|
|
|
โป๊ต่อหน้าลูก
ดิฉันมีลูกสาวคนโตวัย 5 เดือน ช่วงที่ดิฉันอาบน้ำเสร็จ นุ่งกระโจมอก ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า
ลูกจะมองดูเฉยๆ ไม่ถึงกับจ้องเขม็งหรือตั้งใจมอง อยากเรียนถามว่า เด็กจะเริ่มรู้จักอะไรเป็นอะไร
รู้จักอวัยวะ สรีระของคุณแม่เมื่ออายุเท่าไหร่และควรผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าต่อหน้าลูกได้หรือไม่ ได้ถึงกี่ขวบ
คุณแม่พอใจ
|
|
เด็กเล็กๆ พบเห็นอะไรก็เป็นสิ่งแปลกใหม่ที่เขาจะแสดงความสนใจและจ้องมองเสมอ
โดยที่ไม่ได้คิอะไรมากมายอย่างผู้ใหญ่ เรื่องที่น่าเป็นห่วงมากๆ เดี๋ยวนี้คือผู้ใหญ่คิดอย่างผู้ใหญ่แล้ว
เลยไปทึกทักเอาว่าเด็กจะคิดอย่างนั้นและรู้สึกอย่างนั้นด้วย ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายมาก
|
|
เด็กๆ ภายใน 1 ปีแรกจะสนใจสิ่งแวดล้อมและค่อยๆ เรียนรู้จดจำตามที่พบเห็น
แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการพบเห็นคือ ปฏิกิริยาท่าทีตอบสนองและปฏิสัมพันธ์ต่อกัน
มีคุณพ่อคุณแม่มากรายที่เปิดโทรทัศน์หรือวิดีโอให้ลูกดู เมื่อลูกจ้องก็มองก็ไปคิดว่า
ลูกชอบ ลูกสนใจ ที่จริงแล้วเด็กเล็กๆ จะมองจ้องทุกอย่างที่มีการเคลื่อนไหว มีแสง มีสี
และเขายังปรับการมองของเขาไม่ได้ดี ซึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายมากที่เขาเลือกไม่ได้ ช่วยตัวเองไม่ได้ว่า
สิ่งใดควรดู สิ่งใดไม่ควรดู แสงสีที่วาบๆ เขาก็ไม่สามารถหลบสายตาหรือปรับสายตาของเขาได้
เราจะเห็นเด็กจ้องมองอย่างนั้น ซึ่งอันตรายต่อสายต่อ ต่อร่างกาย และการรับรู้เรียนรู้ของเด็กทีเดียว
ลูกสาวของคุณอายุเพียง 5 เดือน ขณะที่คุณอาบน้ำเสร็จ นุ่งกระโจมอกผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้านั้น
เรามีการเคลื่อนไหว คุณอาจส่งเสียงพูดกับลูก ลูกจ้องมองเพราะเขาสนใจแม่ สิ่งที่เขาสนใจที่สุดคือใบหน้าของแม่
ฉะนั้นการเลี้ยงลูกจึงควรมีสีหน้าที่ยิ้มแย้ม เมื่อลูกมองมาเราก็ยิ้มตอบ ทำหน้าสื่อสารกับเขา
ส่งเสียงกับเขาเมื่อเขาทำท่าทางอย่างไร ส่งเสียงแบบไหนเราก็ทำตาม เด็กยิ่งชอบยิ่งทำ
เป็นการให้เขารู้ว่าการสื่อเขามีความหมาย เขาสามารถกระตุ้นสิ่งแวดล้อมได้ และทำให้มีการตอบสนอง
ซึ่งจะสะท้อนให้เขารู้สึกดี รู้สึกตนเองมีคุณค่า มีความสามารถ อารมณ์ดีๆ ร่วมกันจะช่วยพัฒนาเขาทุกด้าน
รวมทั้งการสร้างความไว้วางใจต่อกันและความผูกพันซึ่งกันและกัน วัยนี้ลูกกำลังเริ่มต้นจำหน้าแม่
และคนที่คุ้นเคยออกจากหน้าคนที่เขาไม่เคยพบหรือแปลกหน้าสำหรับเขา ฉะนั้น 5-6 เดือนนี้
เด็กจะแสดงกิริยาไม่ชอบ กลัว หรือเบี่ยงเบนจากคนที่เขาไม่คุ้นด้วย ซึ่งเป็นการพัฒนาของสมอง
ในการเรียนรู้จักแยกแยะการรับรู้และการตอบสนอง ลักษณะอย่างนี้จะมีเรื่อยๆ โดยที่คุณไม่ต้องแปลกใจ
นอกจากปลอบโยนเขากว่าเด็กจะหายจากปฏิกิริยาต่อคนแปลกหน้าก็เลย 2 ขวบไปแล้ว
และส่วนใหญ่จะหมดไปเมื่อ 2 ขวบครึ่ง
อีกไม่นานราวๆ 6-7 เดือนนี่เอง บางคนถึง 8 เดือน เด็กจะเริ่มมีปฏิกิริยาต่อการจาก คือ
จะร้องตามแม่ พี่เลี้ยง คนที่เขาใกล้ชิดมีความผูกพันด้วยเป็นพิเศษ ปฏิกิริยานี้จะเป็นมากบ้างน้อยบ้าง
สุดแต่การเลี้ยงดู และจะดีขึ้นมากเมื่อใกล้ 3 ปี การแยกจากกันและมีปฏิกิริยานี้สะท้อนถึงการเลี้ยงดู
ที่ดีมั่นคงหรือไม่ ฉะนั้นถ้าเด็กอยู่กับเราเขาต้องเป็นสุข เล่น คืบคลานมาหาเรา แล้วผละไปเล่น
แต่จะร้องเมื่อเราลับสายตา เมื่อกลับมาเขาต้องดีใจ เข้าหาชื่นอกชื่นใจกัน แล้วกลับไปเล่นใหม่
แม้เมื่อขวบที่ 2 ก็ยังมีอาการอย่างนี้ แม้ว่าเขาจะห่างเราไปเอง เช่น เล่นกับคนอื่น เดินออกไปได้
แต่เมื่อหันกลับมาเขาจะต้องเห็นเรา พอขวบที่ 2 เด็กพอจะรู้บ้างว่าแม่อยู่นะ ไม่ได้หายไปไหน
เมื่อลับสายตา เขาก็ยังร้องตามอยู่ดี
ฉะนั้นคุณจะเห็นว่าลูกสนใจเรา สนใจใบหน้า การโอบอุ้มสัมผัส การพูดคุย เล่น ปฏิสัมพันธ์ต่อกัน
การเลี้ยงดูทุกอย่างที่เราทำให้เขาตั้งแต่ให้นม อาบน้ำ ทำความสะอาด เห่กล่อมเขานอน ฯลฯ
ล้วนเป็นสิ่งที่ประทับใจเด็กให้จดจำแม่ในทางดีๆ หมอจึงขอเน้นว่า คุณไม่ต้องเป็นกังวลอะไรอย่างอื่นเลย
นอกจากเลี้ยงดูเขาให้ใกล้ชิด ให้ความอบอุ่น ให้โอกาสเขาเจริญพัฒนาตามวัยอย่างที่คุณอ่านหนังสือ
คงทราบมาบ้างแล้ว เด็กจะค่อยๆ เรียนรู้ไปเสมอ ขณะที่เขาก็เริ่มรู้จักบ้างแล้วทั้งบุคคลและสิ่งแวดล้อม
แม้แต่ของเล่นที่มองเห็นและจับถือได้ แต่เขายังไม่รู้มาก ไม่รู้ละเอียด สิ่งเหล่านี้จะใช้เวลาอีกนาน
ของระยะพัฒนาเติบโตขั้นต่อไป อย่าไปคาดหวังเกินไป จนสังเกตและรู้จักลูกของคุณ
และสนใจที่เขาสนใจด้วย
ที่จริงแล้วคุณแม่ต้องสอนลูกให้รู้จักอวัยวะร่างกายเมื่อลูกใกล้ 1 ขวบ 9-10 เดือนเป็นต้นไป
เราจะสอนให้เขาโดยเราชี้ตา หู จมูก ปาก ฯลฯ ฉะนั้นเด็กอายุประมาณ 1 ปีครึ่ง ไม่ถึง 2 ขวบ
จะรู้จักอวัยวะต่างๆ ของร่างกายได้แล้วโดยที่พ่อแม่สอน นั่นคือ เขาเรียนรู้สรีระร่างกายตนเอง
ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญเกี่ยวกับภาพพจน์ของตน
ถ้าคุณเห็นว่ากิริยาใดพฤติกรรมใดไม่สมควรจะให้ลูกรู้หรือเห็นเป็นสิ่งที่ไม่ดีก็ไม่ควรทำเลย
ไม่ว่าเขาจะอายุขนาดใด แม้กระทั่งเวลาเขาแบเบาะ เพราะเราต้องมีมารยาท มีความสุภาพเรียบร้อย
ทั้งต่อหน้าและลับหลัง เราสอนลูกด้วยการกระทำมากกว่าคำพูด แต่ไม่ทำด้วยก็ไม่ได้ผล
หลายเรื่องที่เราไม่ได้สอนแต่เด็กซึมซับไปแม้จะพร่ำสอนอย่างไร และเลียนแบบไปโดยไม่รู้ตัว
การอาบน้ำ แต่งตัวเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่ควรมีความเรียบร้อย ไม่ประเจิดประเจ้อ
ลูกของคุณเป็นผู้หญิงควรจะให้เรียนรู้คุณค่าของตัวเอง ให้เขาภูมิใจในตัวตนของเขา
ที่พ่อแม่รักทะนุถนอมกล่อมเกลาเลี้ยงดูมาอย่างดี ไม่ปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้คนอื่นเชยชมฟรีๆ เล่นๆ
เหมือนอย่างปัจจุบันนี้สังคมไทยเปลี่ยนไปมาก หญิงไทยเคยรักนวลสงวนตัว
รู้จักคุณค่าของความเป็นหญิง เรามีประเพณีของการหมั้น แต่งงาน มีงานมงคลในงานแต่งงาน
เพื่อความสุขเจริญของคู่ชีวิตและลูกหลาน แต่คนที่เข้าใจผิดกลับปล่อยเนื้อปล่อยตัว
ไม่เห็นคุณค่าราคาของตัวเอง จึงพบเห็นทั่วไปที่เด็กไทยสาวไทยแต่งกายล่อแหลม ไม่เรียบร้อย
เสื้อชั้นในสมัยก่อนก็นำมาใช้กันเกร่อในสังคมสมัยนี้ เป็นทั้งอันตรายต่อคน
ทั้งลดราคาค่าของตนไปอย่างง่ายๆ น่าเสียดายนัก
หมอไม่คิดหรอกค่ะว่า การที่เราจะสงวนประเพณีดีๆ นั้น เป็นเรื่องเชยโบราณ
แต่เราต้องรู้จัก "ค่าของคน" ให้ถูกทาง เมื่อคุณแม่มีลูกสาวก็คงจะต้องปฏิบัติจนก่อนให้เรียบร้อยให้มิดชิด
จะได้ไม่ต้องกังวลว่าลูกจะสนใจจ้องมองรู้จักอวัยวะของแม่ ถ้าคุณให้ลูกดื่มนมจากเต้า
เขาก็จะสนใจคุณแม่ที่ให้น้ำนมเลี้ยงดูเขา ให้ความอบอุ่นมั่นคงกับเขามากกว่าจะไปนึกอย่างอื่น
คุณคงหายสงสัยว่าการผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าต่อหน้าลูกนั้นไม่ควรทำไม่ว่าลูกจะอายุเท่าใดก็ตาม
ยกเว้นคุณมีที่อยู่คับแคบเหลือเกิน จำเป็นต้องทำในห้องนั้น ก็ขอให้ทำอย่างเรียบร้อยมิดชิด
เด็กจะรู้สึกรับรู้ไปถึงวิธีการแสดงของเราเองว่าสิ่งใดควรไม่ควรอย่างไรด้วย
ศ.พญ.วัณเพ็ญ บุญประกอบ |
|
|