ลูกสาวคุยกับผู้ชายหน้าบ้าน

ลูกสาวคนที่ 2 ของดิฉัน อายุ 15 ปี เรียนอยู่ม.4 ปกติ จันทร์-อาทิตย์เรียนพิเศษ กลับถึงบ้าน 6 โมงเย็นทุกวัน
มาสองสัปดาห์นี้มีเพื่อนผู้ชายมาหา และดิฉันขึ้นข้างบนแล้ว จนคุณพ่อบอกว่า ลูกสาวยืนคุยกับเพื่อนผู้ชายหน้าบ้าน ดิฉันจึงลงไปเรียกทั้ง 2 คนให้เข้ามาคุยในบ้าน แต่ไม่ได้ดุหรือด่านะคะ พูดดีๆ บอกว่า ถ้าเพื่อนมาคุยให้เข้ามาในบ้านเลย ถ้าอยู่นอกบ้าน คนอื่นผ่านไปผ่านมาจะไม่ดี เราเป็นผู้หญิง
ต่อจากนั้น เวลา 1 ทุ่มครึ่ง-2 ทุ่ม จะมาคุยที่บ้าน แต่เวลาคุยกัน ดิฉัน สามี พี่ชาย อยู่ข้างบนแล้ว มีแต่ลูกสาวกับเพื่อนอยู่ 2 คน และหลังบ้านมีน้องสาวแฟนดู TV. คุณคิดว่าดิฉันทำถูกต้องหรือเปล่า ที่ให้เขามาคุยในบ้านและคุยกัน 2 คน เพราะถ้าดิฉันอยู่ข้างล่าง กลัวว่าแกจะคุยไม่สะดวก

หลังจากมาวันแรก ดิฉันอธิบายว่าตอนนี้เรียนหนังสืออยู่ให้ตั้งใจเรียน จะคุยกันไม่เป็นไร แต่ให้เตือนเพื่อนกลับไปบ้าง คุยกันไม่เกิน 3 ทุ่ม และถ้าจะไปไหนก็ต้องมาบอกคุณแม่ก่อน เพราะดิฉันคิดว่า การที่เขาคุยกันในบ้านยังดีกว่าลูกสาวจะไปยืนคุยกัน และดิฉันเคยผ่านประสบการณ์อย่างนี้ คิดว่าคุยกันไม่ได้ทำอะไรเสียหาย
หรือคุณจะแนะนำอะไรได้บ้างค่ะ

คุณแม่ลูกสอง (เจ้าเก่า)


ดิฉันเห็นใจคุณแม่ที่มีลูกเป็นวัยรุ่นที่สุด เพราะคุณแม่มักอึดอัด ไม่กล้าที่จะทำอะไรบุ่มบ่าม เนื่องจากวัยรุ่นเป็นวัยที่เปราะบางและคิดมาก เขาพร้อมที่จะเข้าใจอะไรผิดได้ตลอดเวลา ซึ่งจะส่งผลไปถึงการกระทำของเขาด้วย
เด็กสมัยนี้มีแฟนกันเร็วจริงๆ นะคะ สังคมสมัยนี้เปลี่ยนไปมากแล้วค่ะ โลกของเด็กผู้หญิงและโลกของเด็กผู้ชายกลายเป็นโลกเดียวกัน คำว่า เพื่อนต่างเพศ ดูจะไม่มีความรุนแรงเหมือนรุ่นเราๆ นะคะ การมีแฟนกลายเป็นเรื่องธรรมดา และอาจกลายเป็นจำเป็นด้วยซ้ำไป ไม่งั้นผิดปกติ การไปไหนมาไหนด้วยกัน การจับมือถือแขน ไม่ใช่เรื่องต้องห้ามอีกเลย

ลูกสาวคุณแม่อายุเพียง 15 ปี เพิ่งพ้นเด็กหญิงมาหมาดๆ คุณแม่คงตกใจใช่ไหมคะ ที่อยู่ๆ ก็เห็นลูกพาผู้ชายมาบ้าน ดิฉันว่าตัวน้องเขาเองก็คงตกใจไม่แพ้คุณแม่หรอกค่ะ ที่อยู่ๆ ก็เริ่มมีผู้ชายมาสนใจ แต่ดิฉันก็คิดว่า น้องเขาคงยังไม่ได้คิดอะไรเลยเถิดและยังคงดูแลตัวเองอยู่ การที่เขาดึงผู้ชายมาถึงบ้าน ถือว่าเขายังต้องการที่พึ่งพิง ต้องการคนช่วยปกป้องและดูแล

ดิฉันเห็นด้วยนะคะ ที่คุณแม่ยอมรับ เพื่อนชายของลูกสาวเข้าบ้าน เพราะนั่นคือการกำหนดพื้นที่ให้เขาอยู่ในสายตาของพ่อแม่ และแสดงออกว่าเราไม่ได้รังเกียจรังงอนกับการเติบโตของลูก
แต่ดิฉันยังอยากให้คุณแม่อยู่ข้างล่างด้วยค่ะ

ดิฉันอยากให้คุณแม่เข้ามาร่วมอยู่ในการสนทนาของหนุ่มสาวด้วย คุณแม่จะได้ทำความรู้จักหนุ่มคนนั้นได้มากขึ้น เช่น เป็นใคร มาจากไหน ลูกเต้าเหล่าใคร เรียนอะไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เคยทำอะไรมาแล้วบ้าง และอะไรอีกมากมาย

แต่การถามคำถามเหล่านี้ ไม่ใช่ว่าจะตั้งโต๊ะสัมภาษณ์ซักประวัติกันเลยนะคะ คุณแม่ต้องค่อยๆ เลียบเคียงถามไปเรื่อยๆ ถามอย่างสนใจในตัวเขา ถามอย่างยิ้มแย้ม อบอุ่น คุณแม่ต้องแสดงให้เขา และลูกสาวคุณแม่เองเห็นว่า คุณแม่เป็น ผู้ใหญ่ใจดี เข้าใจวัยรุ่น

อย่าพยายามทำตัวเป็นคุณแม่หวงลูกสาว ตาดุ เสียงเข้ม ห้ามแสดงกิริยาให้รู้สึกว่า มาทำไม ไร้สาระ เสียเวลา กลับๆ ไปซะที ไม่งั้นแล้ว ต่อๆ ไปทั้งสองคนก็จะพยายามไปพบปะพูดคุยกันที่อื่น คราวนี้คุณแม่จะยิ่งแย่ค่ะ เพราะเราจะตามไม่ได้เลยว่าไปไหนทำอะไร

การเข้ามาร่วมพูดคุย ไม่ได้แปลว่าคุณแม่มาคอยกันท่านะคะ แต่เป็นการแสดงออกถึงการต้อนรับ ลูกสาวจะมีความสุขมากขึ้นเสียด้วยซ้ำไป คำสนทนาของคุณแม่กับชายหนุ่มอาจเป็นการช่วยให้ลูกสาว ได้รู้จักหนุ่มมากขึ้น บางสิ่งบางอย่างเขาอาจจะไม่กล้าถามกัน แต่เราเป็นผู้ใหญ่เราถามได้นี่คะ ถามเลยไปถึงความคิดของเขา จะได้รู้ว่า มีสมอง ไหม ถามเลยไปถึงชีวิตของเขา จะได้รู้ถึงแนวการใช้ชีวิตและอุปนิสัย อาจถามเลยไปถึงข่าวคราวการบ้านการเมือง จะได้รู้ว่าหนุ่มคนนี้ มีอนาคต หรือไม่

การที่คุณแม่อยู่กับหนุ่มสาวข้างล่าง ก็ไม่ใช่ว่าจะต้องนั่งอยู่กับเขาตลอดเวลานะคะ แต่ขอให้คุณแม่ดูตามความเหมาะสม สนทนาสักพักแล้วค่อยบอกว่า "ตามสบายนะลูก แม่ขอไปล้างจานก่อน" แล้วคุณแม่ก็ทำกิจวัตรของคุณแม่อยู่ข้างล่างนั่นแหละค่ะ เอาน้ำ เอาขนมมาให้บ้าง ให้รู้ว่า แม่ยังคอยดูแลลูกอยู่ห่างๆ นะ ดิฉันคิดว่าลูกสาวจะไม่รู้สึกอึดอัดหรอกค่ะ เพราะแม่ก็ยังปล่อยให้เขาอยู่กันตามลำพังบ้างเหมือนกัน

การที่คุณแม่หลบฉากหายขึ้นข้างบนไปเลยนี่สิคะ ดิฉันเป็นห่วง เป็นการเปิดโอกาสให้ลูกมาไปนะคะ ถึงคุณแม่จะเป็นคุณแม่ทันสมัยก็เถอะ แต่ลูกสาวก็ยังเด็กมากนะคะ ยังไงก็ต้องอยู่ในสายตาพ่อแม่ ยังไงก็ต้องช่วยดู ช่วยพิจารณา

บางวัน คุณแม่อาจเชิญเขามาทานข้าวที่บ้านบ้างก็ได้นะคะ เพื่อให้ครอบครัวของเราทุกคนได้รู้จักเขา ช่วยกันดูหลายๆ ตาจะดีมาก ดิฉันคิดว่า ถ้าเราเปิดใจต้อนรับเขามากขึ้น หนุ่มคนนี้จะเริ่มชั่งใจตัวเองแล้วล่ะค่ะว่า เขาคิด แค่ไหน กับลูกสาวคุณแม่

บางทีเขาอาจแค่อยากรู้จัก แค่อยากเป็นเพื่อนเฉยๆ ก็พอแล้ว บางทีเขาก็ไม่อยากสนิทสนมมากเกินไป เขาจะค่อยๆ หายไปเอง แต่สำหรับหนุ่มบางคนที่มีใจบริสุทธิ์ เขาจะดีใจมากๆ กับการต้อนรับของเรา จะรักและเกิดความเกรงใจผู้ใหญ่ ถ้าจะคิดทำอะไรเลยเถิด เขาจะยับยั้งเอาไว้ นั่นคือผลดีกับลูกสาวเราค่ะ

ดิฉันดีใจที่คุณแม่คุยตรงๆ กับลูกสาว การอ้อมแอ้ม อ้อมค้อม วัยรุ่นไม่เข้าใจหรอกค่ะ แต่การพูดคุยทั้งหลาย คุณแม่ต้องตั้งสติ และระมัดระวังทุกคำพูด และทุกความรู้สึกนะคะ วัยรุ่นเปราะบางจริงๆ ค่ะ เราต้องทำให้ลูกเข้าใจในทางบวก ให้ลูกรู้ว่า แม่รักและเป็นห่วง แต่แม่ก็เข้าใจการกระทำของลูกเสมอ ถ้าเป็นเช่นนี้ ลูกจะคิดดี และทำดี ทั้งต่อหน้าและลับหลัง

การแสดงออกที่เป็นลบ ทั้งท่าทาง และคำพูด จะไม่ทำให้ลูกเข้าใจพ่อแม่เลยค่ะ และไม่มีทางที่เขาจะยินดีทำตามคำบอกของเรา ดีไม่ดีอาจตัดสินใจทำอะไรบางอย่างที่เราไม่เห็นด้วย เพื่อเป็นการประชด

ถ้าคุณอยากให้ลูกทำอะไร คุณต้องให้เขายินดีที่จะทำด้วยตัวเองค่ะ
ดิฉันออกจะเป็นห่วงอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่คุณแม่ไม่ได้ถาม แต่ดิฉันมองเห็น
คุณแม่บอกว่า ลูกเรียนพิเศษทุกวันถึง 6 โมงเย็น วันเสาร์อาทิตย์ก็เรียนถึง 6 โมงเย็นเช่นกัน ดิฉันรู้สึกว่า เรียนมากเกินไปนะคะ

ช่วงมัธยมปลายเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อก็จริง แต่คนเราต้องมีการพักผ่อนทั้งร่างกายและสมองค่ะ กรุณาอย่า อัด วิชาความรู้จนล้น กรุณาอย่าตั้งเป้าที่สูงสุดในการเรียน ดิฉันคิดว่า คนเราจะทำอะไรได้ดีต้องมีร่างกายที่สมบูรณ์ ต้องมีสมองที่ปลอดโปร่ง และต้องมีสติรู้คิด

ญาติของดิฉันคนหนึ่ง มีศักดิ์เป็นพี่ชายดิฉัน เขาเรียนเก่งมาก ยิ่งเก่งก็ยิ่งคร่ำเคร่ง ทุกคนก็ยิ่งคาดหวังแต่แล้ววันหนึ่ง เมื่อทุกอย่างมันอัดแน่นอยู่ในหัวจนมันแกะไม่ออก สมองเข้าสู่ภาวะ บล็อก คืออยู่ๆ ก็คิดอะไรไม่ออก ทุกอย่างมันอันตรธานหายไปหมด เขาอับอาย และรับไม่ได้กับความผิดหวังและความล้มเหลว ในที่สุดก็เกิดเรื่อง เขาตัดสินใจจบชีวิตตัวเองด้วยมีดโกน

เรื่องนี้อาจเศร้าเกินไป และคุณแม่อาจบอกว่า คุณแม่ไม่ได้เคร่งกับลูกสาวมากขนาดนั้น แต่ดิฉันขอให้คุณแม่ลองหันกลับไปมองชีวิตของลูกสาวอย่างจริงจังได้ไหมค่ะ ดูซิว่า ลูกมีเวลาดูหนังบ้างไหม มีเวลาไปเดินช้อปปิ้ง มีเวลาเที่ยวสนุกตามประสาสาวๆ บ้างหรือไม่ และต้องดูว่าลูกเครียดหรือไม่

ความเครียดแสดงออกได้หลายรูปแบบค่ะ ลูกกำลังพยายามแก้ความเครียดของตัวเอง ด้วยการหาประสบการณ์ใหม่จากการคบเพื่อนต่างเพศหรือไม่
ดิฉันบอกแต่แรกนะคะว่า เห็นใจ พ่อแม่ของวัยรุ่นจริงๆ แต่การกระทำที่ถูกต้องของเรา จะมีผลกระทบโดยตรงกับลูกเสมอค่ะ

ยินดีที่ได้ตอบคำถามของคุณแม่ลูกสองนะคะ ดิฉันบังเอิญมีหลานที่อยู่ในวัยรุ่น และกำลังมีแฟนแบบนี้แหละค่ะ พอตอบคุณแม่เสร็จแล้ว ก็ต้องรีบปฏิบัติตัวเอง แบบเดียวกับที่แนะนำไปเหมือนกันค่ะ
ขอให้เราทั้งคู่โชคดีนะคะ

ผุสชา โทณะวณิก




(update 14 ธันวาคม 2002)
[ ที่มา.. life & family   ปีที่ 6 ฉบับที่ 67 ตุลาคม 2544 ]



[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600