 |
|
บัดนี้ลูกสาวลูกชายเข้าสู่วัย 14 ปีแล้ว
พ่อแม่หลายคนเฝ้าสังเกตว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง |
|
 |
พัฒนาการจะแตกต่างไปจากปีที่แล้วที่พวกหนูๆ แรกเข้าสู่วัยพรีทีน 13 ปีหรือเปล่า
จะดูแลยากขึ้นหรือเปล่า
มาทำความรู้จักกับลูกวัยนี้กันเถอะ
นักวิชาการด้านพัฒนาการเด็กจากสหรัฐอเมริกา อย่าง Louise Bates Ames และคณะ
ได้ทำการศึกษาสำรวจ และได้ข้อสรุปว่าช่วงวัย 14 ปี เป็นวัยที่เด็กๆ จะเต็มไปด้วยพลังงานแข็งแรง
ตื่นตัวและกระตือรือร้นต่อสิ่งต่างๆ อย่างเหลือล้น จากคนที่เก็บเนื้อเก็บตัวเพื่อบ่มเพาะความเป็นตัวของตัวเอง
ไม่ยุ่งกับใคร ไม่ยอมให้ใครยุ่งในช่วงวัยสิบสาม วันนี้พวกเด็กๆ รู้จักตัวเองขึ้นมาบ้างระดับหนึ่งแล้ว
ด้วยพลังแห่งฮอร์โมน เด็กๆ จะมีความกระฉับกระเฉงขึ้น แง้มตัวเองออกมาจากห้องอันเคยปิดสนิท
แถมลั่นกลอนสองชั้นสู่โลกกว้าง พลังงานของพวกเขาดูเหมือนกับว่าจะไม่มีขอบเขตจำกัดเอาเสียเลย
ประสานเข้ากับความกระตือรือร้นที่มองโลกในแง่ดีขึ้น ทำให้ทั้งเด็กชายและเด็กหญิงมีความพยายาม
ที่จะเข้าไปร่วมทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า จนพ่อแม่บางรายอาจต้องเอ่ยปาก "มันอะไรกันนักกันหนา
เวลาก็มีแค่ 24 ชั่วโมงเท่านั้น เอาแรงมาจากไหน"
ยกเว้นอยู่อย่างเดียวที่ไม่อยากทำ (เหมือนตอนวัยสิบสาม) ก็คือ การเข้าร่วมกิจกรรมกับพ่อแม่
ยังไม่อยากเข้าร่วมเหมือนเดิม
วัยนี้ชอบอยู่กับเพื่อนมากขึ้น คบเพื่อนได้ทั้งสองเพศและเห็นการมีเพื่อนเป็นสีสันสดใสของชีวิต
ที่ขาดเสียมิได้ โรงเรียนรึก็โอเค แต่อาจไม่ใช่เนื้อหาการเรียนที่ดึงดูดใจให้อยากไป นั่นต้องยกให้พวกพิเศษ
'ทีมชาติ' เขา แต่เพราะมีกิจกรรมโรงเรียนที่น่าสนใจเป็นต้นว่า ดนตรี กีฬา เต้นรำ ศึกษาธรรมชาติ
วิทยาศาสตร์ ฯลฯ ดังนั้น ถ้าโรงเรียนใดไม่มีกิจกรรมน่าสนใจเตรียมไว้ให้เด็กวัยนี้ ก็เป็นธรรมดา
ที่จะมีรายการโดเรียน ไปหากิจกรรมอื่นที่น่าสนใจกว่านอกโรงเรียน
ความต้องการร่วมกิจกรรมนี้ ไม่ใช่แค่ระดับโรงเรียนสำหรับบางรายอาจจะก้าวออกไป
ถึงกิจกรรมชุมชนหรือสังคมวงกว้างด้วยซ้ำ อย่างเช่นน้องป้อง ซึ่งเข้าร่วมกิจกรรมโยธวาทิตของโรงเรียน
มีไอเดียกับเพื่อนๆ ว่า จะออกไปเล่นดนตรีที่ทางเดินข้ามถนนเพื่อสร้างดนตรีในหัวใจแก่ผู้คน
ที่สัญจรผ่านไปมา และชวนกันไปเล่นดนตรีให้น้องๆ ที่โรงเรียนอนุบาลฟัง เป็นต้น
วัยนี้เขาจะมีความคิดน่ารักอย่างนี้มากมาย
กับโลกกว้างแล้ว วัยสิบสี่เห็นดีไปหมด (ต่างจากวัยสิบสามที่ไม่เห็นโลกดีเด่นอะไรเลย) แต่กับบ้าน
กับครอบครัว โดยเฉพาะกับพ่อแม่ของตัวเอง ไม่เห็นดีขึ้นสักเท่าไร ยังต้านกันเหมือนเมื่อปีกลาย
แม่ยังคงเป็นตัวร้าย เป็นของเก่าเก๋ากึ๊กที่ไม่ควรออกมายุ่งวุ่นวายอะไรกับโลก 'จ๊าบ' ของลูก
แม่ยังคงเป็นคนที่ 'สมควร' ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด
จากวัยสิบสามที่พ่อยังพอพูดอะไรได้ เป็นที่ยอมรับ พอจะเป็นกันชนหรือสะพานเชื่อม
ระหว่างลูกกับแม่ได้บ้าง มาบัดนี้
พ่อก็พ่อเถอะ ระวังโดนหางเลขด้วยก็แล้วกัน
พ่อชักกลายเป็นชายไม่เข้าท่าในบ้านเสียอีกคนแล้ว ไม่เป็นที่ถูกอกถูกใจ
น่าเคารพนับถือเท่าแต่ก่อน
แต่ถึงอย่างไร ถ้าเปรียบเทียบกับแม่ พ่อยังมีภาษีกว่านิดหน่อยอยู่ดี ยังพอยอมรับวินัย
ที่พ่อกำหนดไว้ให้ได้บ้าง แถมมักมีการสำทับพ่อเสียอีกว่า "จะสร้างวินัยก็ให้หนักแน่นหน่อย
อย่าเหยาะแหยะ" นั่นแน่ะ
การที่ยอมรับพ่อมากกว่าแม่ก็อาจเป็นเพราะพ่อไม่ค่อยจู้จี้จุกจิกเท่าแม่นั่นเอง
ในขณะที่เด็กวัยนี้รู้สึกว่าตัวเองต้องเก็บบ่มเงียบๆ อยู่คนเดียวนั้น เขาเริ่มเห็นความเป็นตัวของตัวเอง
ชัดขึ้นทีละน้อย เขารู้สึกว่าตัวเองนั้นเติบโตขึ้น ขณะเดียวกันเขาจะเห็นพ่อแม่แก่ลงชำรุดทรุดโทรมลงไปเรื่อยๆ
กลายเป็นพ่อมดแม่มดที่ไม่น่าสังสรรค์เสวนาด้วยสักเท่าไร
ที่จริงเด็กวัยไหนๆ ก็ดื้อ ก็ต่อต้านพ่อแม่ทั้งนั้น แต่ทว่า วัยก่อนหน้านี้ การดื้อหรือต่อต้าน
จะเป็นการต่อต้านต่อกฎระเบียบ หรือสิ่งที่พ่อแม่ทำ มาบัดนี้การต่อต้านนั้นขยับมาอยู่ที่ตัวพ่อแม่เอง
ไม่ใช่ต้านกฎหรือต้านสิ่งที่ท่านทำแต่เพียงอย่างเดียว
เขาจะบอกว่า พ่อเห่ย แม่เหี่ยว แต่งตัวก็ไม่ถูกตา พูดจาก็ไม่ถูกใจ ความคิดล้าหลัง รสนิยมโบราณ
เขาจะรู้สึกว่าพ่อแม่ไม่อยู่ในยุคสมัยของเขา ดังนั้นถ้าจะไปไหนด้วยกันเขาจะคอยเป็นฝ่ายเตือน
"อย่าพูดอย่างนั้นสิ
อย่าทำอย่างนี้สิ
อายเขา"
เวลาไปเดินซื้อของกับแม่อาจจะยืนหลบไปห่างๆ เดี๋ยวคนอื่นเขาจะว่าเอาได้ว่า
ตัวเขามีรสนิยมเหมือนแม่ (ซึ่งเขาเห็นว่าไม่ไหวเลยจริงๆ)
สังเกตง่ายๆ วัยนี้จะเดินหลังพ่อหรือแม่ประมาณ 5 ก้าว ถ้าเลี่ยงไม่ได้ต้องไปไหนๆ ด้วยกัน
ถ้าขึ้นรถลงเรือก็พยายามเลือกคนละตู้ คนละคันได้เป็นดีที่สุด อย่าให้ใครเขารู้ว่ามาด้วยกัน
แต่ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความอาฆาตโกรธแค้น เห็นแก่ตัวเกลียดชังแต่อย่างใด
มันก็แค่อาการความเป็นไปของวัย 14 ที่กำลังหมกมุ่นงุ่นง่านอยู่กับการค้นหาตัวเอง
หาเอกลักษณ์ของตัวเองจึงรู้สึกเหมือนกับว่า สายตาของโลกกำลังมองว่าตัวแกกับพ่อแม่
เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งเขาต้องการจะบอกโลกว่า ไม่ใช่
เขาไม่ใช่คนเดียวกับพ่อหรือแม่หรอกนะ
เขาเป็นคนคนหนึ่งแล้ว เป็นตัวของตัวเองด้วย
เด็กวัยนี้จะรู้สึกว่า อะไรก็ตามที่พ่อแม่แนะนำสั่งสอนนั้นเป็นเรื่องรบกวนจิตใจ
เด็กหลายคนบอกว่า " ที่พ่อแม่พูดมาน่ะน่ารำคาญ แค่อ้าปากหนูก็รู้แล้วว่าจะพูดว่าอะไร " วัยนี้มักรู้สึกว่า
เขารู้ดีแล้วน่าว่าควรจะประพฤติปฏิบัติอย่างไร ใครไม่ต้องมาสั่งมาสอนให้มากเรื่องมากราว
และลึกลงไปหัวใจดวงไม่ใหญ่ไม่เล็กเหล่านี้ พวกเขายังรักพ่อแม่อยู่เสมอ แต่ซ่อนๆ มันไว้ก่อน
เปิดเผยมากๆ ก็ไม่ใช่วัยสะรุ่นสมบูรณ์แบบน่ะซี
กับพี่น้อง วัยสิบสี่มักจะรำคาญพวกอายุ 6-13 มากที่สุด "ก่อความรำคาญ กวนประสาท กวนโอ๊ย
"
บุคลิกภาพต่อครอบครัว ต่อโลกแทบจะเป็นคนละคน
กับเพื่อนไปไหนไปเป็นกลุ่มใหญ่ สนุกสนานเป็นที่สุด เข้ากันง่ายกว่าเก่า การเลือกเพื่อน
จะมาจากความสนใจในกิจกรรมเดียวกัน เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่เวลาอยู่ด้วยกันชอบพูดคุยเรื่องเด็กผู้ชาย
ถ้าไม่ได้นั่งอยู่ด้วยกันก็จะโทรศัพท์หากันเรื่องนี้เป็นชั่วโมงๆ จนสายแทบไหม้
เด็กฝรั่งวัยนี้แหละออกเดทกันทั่วไปแล้ว
มีสถิติว่าเด็กผู้หญิงฝรั่งวัยสิบสี่มีอัตราตั้งท้องกันมากขึ้น
วัยนี้นอกจากคบเพื่อน ออกงานปาร์ตี้ เริ่มมีแฟน และเริ่มออกเดทมีเพศสัมพันธ์แล้ว
บางส่วนก็เริ่มจะทดลองสูบบุหรี่เสพยาเสพย์ติด
สำหรับโรงเรียน เป็นส่วนที่เด็กวัยนี้ชอบที่จะได้ไปเจอะเจอกัน การวิจารณ์ครูเป็นคนๆ จะลดน้อยลง
เปลี่ยนไปเป็นการวิจารณ์โรงเรียนทั้งระบบโน่นเลย
กับผู้ใหญ่คนอื่น เช่น ครู ลุง อา น้า ฯลฯ เขาจะให้ความร่วมมือดีอย่างไม่น่าเชื่อ เปิดเผยทัศนคติ
กล้าสื่อสาร ซึ่งต่างกับปีก่อนที่เขาไม่ค่อยจะเปิดใจกับใครง่ายๆ
วัยนี้ยังยึดมั่นความถูกต้องเป็นยิ่ง แต่หลักการไม่ได้มาจากคำสั่งสอนของพ่อแม่เพียงแหล่งเดียวหรอกนะ
เขามีแนวโน้มจะประนีประนอมระหว่างหลักความถูกต้องของพ่อแม่ของเพื่อนและของตัวเองเข้าด้วยกัน
แล้วตัดสินใจด้วยตัวเขาเองเป็นที่ตั้ง
อย่างไรก็ตาม ถึงอะไรๆ มันจะไม่ค่อยเข้าตาพ่อแม่สักเท่าไร แต่สิ่งที่ดีเลิศสำหรับวัยนี้
ที่พ่อแม่ควรเห็นและชื่นชมก็คือเขาจะเริ่มเรียนร็ความกว้างใหญ่ไพศาลของโลกและพยายามนำตัวเอง
ออกไปสัมผัส เพื่อการดำรงอยู่ได้ต่อไปในโลกกว้างนี้
มาถึงบรรทัดนี้ ข้อแนะนำสำหรับพ่อแม่ ก็มีอยู่ว่า
มันเป็นธรรมชาติที่จำเป็นต้องเป็นไป ไม่ใช่ฤทธิ์พยศเฉพาะตัว ลูกของใครก็มักเป็นกันอย่างนี้ทั้งนั้น
ไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่ประการใดเลยนะคะ
นักจิตวิทยาท่านว่า คนเป็นพ่อแม่ควรใจเย็นๆ ไม่ว่าจะมาไม้ไหน ร้ายกาจเพียงไร
ความใจเย็นอดทนก็จะช่วยแก้สถานการณ์ได้ อย่าไปต่อล้อต่อเถียงและถือสาหาความกับทุกเรื่อง
ถ้าสิ่งนั้นไม่เสียหายร้ายแรงถึงขั้นวิกฤต เช่น
นายโอมพูดจาขวางหู แต่งตัวขวางตา กิริยาโครมคราม เหมือนคนไม่มีมารยาทอะไรแบบนี้
ก็เฉยๆ ไปก่อนเถิด อย่าให้ระเบิดเป็นไฟไหม้ลามไปสู่เรื่องอื่น
- แม้ไม่เข้าใกล้ก็ควรอยู่ไม่ห่าง
มันมักจะมีจังหวะที่ลูกต้องการพ่อแม่ เช่น เวลาที่เขาเหน็ดเหนื่อย สับสน ฯลฯ เขาต้องการคนที่เข้าใจ
และเขาก็รู้ว่าพ่อแม่นี่แหละคือแนวหลังที่เขาไว้ใจได้อย่างแท้จริง ดังนั้น ก็อย่าตั้งรับให้ห่างเกินไป
เดี๋ยวจะเข้าไปไม่ทัน
สำหรับคนเป็นพ่อแม่ นักจิตวิทยาท่านบอกว่า "หนักไม่น้อย" พ่อแม่จึงควรมีวิธีทำใจไม่เครียดไปกับเขา
สำหรับพ่อหรือแม่ที่เลี้ยงลูกตามลำพัง อาจจะต้องหาหลักพิงบ้าง เช่น เพื่อน ญาติ ครู ฯลฯ
ที่พอจะช่วยแก้สถานการณ์ในบางครั้ง เพราะถ้าเผชิญอยู่คนเดียว บางทีก็อาจจะทุกข์ เครียดขึ้นมาได้
- ส่งเสริมให้ลูกเข้าร่วมทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์
อย่าปิดกั้นการรวมตัวในทางที่ดี หรือไม่เสียหายของเด็กๆ พ่อแม่ควรจะเรียกร้องโรงเรียน
ให้จัดหากิจกรรมให้เด็กสามารถเข้าร่วมได้อย่างทั่วถึง
ก็พยายามดูอยู่ไม่ห่าง ถ้าเห็นว่าเป็นเพื่อนที่ดี ควรพยายามเสริมสร้างสนับสนุน
ให้มิตรภาพนั้นสร้างสรรค์ และยั่งยืน เปิดโอกาสให้ลูกได้แสดงความเอื้อเฟื้อกับเพื่อนๆ ตามสมควร
จะพูดโทรศัพท์กันนานสักหน่อย แต่ถ้าไม่เสียงานเสียการเรียนนักก็ปล่อยๆ ไปบ้าง ถ้าจะมีข้อจำกัด
ก็ให้เขาร่วมตกลงโดยความเห็นของเขาด้วย
สุดท้าย ท่านว่า มองให้เป็นเรื่องตลกเรื่องขันไปเสียบ้าง กับไอ้อาการพิลึกๆ เหล่านั้นของลูก
ปีหน้าก็จะเปลี่ยนไปอีกแล้วละ ไม่เป็นอย่างนี้นานนักหรอก
ปรารถนา อยู่ดี
|