จะเอนท์อะไรดี เครียดจัง

ลูกสาวจะ ENT ในปี 2546 ตอนนี้เรียนอยู่ม.5 เทอม 2 แล้ว คงจะ ENT รอบแรกเดือนตุลาคม 46 มีปัญหาคือลูกสาวเรียนได้ที่ 1 ของห้องตลอด ชอบเรียน ฟิสิกส์ คณิค อังกฤษ อาจารย์ที่สอนพิเศษ เพื่อนๆ และพี่ชาย มีแต่บอกว่าควรจะเรียนหมอ หรือ เภสัช หรือ ทันตฯ อย่างน้อยก็ควรจะเรียนวิทย์คอมฯ อะไรปานนั้น แต่ลูกสาวไม่ชอบเรียนเลย
ดิฉันไม่ได้บังคับเรื่องเรียน ก็บอกอยู่ว่าถ้าลูกไม่ชอบเรียนพวกนี้ก็ไม่เป็นไร เลือกเรียนที่ตัวเองชอบ ปรากฏว่าตัวเองก็ไม่รู้ว่าจะเรียนอะไร เพราะถ้าอยู่ ม.ปลาย มีวิชาที่เรียนแน่นอนก็เรียนได้ พอดีที่บ้านทำธุรกิจค้าขาย ดิฉันก็เลยแนะว่างั้นลูกควรดูคณะวิทยาการจัดการ เลือกเรียนการตลาดก็ได้ ลูกก็เลยตกลงเรียน โดยปิดเทอมลงติววิชาสังคม ภาษาไทย เพิ่มซึ่งเป็นวิชาที่แกไม่ชอบ แต่ลูกบอกว่าคิดว่าทำได้

ตอนนี้กำลังมีปัญหา คือน้องสาวของดิฉันโทร.มาคุยกับหลาน บอกให้เลือกเรียนจุฬา บัญชีก็ได้ เพราะหลานเก่ง เลข ฟิสิกส์ เพราะถ้าเรียนวิทยาการจัดการแล้วดูไม่ดี (เหมือนไม่เท่ ไม่สมฐานะ ไม่สมเกรดที่ตัวเองเรียนมา) น้าสาวบอกอย่างลูกดิฉันต้องเรียนที่เกรดมันดีกว่านี้ ลูกก็เสียใจว่าทำไมต้องเป็นอย่างนี้ ดิฉันเลยแนะนำว่าไม่ต้องไปวิตกกังวล ในเมื่อลูกตัดสินใจเรียนวิทยาการจัดการก็เรียนไป จบแล้วต่อโทอีกก็ไม่เป็นไร หรือเรียนให้ได้เกียรตินิยมก็ดี (ไม่รู้ว่าคนที่เรียนวิทยายาการจัดการควรจะโกรธ หรือเปล่าที่น้าสาวพูดแบบนั้น) น้าสาวบอกว่าคนที่เรียนวิทยาการจัดการ ส่วนมากเป็นคนที่เรียนไม่ดีและคณะไม่ดี

อาจารย์ช่วยแนะนำเกี่ยวกับคณะวิทยาการจัดการให้ด้วยค่ะ

หมายเหตุ - ช่วยแนะนำด้วยว่าจะให้ลูกหายเครียดได้อย่างไร เพราะช่วงนี้อ่านหนังสือไปร้องไห้ไป บอกว่ากลัว ENT ไม่คิด เพราะเพื่อนๆ มีแต่บอกว่าต้อง ENT ติดแน่ๆ

คุณแม่ลูกสอง


หากจะตอบคำถามคุณแม่ลูกสองด้วยทฤษฎี ดิฉันคงต้องตอบว่า ขอให้ลูกเลือกเรียนในสิ่งที่ชอบ การเรียนวิทยาการจัดการก็สามารถประสบความสำเร็จได้ แม้ว่าในสายตาของคนรอบข้าง อาทิเช่นน้าสาวจะให้ความเห็นว่า คณะนี้ไม่คู่ควรกับเด็กเรียนดีของเราคนนี้ก็ตาม
แต่เมื่อพิจารณาองค์ประกอบที่จำเป็นต้องให้ความสำคัญในทาง "ปฏิบัติ" แล้ว ดิฉันมองเห็นความรู้สึกคลุมเครือไม่ชัดเจนที่ลูกสาวมีต่อตนเอง แม้ว่าจะบอกได้ว่าชอบ วิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และทำคะแนนได้เป็นที่ 1 รวมทั้งรู้ว่าไม่อยากเรียนสายวิทยาศาสตร์สุขภาพหรือคอมพิวเตอร์ แต่ยังไม่สามารถบอกความต้องการว่าพึงพอใจต่อการประกอบอาชีพใดในอนาคต ความลังเลนี้ไม่ใช่ความผิดและไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับเด็กที่ "เก่งทุกวิชา" และรับผิดชอบได้ทุกวิชา อย่างไรก็ตาม เราอาจต้องพยายามคลี่คลายสาเหตุของความลังเลเท่าที่เราสามารถทำได้ค่ะ

สิ่งที่ดิฉันตั้งข้อสังเกตไว้ประการหนึ่งและอยากเสนอให้คุณแม่ลองทบทวนร่วมกับลูกสาวอีกครั้ง คือการที่ลูกสาวไม่ชอบวิชาสังคม-ภาษาไทย แต่ลูกสาวกลับเลือกเรียนวิทยาการจัดการ ทั้งที่วิชาเหล่านี้มีความหมายในการเลือกคณะนี้ ทำให้การเลือกนี้ออกจะดูแปลก และขัดแย้งกับสิ่งที่ลูกสาวชอบอย่างค่อนข้างชัดเจน ดิฉันข้องใจว่าเป็นไปได้หรือไม่ ที่การเลือกนี้อาจเกิดจากอิทธิพลการแนะนำของคุณแม่ที่ลูกสาวแสนดีพร้อมที่จะทำตามอยู่แล้ว และด้วยเหตุนี้ ความตั้งใจจึงกำลังถูกทำให้ไหวหวั่นได้อย่างง่ายดายจากการทักท้วงของน้าสาว เพราะพื้นฐานลึกๆ ที่ไม่ได้เกิดจากความพึงพอใจในคณะนี้อย่างแท้จริง

หากเป็นไปตามข้อสังเกตข้อนี้แล้ว คุณแม่กับลูกสาวคงมองเห็นทางออกแล้วว่า คณะวิทยาการจัดการอาจไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสมตามความถนัดของลูกสาว

ดิฉันเชื่อว่า การเลือกสอบในวิชาที่ลูกสาวถนัดเอนทรานซ์ครั้งนี้ เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ จะทำให้ลูกสาวทำข้อสอบได้อย่างมั่นใจและมีความสุข การเลือกคณะควรเลือกคณะที่อาศัยวิชาเหล่านี้เป็นหลัก เพราะจะนำไปสู่การเรียนวิชาที่ตนเองสนใจ และถนัดได้อย่างสบายต่อไป คณะที่เน้นวิชากลุ่มนี้ตั้งแต่การสอบคัดเลือกยังมีให้พิจารณาได้อีกมากมาย นอกเหนือจากกลุ่มแพทย์ ทันตแพทย์ ฯลฯ วิชาที่ลูกสาวอาจลองพิจารณาเป็นพิเศษ รวมถึงวิชาที่ "กว้าง" และสามารถเป็นฐานให้ลูกสาวเรียนรู้ความถนัดทางวิชาชีพของตนเพิ่มขึ้นในอนาคต เช่น คณะวิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ฯลฯ หรือแม้แต่บัญชี ดิฉันเชื่อมั่นว่าด้วยความสามารถที่ลูกสาวมีอยู่ จะมีโอกาสคว้าเกียรตินิยมจากคณะใดๆ ที่เลือกเรียนได้ทั้งสิ้น และดิฉันเห็นด้วยกับแนวคิดของคุณแม่ ที่ยังมองโอกาสในการเลือกเรียนต่อปริญญาโท เอก เมื่อรู้จักความถนัดของตนเพิ่มขึ้นเป็นอีกทางเลือก เพื่อให้มีความรู้และประสบการณ์ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการทำหน้าที่ในสังคมยิ่งขึ้นต่อไป

โดยสรุป ดิฉันอยากขอให้คุณแม่และลูกสาวได้ร่วมกันพิจารณาคณะที่เป็นพื้นฐาน "กว้างๆ" สำหรับความชอบในวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และวิชาอื่นๆ ที่ลูกสาวสนุกในการเรียน พร้อมทั้งไม่ลืมว่าเอนทรานซ์ครั้งนี้เป็นเพียงบันไดขั้นต้นๆ ของชีวิตในการก้าวไปสู่ความสำเร็จในภายภาคหน้า การมองเห็นปลายทางที่ชัดเจนเป็นสิ่งเอื้อให้ง่ายต่อความสำเร็จยิ่งขึ้น แต่หากยังไม่มั่นใจ เราอาจใช้แต่ละย่างก้าวของบันไดในการ "เข้าใกล้" จุดหมาย ที่อาจมองเห็นได้ง่ายกว่าในระยะต่อมาค่ะ

การช่วยให้ลูกหายเครียดคงเป็นไปไม่ได้ แต่คุณแม่จะช่วยผ่อนคลายความกังวลของลูกได้แน่นอนค่ะ โดยหลักการคือ การที่แม่จะชื่นชมใน "ความพยายาม" และการมีแรงจูงใจที่จะทำความดีของลูกในครั้งนี้ หรือแม้แต่ในความสำเร็จอื่นๆ ที่ผ่านมา รับฟังความรู้สึกกดดันจากความคาดหวังในตนเองที่ลูกมี ถ้อยคำแสดงความเข้าใจและให้กำลังใจจะเป็นยาเพิ่มกำลังที่มีความหมายสำหรับลูก เช่น

"หากใครอยู่ในสถานการณ์แบบลูก ก็คงรู้สึกเครียดแน่ๆ ยิ่งมีเพื่อนคอยย้ำให้ลูกรู้สึกว่าตัวเองไม่พลาด ลูกคงยิ่งกังวลหนัก อยากบอกอยากบ่นอยากให้คุณแม่ช่วยอะไรก็บอกได้นะ…"
"ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง แต่การที่แม่มีลูกเพียรพยายามเต็มที่นี่ก็เป็นความสุข ความภูมิใจที่สุดของแม่แล้ว ขอให้หนูชื่นชมและดูแลตัวเองด้วยนะ… อีกไม่กี่วันเราก็จะผ่านช่วงเวลาตึงเครียดของหนูเสียที.."

การที่คุณแม่จะจัดหาขนมนมเนย เทปเพลงไพเราะหรือเครื่องผ่อนคลายความเครียดอื่นๆ รวมถึงการชักชวนไปกินข้าวนอกบ้าน ดูหนัง เล่นกีฬา ช็อปปิ้ง ก็อาจช่วยลดบรรยากาศตึงเครียดลงได้บ้าง แต่คงต้องเปิดโอกาสให้ลูกมีส่วนเลือกและร่วมแสดงความคิดเห็นต่อความพร้อมในการทำกิจกรรมเหล่านั้น อย่าบังคับให้ลูกต้องพักตามความรู้สึกของพ่อแม่ เพราะนั่นจะเป็นการเติมความเครียดจากการจัดการสถานการณ์ให้แก่ลูกอีก

การเผชิญ และผ่านพ้นความเครียดเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ลูกกำลังเรียนรู้ แม้จะรักจะห่วงใย แต่คุณแม่ต้องมีสติ ไม่ปล่อยให้ตัวเองพลอยเครียดหนักไปกับลูก เพราะคนที่เครียดสองคน คงไม่สามารถช่วยเหลือกันเองได้ดีนักดอกค่ะ ในเวลานี้ การรู้จักผ่อนคลายของคุณแม่จะเป็นสิ่งแวดล้อมที่ดี ในการประคับประคองจิตใจที่หนักอึ้งของลูก

พ.ญ.อัมพร เบญจผลพิทักษ์




(update 2 ตุลาคม 2003)
[ ที่มา.. life & family   ปีที่ 8 ฉบับที่ 86 พฤษภาคม 2546 ]



[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600