|
|
|
กลัวลูกยอมรับค่านิยม กิ๊ก
ดิฉันมีลูกสาวถึง 3 คน เห็นข่าวฮือฮาเกี่ยวกับคำว่า 'กิ๊ก' ทีแรกไม่ค่อยใส่ใจ
เพราะคิดว่าเป็นศัพท์ในหมู่วัยรุ่น ฮิตแล้วเดี๋ยวก็ซาไปเอง แต่ต่อมาก็ได้ยินบ่อยๆ
ตามที่ต่างๆ ในการสัมภาษณ์ความคิดเห็นหรือในการพูดคุยกันของวัยรุ่น
เห็นว่ามันกลายเป็นค่านิยมไปแล้วว่า "มีกิ๊กไม่เห็นเป็นไร" ทั้งในความหมายแค่
มีแฟนทีละหลายคน ไปจนถึง ชู้ทางใจ และ ชู้ทางกาย และที่สำคัญไม่ใช่ความคิดเฉพาะในหมู่ผู้ชาย
ในเด็กวัยรุ่นผู้หญิงสมัยนี้ก็ยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานว่าตัวเองไปมีกิ๊ก
(ซึ่งอาจจะมากกว่าหนึ่งคน) หรือยอมรับได้ว่าแฟนของตัวจะไปมีกิ๊กกับใครก็ได้
(ซึ่งกิ๊กในที่นี้ถึงขั้นมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งด้วย)
|
|
|
ดิฉันเป็นห่วงว่ากระแสค่านิยมแบบนี้จะมีผลกับลูก ตอนนี้ลูกเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น
จะสอนเขายังไงดีคะ แม้ว่าดิฉันค่อนข้างจะหัวใหม่ แต่ก็เห็นว่าอย่างไรเสีย
ผลเสียหายก็ตกอยู่กับฝ่ายหญิงอยู่ดี รบกวนคุณหมอช่วยแนะนำด้วยค่ะ
แม่หัวใหม่
|
|
|
ค่อนข้างจะเห็นใจคุณแม่หัวใหม่มาก และก็เข้าใจว่าความวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้
คงจะมีอยู่ในจิตใจของพ่อแม่ทุกคนที่ลูกๆ เริ่มเข้าสู่วัยรุ่นไม่ว่าจะเป็นลูกสาวหรือลูกชาย
เพราะพฤติกรรมในการมีกิ๊กนั้นเป็นพฤติกรรมที่น่าจะอันตราย
เพราะมีโอกาสที่จะถ่ายทอดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ง่าย
รวมทั้งอาจมีผลกระทบต่อพฤติกรรมในการใช้ชีวิตคู่ในอนาคตด้วย
|
|
|
ถ้าจะถามว่า ทำไมวัยรุ่นในปัจจุบันจึงนิยมมี 'กิ๊ก' คำตอบที่น่าจะเป็นไปได้ที่สุดก็คือ
วัยรุ่นยุคใหม่ขาดรัก วัยรุ่นยุคนี้เจริญเติบโตมาในระหว่างที่พ่อแม่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานหาเงิน
สร้างครอบครัวจนไม่มีเวลาที่จะอยู่ใกล้ชิดกับลูก มาดูอีกทีพวกเขาก็โตเป็นสาวไปหมดแล้ว
แล้วก็รู้ๆ อยู่ว่าเมื่อลูกสาวย่างเข้าวัยรุ่นนั้นจะเชื่อเพื่อนมากกว่าเชื่อพ่อแม่
เพราะตอนลูกสาววัยรุ่นจะเกิดช่องว่างของความรู้สึกนึกคิดกับพ่อแม่
ตามหลักจิตวิทยานั้นยังบอกว่า เมื่อลูกอายุ 3 ขวบ จะเห็นว่าพ่อแม่เก่งที่สุดรู้ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้
เป็นแบบอย่างที่ลูกๆ จะเลียนแบบ 5 ขวบ จะบอกว่าพ่อแม่รู้เกือบทุกอย่างในโลกนี้ 8 ขวบ
พ่อแม่รู้เป็นส่วนใหญ่เพราะพวกเขาก็มีโลกของพวกเขาเหมือนกัน 12 ขวบ
พ่อแม่ก็รู้บ้างเหมือนกัน 15 ขวบ พ่อแม่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย 20 ขวบ
พ่อแม่โง่เง่าต้องสอนพ่อแม่แล้ว ...นั่นเป็นแนวคิดในการพัฒนาการของเด็กๆ
มาในทุกยุคทุกสมัย
เพราะฉะนั้นจะสอนลูกๆ ต้องสอนตั้งแต่ 3 ขวบ ...จะมาสอนตอน 15 ขวบ
เป็นไปไม่ได้ เนื่องจากตอนนั้นลูกๆ คิดว่า พ่อแม่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย
พ่อแม่หัวใหม่ทั้งหลายจึงต้องมีวิสัยทัศน์ในการเลี้ยงดูบุตรตั้งแต่ยังเล็ก ไม่ใช่มาสอนตอนโตแล้ว
ขนาดที่สอนลูกมาดีตั้งแต่เล็กๆ ...พอมาเข้าสังคมวัยรุ่นก็ยังอาจจะเสียคนได้
เป็นความจริงที่ว่า พ่อแม่ที่พอจะมีสตุ้งสตางค์ได้หาทางส่งบุตรหลานไปเล่าเรียน
ในสังคมที่ไม่ได้เป็นแบบนี้กันมากต่อมากแล้ว เพราะบางครั้งถ้าเราไม่สามารถที่จะเปลี่ยนกระแสสังคมได้
เราก็ต้องทำทุกอย่างที่จะปกป้องลูกของเราจากสังคมที่เลวร้าย
โดยเอาพวกเขาไปอยู่ในสังคมที่น่าจะดีกว่า ปลอดภัยกว่า
นี่เขียนให้อ่านอย่างตรงไปตรงมาที่สุดแล้ว ...ชนิดไม่กลัวโดนคนว่า!!!
สังคมของเราตอนนี้เป็นสังคมตามกระแส เป็นสังคมที่ถูกปลุกปั่น
ด้วยการหวังความร่ำรวยของผู้ใหญ่บางกลุ่ม ซึ่งคนส่วนใหญ่ของสังคมยังไม่รู้เท่าทัน
หรือบางคนอาจจะรู้เท่าทัน แต่ก็ไม่มีพลังอำนาจพอที่จะไปต่อสู้กับวัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่
ที่ยึดถือวัตถุนิยมมากกว่าจิตใจ
...และยิ่งเป็นวัยรุ่นที่เจริญเติบโตมาจากการขาดรักแล้วอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด!!!
สังคมเราชอบแก้ไขที่ปลายเหตุ ไม่ชอบป้องกันปัญหา
เพราะการป้องกันปัญหาไม่มีผลงานให้ปรากฎ
เราจึงต้องทนรับสภาพการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบที่ทำให้ผู้ใหญ่ต้องห่วงใย
ได้แต่บอกว่าเห็นใจคุณ และอาราธนาคุณพระรัตนตรัย
และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลกจงดลบันดาล
ให้ลูกสาวของคุณปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง
ด้วยอำนาจของความคิดในทางบวก คุณคงจะต้องใช้พลังอำนาจของความคิดในทางที่ดี
หล่อหลอมให้ลูกของคุณสนใจการเรียน ให้ความรักแก่เธอในทุกที่ทุกขณะอย่างถูกทาง
และควรจะให้คุณพ่อคุณของเธอมีส่วนร่วมในการดูแลเธอด้วย
อย่างน้อยก็ให้เธอรู้ว่ามีพ่อแม่ที่รักเธอ... รอเธออยู่บ้านเสมอ
เธอจะได้ไม่ต้องไป 'กิ๊ก' ใคร หรือเป็น 'กิ๊ก' ของใคร
เพราะการเป็นแบบนั้นมันไม่ใช่ 'กุ๊กกิ๊ก' แต่เป็น 'กิ๊กก๊อก'
ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ |
|
|