้สติสัมปชัญญะ
ต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นหลัก ดังนี้

1.2.1 คนไร้ความสามารถ
มาตรา 28 บุคคลวิกลจริตผู้ใด ถ้าคู่สมรสก็ดี ผู้บุพการี กล่าวคือ บิดามารดา ปู่ ย่า ตา ยาย ทวด ก็ดี ผู้สืบสันดาน กล่าวคือ ลูกหลาน เหลน ลื้อก็ดี ผู้ปกครองหรือผู้พิทักษ์ก็ดี ผู้ซึ่งปกครองดูแลบุคลนั้นอยู่ก็ดี หรือพนักงานอัยการก็ดี ร้องขอต่อศาลให้สั่งให้บุคคลวิกลจริตผู้นั้นเป็นคนไร้ความสามารถ ศาลจะสั่งให้บุคลวิกลจริตผู้นั้นเป็นคนไร้ความสามารถก็ได้
บุคคลซึ่งศาลได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถตามวรรคหนึ่งต้องจัดให้อยู่ในความอนุบาล การแต่งตั้งผู้อนุบาล อำนาจหน้าที่ของผู้อนุบาล และการสิ้นสุดของความเป็นผู้อนุบาล ให้เป็นไปตามบทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายนี้

1.2.2 คนเสมือนไร้ความสามารถ
มาตรา 32 บุคคลใดมีกายพิการหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบหรือประพฤติสุรุ่นสุร่าย เสเพลเป็นอาจิณ หรือติดสุรายาเมา หรือมีเหตุอื่นใดทำนองเดียวกันนั้น จนไม่สามารถจะจัดทำการงานโดยตนเองได้ หรือจัดกิจการไปในทางที่อาจจะเสื่อมเสียแก่ทรัพย์สินของตนเองหรือครอบครัว เหมือนบุคคลตามที่ระบุไว้ในมาตรา 28 ร้องขอต่อศาล ศาลจะสั่งให้บุคคลนั้นเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้
บุคลซึ่งศาลได้สั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถตามวรรคหนึ่ง ต้องจัดให้อยู่ในความพิทักษ์การแต่งตั้งผู้พิทักษ์ ให้เป็นไปตามบทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายนี้
ให้นำบทบัญญัติว่าด้วย "การสิ้นสุดของความเป็นผู้ปกครอง" ในบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับ แก่การสิ้นสุดของการเป็นผู้พิทักษ์โดยอนุโลม
คำสั่งของศาลตามมาตรานี้ ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ดังนั้นผู้ให้ความยินยอมในการเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจสำหรับคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ก็สมควรที่จะเป็น "ผู้อนุบาล" และ "ผู้พิทักษ์" ตามลำดับ
2. ผู้เยาว์
2.1 ผู้เยาว์โดยแท้
หมายถึงผู้เยาว์ที่อายุน้อย คือตั้งแต่แรกเกิดมาจนถึงอายุประมาณ 10 ปี ซึ่งเชื่อว่าจะยังไม่สามารถเข้าใจการกระทำ หรือการดำเนินการทางการแพทย์เกี่ยวกับร่างกายของตนหรือของบุคคลอื่นได้อย่างถ่องแท้ จึงทำให้ไม่สามรถให้ความยินยอมในการที่จะให้มีการดำเนินการทางการแพทย์รวมถึงความยินยอม ในการให้เก็บตัวอย่างในการตรวจด้วย แต่แท้ที่จริงแล้ว ผู้เยาว์อายุใกล้ 10 ปี บางส่วนอาจมีความเข้าใจ ในเรื่องดังกล่าวได้เหมือนกัน โดยเฉพาะในปัจจุบันซึ่งเป็นยุคโลกาภิวิฒน์และมีความเจริญก้าวหน้าทางการสื่อสาร และโทรคมนาคม ประกอบกับการที่ได้รับการส่งเสริมการศึกษาโดยฝ่ายต่างๆ เสมอมา ทำให้แม้ว่าเป็นผู้เยาว์ ก็สามารถเข้าใจการกระทำได้ดี แต่อย่างไรก็ตาม สมควรจัดผู้เยาว์ในส่วนนี้อยู่ในกลุ่มที่ไม่อาจให้ความยินยอมด้วยตนเองได้

2.2 ผู้เยาว์ที่อาจเข้าใจการกระทำได้
หมายถึง ผู้เยาว์ที่อาจมีความเข้าใจการดำเนินการทางการแพทย์ได้ รวมถึงการตรวจตัวอย่างต่างๆ ด้วย ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าแทบจะไม่แตกต่างจากบุคคลที่บรรลุนิติภาวะแต่อย่างใด และอาจถือได้ว่าเป็นเรื่องเฉพาะตัวผู้ป่วยด้วย ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มีบัญญัติไว้ ดังนี้
มาตรา 23 ผู้เยาว์อาจทำการใดๆ ได้ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นการต้องทำเองเฉพาะตัว
มาตรา 24 ผู้เยาว์อาจทำการใดๆ ได้ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นการสมแห่งฐานานุรูปแห่งตน และเป็นการอันจำเป็นในการดำรงชีพตามสมควร

ความเหมาะสมแก่ฐานะย่อมต้องพิจารณาตามรายบุคคล เช่น ซื้อเสื้อผ้าตามที่ควรมี เป็นต้น ส่วนข้อความที่ว่า "การอันจำเป็นในการดำรงชีพตามสมควร" ไม่ได้หมายความว่า ถ้าไม่มีแล้วจะมีชีวิตอยู่ไม่ได้ คงหมายถึงสิ่งที่เป็นปัจจัยแห่งการดำรงชีพ เช่น ปัจจัยสี่ ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค ฯลฯ ซึ่งถ้าพิจารณาถึงเรื่องยารักษาโรคก็ย่อมต้องเกี่ยวข้องกับการรักษาโรค ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดำเนินการทางการแพทย์นั่นเอง ดังนั้นการให้ความยินยอมเพื่อรับการตรวจทางห้องปฏิบัติการตึงอาจถือได้ว่า เป็นการอันจำเป็นในการดำรงชีพตามสมควร และผู้เยาว์สามารถกระทำได้ แต่ต้องหมายถึงผู้เยาว์ที่เข้าใจในการดำเนินการทางการแพทย์แล้วพอสมควรด้วย

ผู้เยาว์ที่อาจเข้าใจการกระทำได้มักอยู่ในช่วงอายุมากกว่า 10 ปี แต่ยังไม่บรรลุนิติภาวะคือ 20 ปี ซึ่งแม้ว่าจะยังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่โดยสภาพความเป็นจริงแล้วผู้ที่ไม่บรรลุนิติภาวะดังกล่าวน่าจะเข้าใจ ในการกระทำทางการแพทย์ได้ดีพอสมควร ซึ่งอาจแยกผู้เยาว์ในกลุ่มนี้ออกเป็น 3 กลุ่มคือ

2.2.1 ผู้เยาว์อายุมากกว่า 10 ปี แต่ไม่เกิน 15 ปี
ผู้เยาว์ในช่วงอายุดังกล่าวนี้ บอกได้ยากว่ามีความคิดและการตัดสินใจ หรือเข้าใจการกระทำได้ดีเพียงใด ทั้งนี้เพราะต้องแล้วแต่พื้นฐานและสภาพแวดล้อมของแต่ละคนประกอบด้วย ผู้เยาว์ในวัยนี้บ้างส่วนจะมีความคิดและเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้เกือบทั้งหมด ที่ผู้ที่บรรลุนิติภาวะพึงเข้าใจแล้ว ไม่ยกเว้นแม้แต่การดำเนินการทางการแพทย์ด้วย แต่ก็มีบางส่วนของผู้เยาว์ในวัยนี้ยังไม่อาจเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้เลย ไม่แตกต่างจากเด็กเล็ก ถ้าพิจารณาโดยเฉลี่ยแล้วก็น่าจะถือว่าผู้เยาว์ที่มีอายุในช่วงนี้ยังไม่สามารถที่จะให้ความยินยอมได้ น่าจะจัดเข้าไว้เช่นเดียวกับในกลุ่มของผู้เยาว์โดยแท้มากกว่า เว้นแต่จะสามารถพิสูจน์ความสามารถได้เป็นอย่างอื่น

2.2.2 ผู้เยาว์อายุมากกว่า 15 ปีแต่ไม่เกิน 18
ผู้เยาว์ที่มีอายุอยู่ในช่วงนี้อันที่จริงก็อาจนับว่าเป็นผู้เยาว์ที่มีวุฒิภาวะพอสมควรแล้ว ถ้าพิจารณาดูถึงเรื่องกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอายุ กับการดำเนินการต่างๆ ในสังคมแล้ว จะเห็นได้ว่าผู้เยาว์ในกลุ่มนี้สามารถทำการหลายสิ่งหลายอย่างได้โดยถือว่ามีการทำนิติสัมพันธ์ หรือทำการอย่างหนึ่งอย่างใดได้อย่างสมบูรณ์ เช่น
ก. การทำพินัยกรรม กฎหมายบัญญัติให้สามารถทำได้ตั้งแต่อายุ 15 ปี บริบูรณ์ตามมาตรา 25 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ข. การเปลี่ยนคำนำหน้าบุคคลจากเด็กหญิงหรือเด็กชายเป็น "นางสาว" หรือ "นาย" ตามลำดับก็กำหนดที่อายุ 15 ปี
ค. การที่หญิงอายุมากกว่า 15 ปี สามารถให้ความยินยอมทางเพศได้
ง. การสมรสที่กฎหมายให้ความยินยอมตั้งแต่อายุ 17 ปี
จึงไม่น่าแปลกอะไรที่จะยอมรับให้บุคคลที่มีอายุมากกว่า 15 ปีจนถึง 18 ปี สามารถให้ความยินยอมทางการแพทย์ได้ในระดับหนึ่ง แต่เพื่อความปลอดภัยในการดำเนินการทางการแพทย์ก็น่าที่จะได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมจะเป็นการปลอดภัยที่สุด เว้นเสียแต่ว่าจะมีเหตุจำเป็นจริงๆ ซึ่งต้องพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป
2.2.3 ผู้เยาว์อายุมากกว่า 18 ปี แต่ไม่เกิน 20 ปี
องค์กรที่ดูแลแพทย์คือ "แพทยสภา" ยอมรับว่าผู้เยาว์อายุมากกว่า 18 ปี สามารถแสดงความยินยอมได้ อีกทั้งการเลือกตั้งในประเทศ เช่น การเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็สามารถทำได้เมื่ออายุครบ 18 ปี เป็นต้น ทำให้เห็นว่าผู้เยาว์ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป สามารถให้ความยินยอมในทางการแพทย์ได้แล้ว รวมถึงการยินยอมให้เก็บตัวอย่างเพื่อทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการด้านต่างๆ ด้วย
3. ผู้ที่ไม่รู้สึกตัว
ผู้ที่ไม่รู้สึกตัวย่อมไม่สามารถแสดงความยินยอมได้ แต่อาจมีการแสดงความยินยอมไว้ล่วงหน้าก็ได้ จึงต้องแยกออกเป็น 2 ประเภทคือ
3.1 ไม่รู้สึกตัวและไม่ได้แสดงเจตนายินยอมไว้ล่วงหน้าในขณะที่ยังรู้สึกตัวดี ผู้ป่วยประเภทนี้ย่อมไม่อาจทราบได้ว่า จะมีเจตนาในเรื่องความยินยอมอย่างไร เพราะไม่สามารถแสดงเจตนาได้ จึงจำเป็นต้องให้ทายาทอันชอบด้วยกฎหมาย เป็นผู้ให้ความยินยอมแทนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

3.2 ไม่รู้สึกตัว ณ เวลาที่รับการตรวจรักษาหรือดำเนินการทางการแพทย์ แต่ได้ทำหนังสือมอบอำนาจ หรือแสดงเจตนาในเรื่องการรักษาพยาบาลไว้ก่อนล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษร หรืออาจมีการแจ้งด้วยวาจาไว้ล่วงหน้า โดยมีพยานรับทราบอย่างชัดเจน การดำเนินการทางการแพทย์ต่างๆ รวมถึงการเก็บตัวอย่างเพื่อการตรวจด้วย จึงจำเป็นที่จะต้องกระทำตามเจตนารมณ์ของผู้ป่วยด้วย เสมือนกับผู้ป่วยได้แสดงเจตนาต่อหน้าบุคลากรทางการแพทย์
สภาวะที่ต้องพิจารณาเรื่องความยินยอมด้วย

ในที่นี้คือ " สภาวะฉุกเฉินซึ่งจะเป็นอันตรายต่อชีวิต" ซึ่งหมายความถึงการที่ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาพยาบาล ณ สถานพยาบาลแห่งหนึ่งแห่งใดเป็นการเร่งด้วน ความเร่งด่วนในที่นี้มักหมายถึงชีวิตของผู้ป่วยด้วย ซึ่งถ้ามิได้ให้การรักษาพยาบาลได้ทันท่วงทีก็อาจเสียชีวิตได้ รวมถึงการที่จะต้องได้รับการตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างทันที และรวดเร็วด้วย ซึ่งอาจเป็นกรณีอย่างหนึ่งอย่างใดใน 4 กรณีนี้
ก. ผู้ป่วยไม่ให้ความยินยอมแม้ว่าจะทราบถึงสภาวะของตนเองแล้วก็ตาม
ข. ผู้ป่วยแสดงเจตนาเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ก่อนแล้วว่าไม่ประสงค์ให้ทำการรักษา และยอมที่จะเสียชีวิตโดยไม่ให้การรักษาหือการตรวจอย่างหนึ่งอย่างใด
ค. ผู้ป่วยไม่สามารถแสดงเจตนาได้และไม่มีทายาทเลย
ง. ผู้ป่วยไม่สามารถแสดงเจตนาได้และมีทายาทอยู่ แต่ทายาทไม่ให้ความยินยอมในการรักษาและการตรวจใดๆ แม้ว่าจะทราบอยู่แล้วว่าการไม่ให้ดำเนินการดังกล่าว อาจทำให้ผู้ป่วยถึงแก่ความตายได้
กรณีดังกล่าวนี้เป็นการขัดแย้งกันระหว่าง 2 คุณธรรมของแพทย์หรือบุคลการทางการแพทย์ คือ "คุณธรรมเพื่อปกป้องหรือรักษาชีวิต" กับ "คุณธรรมเรื่องสิทธิในชีวิต ร่างกาย และเสรีภาพของผู้ป่วยเอง" ทำให้บุคลากรทางการแพทย์ตกอยู่ในที่นั่งลำบากเสมือนอยู่ระหว่างเขาควาย "dilemma" เพราะถ้าแพทย์ช่วยชีวิตผู้ป่วยก็เท่ากับเป็นการขัดกับเจตนารมณ์ในเรื่องชีวิตและร่างกายของผู้ป่วยที่ได้ให้ไว้ การที่แพทย์กระทำต่อตัวผู้ป่วยแม้ว่าในที่สุดแล้วจะทำให้ผู้ป่วยดีขึ้นในสายตาหรือความรู้สึกของคนทั่วไปและสังคม แต่สำหรับผู้ป่วยถือว่าเป็นการขัดกับเจตนาของตนเองโดยสิ้นเชิง และผู้ป่วยย่อมถือว่าตนเองย่อมต้องมีสิทธิในชีวิต และร่างกายของตนเอง ตราบใดที่ไม่ไปละเมิดสิทธิของผู้อื่น การที่แพทย์ช่วยเหลือจำเป็นต้องมีการกระทำต่อร่างกายของผู้ป่วย เช่น การฉีดยา การผ่าตัด การสอดใส่เครื่องมือแพทย์เข้าไปในร่างกาย รวมถึงการนำตัวอย่างจากร่างกายออกมาตรวจด้วย สิ่งเหล่านี้เท่ากับเป็นการทำต่อร่างกายผู้ป่วยแล้ว ดังนั้นจึงเห็นว่าต้องได้รับความยินยอมจากผู้ป่วยหรือญาติแล้วแต่กรณี แต่กรณีนี้เป็นกรณีที่ "จำเป็น" ในการช่วยชีวิตผู้ป่วยอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ เพราะการรอช้าจะเป็นอันตราย ซึ่งอาจถึงชีวิตหรือพิการแก่ผู้นั้น ทำให้บุคลากรทางการแพทย์ย่อมสามารถให้การดำเนินการได้เลยโดยไม่สนใจในคำยินยอม

นอกจากนั้นอาจเห็นต่อไปว่า กรณีที่ฉุกเฉินอาจหมายความถึงการที่อาจเป็นอันตรายร้ายแรงต่อร่างกายด้วย ไม่เฉพาะต่อชีวิตเท่านั้น เช่น ถ้าให้การรักษาไม่ทันเวลาอาจทำให้ต้องถูกตัดแขน ตัดขา เป็นต้น แพทย์จึงจำเป็นต้องดำเนินการทางการแพทย์ รวมถึงการที่จะต้องรีบตรวจทางห้องปฏิบัติการด้วย


ตัวอย่างที่เหลือจากการตรวจทางห้องปฏิบัติการ

การจัดการเก็บตัวอย่างที่เหลือ (remained samples and residual) ในมุมมองทางนิติเวชศาสตร์ (medico-legal aspect) จะสนใจในเรื่องต่อไปนี้

1. การทิ้งหรือกำจัดตัวอย่างที่เหลือ
ทำได้ถูกต้องตามหลักสาธารณสุขเพื่อป้องกันมิให้เกิดการติดเชื้อหรืออันตรายจากตัวอย่างที่ทิ้งนั้น ทั้งนี้เพราะอาจเข้าข่ายกรณีจงใจทำให้ผู้อื่นเสียหาย และเป็นการละเมิดต่อผู้อื่นได้ เช่น ดำเนินการถูกต้องตามพระราชบัญญัติสาธารณสุข พ.ศ.2535 พระราชบัญญัติส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 หรือไม่

2. มีการนำตัวอย่างที่เหลือไปใช้ต่อ
เป็นการนำมาใช้ประโยชน์ต่อ เช่น
2.1 นำไปใช้ในการตรวจเพิ่มเติมอย่างอื่นที่ผู้ป่วยยังมิทราบ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการทางการแพทย์
2.2 ใช้ในการวิจัยอย่างอื่น
ซึ่งอาจทำให้เกิดกรณี

ก. ทำให้ผู้เป็นเจ้าของตัวอย่างนั้นเสียหาย เช่น นำไปตรวจแล้วทำให้ผู้อื่นทราบว่าผู้ป่วยเป็นโรคอะไร ซึ่งอาจเป็นที่รังเกียจของสังคมและที่ทำงานได้
ข. โดยไม่ได้รับความยินยอมตามที่มีกฎหมายคุ้มครองอยู่
เช่น ในเรื่องสิทธิผู้ป่วย กรณีนี้แม้ว่าผู้ป่วยจะไม่เกิดความเสียหาย แต่ก็อาจเข้าข่ายเป็นการนำตัวอย่างที่เหลือนั้นไปใช้ในทางที่มิชอบ
3. ระยะเวลาที่ต้องเก็บตัวอย่าง
ตัวอย่างในการตรวจถือว่าเป็นพยานวัตถุประเภทหนึ่ง ซึ่งสมควรจะเก็บไว้นานเพียงใดนั้นอาจดูได้ จากประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 และ 96 ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีอายุความในทางคดีที่ยาวที่สุด 20 ปี จึงน่าจะเก็บไว้ 20 ปีถ้าทำได้ เรื่องนี้ผู้เขียนก็ได้เคยเขียนไว้แล้วรวมทั้งหลักกฎหมายด้วย สำหรับวิธีการเก็บพยานหลักฐานไว้ให้ได้นานๆ ว่ามีวิธีการเก็บเช่นใดผู้เขียนก็ได้เคยเขียนไว้แล้วเช่นเดียวกัน


สรุป

ตัวอย่างเพื่อส่งการตรวจทางห้องปฏิบัติการนับว่ามีความสำคัญในการดำเนินการทางการแพทย์อย่างมาก ซึ่งแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ให้ความสนใจอยู่แล้ว แต่แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์อาจมิได้สนใจ ในอีกมุมมองหนึ่งของตัวอย่างที่นำมาตรวจ คือมุมมองด้านนิติเวชศาสตร์ (medicallegal or forensic aspect) ซึ่งนับว่ามีความสำคัญไม่น้อย และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่านสมควรให้ความสนใจในยุคที่สิทธิเสรีภาพ และสิทธิผู้ป่วยกำลังเฟื่องฟูเช่นในปัจจุบัน


เอกสารอ้างอิง
1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540. ราชกิจจานุเบกษา 2540; 114(55ก), 11 ตุลาคม 2540: 1-99.
2. วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์. การเก็บตัวอย่างเพื่อพยานหลักฐานในภายหน้าในขณะที่แพทย์ทำการชันสูตรพลิกศพ. สารศิริราช 2538; 47: 772-776.
3. วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์. พยานหลักฐานทางการแพทย์. สารศิริราช 2541; 50: 157-166.
4. วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์. การจัดการเกี่ยวกับพยานหลักฐานในหน่วยอุบัติเหตุ. วารสารอุบัติเหตุ 2542; 18: 25-42.
5. วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์, จันทรพิมพ์ เจียมพงศ์พันธุ์, อัจฉรา อิ่มน้อย. ผู้ป่วยอุบัติเหตุกับผู้ป่วยคดี. วารสารอุบัติเหตุ 2541; 17: 52-62.
6. วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์, จันทรพิมพ์ เจียมพงศ์พันธุ์. ปัญหาการเจาะเลือดเพื่อพยานหลักฐานจากผู้ป่วย ณ หน่วยอุบัติเหตุ. วารสารอุบัติเหตุ 2543; 19: 99-112.
7. ดาราวรรณ ใจคำป้อ. การแสวงหาหลักฐานจากร่างกายผู้ต้องหา. วิทยานิพนธ์ในหลักสูตรนิติเวชศาสตร์ มหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2534.
8. วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์. กฎหมายความยินยอมในทางการแพทย์. ใน : แพทย์กับกฎหมายพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง. กรุงเทพมหานคร. ศุภวนิชการพิมพ์, 2544: 53-68.
9. สุชาติ จิวชาติ. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณษความอาญา. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์จรัญสนิทวงศ์, 2524.
10. วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์, จันทรพิมพ์ เจียมพงศ์พันธุ์. การตรวจหาสภาวะการติดเชื้อเอชไอวีในผู้ป่วยสมควรกระทำหรือไม่และทำได้เพียงใด. วารสารอุบัติเหตุ 2542; 18: 5-18.
11. นคร พจนนวรพงษ์, พลประสิทธิ ฤทธิ์รักษา. ประมวลกฎหมายอาญา.กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์กิจเจริญ, 2538.
12. นคร พจนนวรพงษ์, พลประสิทธิ ฤทธิ์รักษา. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1-6. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์กิจเจริญ, 2538.
13. วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์, จันทรพิมพ์ เจียมพงศ์พันธุ์. ความยินยอมในทางการแพทย์. วารสารอุบัติเหตุ 2541: 34-46.
14. ณรงค์ สิงห์ประเสริฐ. หลักเกณฑ์ในการวินิจฉัยบาดแผลที่เป็นอันตรายแก่กาย. วารสารนิติวิทยาศาสตร์ 2527; 12: 1-25.
15. จิตติ ติงศภัทิย์. คำอธิบายประมวลกฎหมายแห่งและพาณิชย์ว่าด้วยบุคคล. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2522: 49.
16. พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 และคำประกาศสิทธิผู้ป่วย. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์เรือนแก้วการพิมพ์, 2542.
17. จิตติ ติงศภัทิย์. คำอธิบายประมวลกฎหมายอาญา ภาค 1 ตอน 2 (แก้ไขเพิ่มเติม พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพมหานคร: บพิธการพิมพ์, 2521: 690-691.
18. ยิ่งศักดิ์ กฤษณจินดา. กฎหมายลักษณะพยาน. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์, 2524: 36-37.
19. อนันต์ จันทรโอภากร. กฎหมายลักษณะพยาน. กรุงเทพมหานคร: ธีรานุสรณ์การพิมพ์, 2525: 4.

(update 3 สิงหาคม 2002)
[ ที่มา...สารศิริราช ปีที่ 53 ฉบับที่ 7 กรกฎาคม 2544]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600