|
|
|
อยากเข้าวงการบันเทิง
ถ้าอยากให้ลูกได้เข้าไปอยู่ในวงการบันเทิง จะร้อง จะเต้น จะเล่นละคร อะไรก็ตาม
ควรจะเริ่มต้นตรงไหน ในช่วงอายุเท่าไหร่ และเด็กๆ ที่อยู่ตรงนี้มีโอกาสได้เจอสิ่งที่ดี
และไม่ดีอะไรบ้าง มีความเสี่ยงในเรื่องอะไรบ้างไหม
กรุณาชี้แนะ ข้อดี ข้อด้อย ของการเข้าไปอยู่ตรงนั้นด้วย จะขอบคุณมาก
ธีรนาถ
|
|
ผมเคยตอบจดหมายของผู้ปกครองในทำนองแบบนี้มาครั้งหนึ่ง จำไม่ได้เหมือนกันว่าฉบับไหน
ซึ่งพอมาวันนี้ ผมก็ขอยืนยันคำตอบเดียวกันดังเดิมครับ
เด็กนะครับ เด็กธรรมดานี่ ตั้งแต่ทารก มีกิน มีเอานิ้วใส่ปาก มีเล่นของเล่น เข้าอนุบาล
หัดพูด เริ่มรู้จักคนอื่นนอกจากพ่อแม่ มันก็มีวิวัฒนาการนะครับ บางคนช้า บางคนเร็ว
ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าควรจะเร็วช้าขนาดไหน บางทีพี่ๆ นักวิชาการเขาก็พยายามกำหนดช่วงเวลาอายุนั้น
จะเป็นอย่างนี้ อายุนี้จะเป็นอย่างนั้น ก็เป็นไม้บรรทัดหลักเท่านั้นเอง แต่ไม่ได้หมายความว่า
ถ้าผิดจากนี้ จะเป็นเรื่องปกติจนต้องกังวล
|
|
พูดไปก็หาว่าผมเกเรนะครับ ผมมีเพื่อนที่เป็นพ่อแม่เยอะมากอยู่ มีลูกก็เยอะอยู่ ต้องปรึกษาหมอ
นักวิชาการยามเกิดปัญหาก็เยอะอยู่ แต่ผมว่าทุกหน่วยเหล่านั้นมีทั้งส่วนถูกส่วนผิดได้หมดเลย
ที่พูดมา เพราะผมค่อนข้างติดใจคำถามที่ว่า ถ้าจะเข้าวงการบันเทิง ควรเริ่มต้นตรงไหน
อายุเท่าไหร่ นี่แหละ ผมรู้สึกว่าคุณก็ติดวิชาการไปนิดหนึ่ง ซึ่งผมก็อยากจะบอกว่า
คนที่จะตอบได้มีอยู่สองหน่วยเท่านั้น คือ ลูกของคุณ ซึ่งแสดงออกอย่างไม่มีวิชาการ
มีแต่ธรรมชาติอย่างเดียว กับคุณพ่อคุณแม่เองซึ่งเอาใจใส่ดูแลและมองเห็นลูกเป็นสิ่งมีชีวิต
ที่มีธรรมชาติของเขา
วงการบันเทิงสำหรับเด็กนี่ มีทั้งข้อดีข้อเสีย ก็เป็นธรรมดาสำหรับสรรพสิ่งนะครับ
อย่าว่าแต่เด็กเลย ผู้ใหญ่เองถ้าจัดสมดุลไม่ดี ก็เสียศูนย์มานักต่อนัก เพราะวงการนี้มันเต็มไปด้วยความหวือหวา
เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ฉาบฉวยตลอดเวลา
ดูเหมือนจะมีอยู่สองสาขาอาชีพเท่านั้นแหละครับ ที่สังคมยอมรับได้ว่า การให้เด็กทำงานนั้น
เป็นสิ่งที่น่าจะส่งเสริมได้ คือสาขากีฬา กับสาขาบันเทิง
กีฬาก็เห็นมีไม่กี่อย่าง ว่ายน้ำ ยิมนาสติก ส่วนสาขาบันเทิงนี่สิ มีให้เด็กๆ เข้ามาได้เยอะ
หนัง ละคร เพลง โฆษณา มายากล กายกรรม ฯลฯ ยังต้องการคนทุกวัย ตั้งแต่ทารก
ไปจนถึงวัยชรา
พูดให้ดูน่าตกใจหน่อยก็คือ ไม่ว่างานบันเทิง กีฬาที่ต้องใช้แรงงานเด็กมาทำงานนั้น
ผมว่าก็ไม่ได้แตกต่างจากแรงงานเด็กในสาขาอื่นๆ ไม่ว่าจะเย็บผ้า ทอเสื่อ ฟอกหนัง
หรืออะไรก็แล้วแต่ เพียงแต่ว่า แรงงานเด็กในสาขาอื่นๆ นั้นไม่ได้ดูหรูหราฟู่ฟ่า
ข้อดีของการมาทำงานใดๆ ก็ตาม ก็คือได้เงิน ได้ความชำนาญ ได้ความรู้
และประสบการณ์ในสาขานั้นๆ เด็กคนหนึ่งที่เล่นละครก็จะได้เงินและความรู้ในงาน
ไม่ต่างจากเด็กที่เย็บผ้าในโรงงาน เพียงแต่ว่าจำนวนเงินต่างกัน และยังแถมมีคำว่า
เชื่อเสียงอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งมันหมายถึงชื่อเสียงของนามสกุลของพ่อแม่ด้วย
ข้อเสียของการมาอยู่วงการบันเทิงสำหรับเด็กก็เหมือนกับงานอื่นๆ คือ
แทนที่เด็กจะได้ใช้เวลาว่างของเขากับจินตนาการของเขา ก็ต้องมารับผิดชอบเกินตัว
บางครั้งก็กินเวลาไปในเวลาเรียน อันเป็นหน้าที่เล็กๆ โดยตรงของเขา
คุณธีรนาถ อาจจะงงผมหน่อย ตรงที่ว่า ผมเป็นคนอยู่ในวงการบันเทิงแท้ๆ
แต่ทำท่าเหมือนยกมือค้านยังไงอยู่ ผมยกมือจริงๆ ครับ แต่ไม่ได้ค้าน เพียงแต่ให้ค่อยๆ
คิดในเรื่องนี้
ความพอดีครับชนะเลิศ ถ้ามีโอกาสให้ลูกได้ไปหาประสบการณ์กับวงการนี้บ้าง
ถ้าเขาสนุก ส่วนการได้ชื่อเสียงเงินทองขอให้เป็นผลพลอยได้ พ่อแม่ก็จะไม่เคี่ยวเข็ญลูกมากเกินไป
เด็กที่ต้องทำงานนี่เครียดนะครับ ต่อให้งานนั้นคือการเต้นไปเต้นมาก็เถอะ
ถ้าให้เต้นแล้วเต้นอีกตั้งแต่บ่ายสามโมงถึงสองทุ่ม ก็เครียดครับ
ที่ผมบอกแบบนี้ก็เพราะว่า ผมเห็นพ่อแม่ที่ภูมิใจพาลูกเข้าวงการมาหลายท่าน
พยายามมากที่จะให้ลูกเด่นกว่าคนอื่น เก่งกว่าคนอื่น กดดันลูกโดยที่ตัวเองไม่รู้ตัว
ผมเห็นทีไรก็สงสารเด็กน่ะครับ เด็กบางคนอดเป็นเด็ก ได้เล่นกับเพื่อน
วัยรุ่นบางคนอดเป็นวัยรุ่นที่ได้เข้ากลุ่มกับเพื่อนสนุกๆ เพราะทำงานในวงการนี้แหละครับ
คิดดูสิครับว่า เด็กที่ไม่ได้เล่น วัยรุ่นที่ไม่ได้สนุกกับเพื่อนๆ นั้น
ผิดธรรมชาติแค่ไหน ?
เอางี้นะครับ ผมว่าไปตามประสาผมนะ ถ้าผมมีลูกนะ ผมจะไม่ส่งเสริมให้เขาเข้ามาเกี่ยวข้อง
กับวงการนี้หรือวงการไหนๆ เลย อยากเห็นเขาเป็นเด็กธรรมดา ได้ประสบการณ์ตามประสาเด็กคนหนึ่งแค่นั้น
ยกเว้นเมื่อลูกเขาอยากทำในสิ่งที่แตกต่างออกไปจริงๆ เท่านั้น ผมก็จะส่งเสริมทีหลัง
ส่งเสริมเบาๆ ด้วยนะครับ
ผมมันตามใจลูกน่ะครับ ถ้ามันไม่ผิดศีลธรรมจรรยาและสามัญสำนึกใดๆ
เสียดายอย่างเดียว คือยังไม่มีลูกให้ตามใจสักที
นิติพงษ์ ห่อนาค |
|
|