มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ http://i.am/thaidoc หรือ http://hey.to/yimyam



สามีหนูขายตัว


" หนูมีความผิดหรือพี่ ที่เกิดมาร่ำรวยมีการศึกษา เป็นที่รักใคร่ทะนุถนอมของพ่อแม่พี่น้อง ส่วนเขาเป็นผู้ชายไม่มีอะไร ครอบครัวแตกแยกต้องดูแลช่วยเหลือตัวเองมาโดยตลอด แล้วเมื่อเราพบกัน รักกันแล้วก็แต่งงานกัน เขาคิดแต่ว่าเขาเป็นส่วนเกินของครอบครัวเรา เพราะเราต้องอาศัยอยู่กับบ้านพ่อแม่ ก็หนูเป็นลูกคนเล็ก พ่อแม่เกษียณแล้วอยู่บ้านตามลำพังท่านก็เหงา เราเองก็ยังไม่มีปัญญาซื้อบ้านตนเอง ครอบครัวหนูไม่เคยรังเกียจเขา ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี ทำไม…ทำไม เขาต้องทำอย่างนี้คะพี่ ? "

"ส้ม" เริ่มเรื่องของเธอด้วยเสียงสั่นเครือ คาดคั้นและหวั่นไหวต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

" เราคบกันตั้งแต่เราเรียนจุฬาฯ หนูอยู่อักษร เขาเรียนวิศวะ ดนัยเป็นคนดีมากค่ะ พี่ดีกว่าเพื่อนวิศวะรุ่นเดียวกันที่เอาแต่กินเหล้าเที่ยวผู้หญิง ใช้ชีวิตสมบุกสมบัน เขาเองตอนเป็นหนุ่มสุภาพเรียบร้อย ค่อนข้างประหยัดและมุแต่การเรียน เราใกล้ชิดกันมากเขาไปรับไปส่งหนูอย่างสม่ำเสมอ ครอบครัวหนูรับรู้ความสัมพันธ์ของเราตลอดมา พ่อแม่ของดนัยแยกทางกันตั้งแต่เขาเด็กๆ แล้วทั้งสองก็มีครอบครัวใหม่ ดนัยอยู่ในความดูแล ส่งเสียของพี่ชายซึ่งรับราชการ"

" พอเรียนจบเราก็แต่งงานกัน เขาย้ายเข้ามาอยู่รวมกันกับครอบครัวหนู ซึ่งก็มีพ่อแม่และเราสองคน ดนัยได้งานราชการแถวเสาชิงช้า หนูทำงานบริษัทฝรั่ง ตอนเช้าหนูขับรถไปส่งเขาตอนเย็นเขากลับเอง รถนี่คุณพ่อคุณแม่ท่านซื้อให้เป็นของขวัญวันเรียนจบค่ะ"

" คุณพ่อคุณแม่รักและเอาใจใส่ดูแลหนูมากทีเดียว แต่ท่านไม่เคยรังเกียจเขาเลยนะคะ ท่านปรนนิบัติเขาเหมือนเป็นลูกคนหนึ่งเท่าๆ กับหนู พี่ๆ หนูก็ไปมาหาสู่กันดี หนูคิดว่า ครอบครัวเราอยู่กันอย่างอบอุ่นและใกล้ชิดกันดี ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาเปลี่ยนไป…"

"…เราแต่งงานกันมาได้ปีที่ 3แล้วนะคะ เราตกลงที่จะไม่มีลูก หนูกับเขาอายุไล่เลี่ยกันคือ 25-26 ปี เราเคยพูดกันถึงเรื่องจะปลูกบ้านแยกออกมา ซึ่งจริงๆ แล้วรายได้ของเขาเราคงต้องใช้เวลานาน ในการเก็บออม ทั้งคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่อยากให้แยกบ้าน ท่านเป็นห่วงเพราะหนูเป็นลูกคนสุดท้องใจจริงๆ หนูก็ไม่อยากทำ แต่คิดว่า…บางทีเขาคงอยากรู้สึกว่า…เป็นเจ้าของหรือเป็นผู้นำครอบครัวจริงๆ ไม่ใช่เป็นเพียงผู้อาศัยหรือเป็นผู้ที่ถูกควบคุมอย่างทุกวันนี้"

" อย่างไรที่ว่าเป็นผู้ถูกควบคุมหรือคะ…คือ…เขาไม่เคยพูดตรงๆ หรอกค่ะ แต่…ดูท่าเขาอึดอัด เวลาเผชิญหน้ากับพี่ชาย พี่สะใภ้วันเสาร์อาทิตย์ ที่เขาจะมาหาคุณแม่เป็นประจำ และเขาก็จะเรียกให้ดนัย ลงไปร่วมคุยอยู่ด้วย คือ…มองดู…บางทีหนูก็รู้สึกว่า…เราไม่ค่อยมีเวลาอยู่ด้วยกันตามลำพัง… กลับมาตอนเย็นเรากินอาหารร่วมกับครอบครัว ดูทีวีด้วยกัน ตกดึกเราก็แยกย้ายกันไปนอน"

"…ความสัมพันธ์ทางเพศหรือคะ…หนูบอกพี่ตรงๆ นะคะ…หนูไม่ชอบเลย…มันเจ็บทรมาน… แต่ละครั้งหนูภาวนาให้มันเสร็จไปไวๆ…คือพี่ถามว่าเขาโอ้โลมปฏิโลมหรือให้เวลาเราถึงพร้อมกันหรือเปล่า… สำหรับหนูๆ ยอมรับว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญ และหนูก็ไม่เคยสนใจเรื่องเซ็กซ์เท่าไหร่…ค่ะ"

"…หนูรักเขา…รักมากด้วย…แต่สำหรับหนู…การได้อยู่ใกล้ชิดร่วมชีวิตกัน อยู่ด้วยกันก็เพียงพอแล้วค่ะ เขาหรือคะ? …ที่ผ่านมาเขาไม่ใช่เป็นคนมีประสบการณ์อะไรหรอกค่ะ เขาไม่เคยเที่ยวผู้หญิง ไม่เคยมีความสัมพันธ์ทางเพศกับใครมาก่อน หนูก็เหมือนกัน เคยศึกษาไหม…ก็อ่านหนังสือเกี่ยวกับ เพศศึกษาแต่ยังไงหนูก็ไม่ชอบค่ะพี่…เขาหรือคะ หนูก็เห็นเขาเฉยๆ ไม่เคยบอกอะไร เรามีความสัมพันธ์กันเดือนละครั้ง นี่ก็นับว่าบ่อยมากสำหรับหนูแล้วนะคะ…โอ ! เป็นไปได้หรือคะพี่ คนเราจะมีความต้องการกันเกือบทุกวันแบบนั้น หนูคงทนสภาพแบบนั้นไม่ได้หรอก !"

" เขาเปลี่ยนแปลงมาได้หกเดือนแล้วค่ะ กลับบ้านดึกอยู่เสมอตอนกลางวันไม่อยู่ หนูเคยโทรฯไปชวนออกมาทานข้าวกลางวัน เขาไม่เคยว่าง หนูก็ไม่ว่าอะไร บางทีเขากลับมาบ้านแล้ว มีคนโทรศัพท์มาเขาก็ออกไปอย่างรีบร้อน กลับมาดึกดื่น บางทีสุดสัปดาห์ก็บอกว่าจะออกต่างจังหวัด กับเจ้านายก็หายไปเลยตั้งแต่คืนวันศุกร์ กลับค่ำวันอาทิตย์กลับมาก็เอาแต่นอน หนูค้นกระเป๋าเขา ระยะหลังมีเงินสดเป็นปึกๆ เลยถามเขาเรื่องเงิน เขาก็ว่าเงินพิเศษแล้วก็เก็บเข้าแบงค์เงียบ ซักไซร์อะไรก็เฉยๆ"

" หนูเคยค้นพบบัตรพิเศษเป็นบัตรเชิญเล็กๆ สำหรับเข้าใช้ห้องที่โรงแรมมีชื่อแห่งหนึ่ง แถวถนนเพชรบุรี ก็เลยลองโทรไปถามว่าเป็นบัตรอะไร ใช้ยังไง เจ้าหน้าที่ก็พูดปัดๆ ไปว่า เป็นแขกเชิญของผู้จัดการโรงแรม ให้เข้าใช้สถานที่ได้ตลอดเวลา หนูอยากจะถามเขาตรงๆ เรื่องนี้ แต่หนูกลัว…กลัวคำตอบค่ะพี่… พี่ถามว่าหนูคิดอย่างไรหรือคะ ? มันเป็นไปได้ใช่ไหมคะ ?"

"…หนูจะทำอย่างไรดีค่ะพี่ ถ้าสามีหนูขายตัวจริงๆ !? เธอหลุดคำถามออกมา พร้อมกับอาการร่ำไห้สะอึกสะอื้น"

" หนู…หนูเคยตามไปพิสูจน์มาแล้วค่ะ มีอยู่วันหนึ่งหลังอาหารเย็น เรานั่งดูทีวีกันอยู่มีโทรศัพท์ถึงเขา เขาก็ผลุนผลันแต่งตัวไปบอกว่ามีธุระ หนูทำไม่รู้ไม่ชี้เพราะไม่อยากให้พ่อแม่ผิดสังเกต เขานั่งแท็กซี่ไป หนูขับรถตามไปถึงโรงแรม เขาขึ้นไปข้างบน หนูทนนั่งรอเขาในรถจากสามทุ่มถึงตีหนึ่งเขาจึงลงมา หนูก็แสดงตัวบอกว่ามานั่งรออยู่ ตอนที่เห็นหนูเขาตกใจหน้าซีด"

" พอได้สติเขาก็ปึงปังหาว่ามาจับผิด หนูถามว่าเขามาทำอะไรเขาตวาดว่า มาหารายได้พิเศษน่ะสิ ! ตอนนั้นสมองหนูชาไปหมดพูดอะไรไม่ออก พอถึงบ้านเขาก็เอาใจ บอกว่ามาทำธุระ มีบ่อนข้างบน เขาเล่นได้จึงกลับ หนูถามเขาว่าเขามาพบผู้หญิงใช่ไหม เขาได้แต่หัวเราะแปลกๆ ไม่ตอบ พอหนูซักเขาถึงคำว่าหารายได้พิเศษ เขาบอกว่าพูดเล่น คืนนั้นเขาเอาใจหนูปลอบโยนมากมาย ใช่…เรามีความสัมพันธ์กันคืนนั้น หลังจากนั้นไม่กี่วันรู้ไหม เกิดอะไรขึ้นกับหนู …หนูเป็นกามโรค ! หนูตกใจมากเมื่อหมอบอก ส่วนเขาปฏิเสธว่าไม่ได้เป็น ถ้างั้นหนูติดมาจากใครล่ะ ! เธอย้อนถามด้วยน้ำเสียงขมขื่น เจ็บปวด"

"…พอพ่อแม่หนูรู้ว่าติดโรค ทุกคนโกรธมากพากันบอกให้หนูเลิกถึงไม่มีใครพูดว่าอะไรตรงๆ แต่เขาคงรู้สึกต่างฝ่ายต่างหลบหน้ากัน แต่หนูรักเขามากพี่…รักสุดใจ หนูสงสารเขาด้วย หนูไม่รู้ว่าเขาเป็นอย่างไร ทำยังไง หนูอยากช่วยเขาพี่"

"…หลายวันมานี้ หนูพยายามติดต่อเพื่อนสนิทเขาที่ทำงาน เลียบเคียงดูได้ความว่า ที่ที่ทำงานเขามีผู้หญิงหม้ายสาวโสดวัยกลางคนอยู่หลายคน พวกนี้เป็นนายหน้าหาผู้ชายให้ผู้หญิงสูงวัย พอเห็นคนหนุ่มๆ ขาดเงินก็ชักชวนนัดแนะไป ตัวผู้หญิงเองก็หารายได้ด้วยเช่นกัน พวกหนุ่มที่อยากรวยไวจะใช้วิธีนี้กัน พอนายหน้าโทรฯมาบอกเวลาสถานที่เขาก็จะไป ที่แย่กว่านั้นคือ ลูกค้าไม่ใช่แต่เป็นผู้หญิงเท่านั้น พวกเกย์ก็แยะ หนูฟังแล้วกลัว กลัวมากเหลือเกิน พี่ว่าหนูควรทำอย่างไรถ้าเขาขายตัวให้เกย์ด้วย ขนาดนี้หนูยังติดโรคผู้หญิง ต่อไปถ้าเขาไปติดโรคเอดส์มา หนูมิแย่หรือคะพี่ ?"

" พี่ว่าหนูตีตนไปก่อนไข้หรือคะ…? หนูก็อยากจะให้มันเป็นอย่างนั้น ไม่อยากจะเผชิญกับความจริงเลย พี่คิดว่าหนูควรจะถามเขาตรงๆ หรือคะ แล้วถ้าเขายอมรับล่ะ? แต่ถ้าเขาไม่ยอมรับ หนูก็ไม่แน่ใจ ข้องใจอยู่เรื่อยไป มันคงจะเป็นความทรมานมาก ที่จะต้องกินนอนอยู่กับความหวาดระแวงตลอดเวลา พี่ว่าเขาป่วยทางจิตหรือเปล่าค่ะ ? หนูควรจะพาเขาไปพบจิตแพทย์ไหม? ทำไมสังคมเราถึงได้สกปรกขนาดนี้ ทำไมผู้หญิงอย่างหนูจึงต้องเจอะเหตุการณ์แบบนี้ …หนูไม่เข้าใจ หนูทำตัวไม่ถูกเลย พี่ว่าหนูควรทำอย่างไรคะ ?"

" ปรึกษาพ่อแม่พี่ๆ ก็มีคำตอบอยู่อย่างเดียวคือ เลิก !…ทุกคนคิดว่าเขาเลี้ยงดูทะนุถนอมหนูมาอย่างดี ถ้าจะต้องเลียงต่อไป เขาไม่ว่า …เขาไม่อยากให้หนูเจ็บซ้ำลำบาก แต่หนูรักสามีหนูมากไม่อยากเห็นเขา ต้องอยู่ในสภาพนี้ หนูรู้ว่าส่วนหนึ่งเขาจะต้องเกลียดตัวเองมากที่ต้องลดศักดิ์ศรีไปทำอย่างนี้ แต่เขาก็ยังคงให้เหตุผลว่า เพราะเขาอยากมีบ้าน อยากมีครอบครัวที่สมบูรณ์ อยากได้ชื่อว่า เป็นผู้นำครอบครัวจริงๆ หนูรู้ว่าเขาไม่ชอบไม่อยากจะตกอยู่ในสภาพที่ใครๆ มองว่า เกาะเมีย หรือว่าอาศัยครอบครัวเมียกิน ทั้งๆ ที่หนูเองไม่เคยคิดอย่างนั้น แต่มันเป็นความผิดของหนูหรือคะ ที่หนูเกิดมาแบบนี้ ส่วนเขาตรงกันข้าม ทำไม?…ทำไมเขาต้องขายตัวคะพี่ ?"

" เซ็กซ์ !…มันมีความสำคัญมากสำหรับชีวิตคนเราหรือคะ ? พี่หมายความว่า… ที่ผ่านมาประสบการณ์เขาน้อย เขาไม่มีความสุขกับมันมาก่อน พอมาเจอะเข้าเขาก็ติดใจอย่างนั้นหรือคะ? แล้วมากแค่ไหนล่ะที่หนูจะปรับตัวปรับใจให้สนองตอบ ตามความต้องการของเขาได้ หนูไม่ชอบ !"

" ใช่…พี่พูดถูก มันเป็นเงื่อนไขในการแต่งงานสำหรับคนทั่วไป แต่เป็นไปไม่ได้หรือคะ ที่เราจะอยู่กันด้วยความรัก ความเข้าใจ ความใกล้ชิดอย่างเดียว หนูไม่เคยต้องการอะไร มากไปกว่าที่จะรู้สึกว่า เขารักเราเขาเข้าใจเรา อย่างที่หนูเองกำลังพยายามที่จะให้ความรัก ความเข้าใจกับเขาจนเต็บเปี่ยม เท่านั้นยังไม่พออีกหรือคะ ?…"

" โอเค …ถ้าหนูปรับตัว เรียนรู้ที่จะสนองตอบความสัมพันธ์ทางเพศของเขาได้ แล้วหนูจะได้เขาคืนมาหรือเปล่า เขาจะเลิกอาชีพนี้หรือเปล่า แล้วความรู้สึกดีงามที่เคยมีต่อเขา แล้วต้องมาเสียไปล่ะ อย่างไรที่หนูจะเรียกกลับคืนมาได้ โอ…หนูคิดแล้วยิ่งสับสน หนูจะทนต่อเหตุการณ์ ต่อไปนี้ได้อย่างไร หนูไม่เข้าใจ…ไม่เข้าใจว่าทำไม…ทำไมเขาจึงต้องไปขายตัว…ทำไม๊ ทำไม สังคมถึงสกปรกแบบนี้…ทำไมคนเราถึงมักง่ายขนาดนี้ …ทำไม…เขาต้องทำแบบนี้…แล้วทำไม… ทำไมถึงต้องเป็นหนู ? พี่คิดว่าหนูควรจะพาเขาไปพบจิตแพทย์ดีไหมคะ จิตแพทย์จะรักษาเขาหายไหมคะพี่ ?"

" ใช่…ทำไม…ทำไมคนเราจึงมักง่ายขนาดนี้...นี่ไม่ใช่เรื่องของอาการป่วยทางจิตแต่อย่างใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าหากจะเรียกว่าเป็นอาการป่วยก็คงจะเป็นอาการป่วยของสังคม ของคนทุกคนในสังคมที่มีส่วนร่วม รับผิดชอบต่อพฤติกรรมของคนในสังคมอยู่ด้วยกัน"

ชีวิตของดนัยก็ไม่ต่างไปจากคนรุ่นใหม่เป็นจำนวนมาก ที่เติบโตขึ้นภายในสังคมที่เต็มไปด้วย การแข่งขันชิงดีชิงเด่น ทุกคนปรารถนาที่จะก้าวไปให้ไกลที่สุด ให้ประสบความสำเร็จให้มากที่สุด โดยไม่คำนึงถึงคุณธรรม ขาดศีลธรรมหรือศักดิ์ศรีส่วนบุคคล ความเจริญทางด้านวัตถุ เข้ามามีอิทธิพลต่อจิตใจของประชาชน จนกระทั่งทุกอย่างสามารถซื้อหาแลกเปลี่ยนได้โดยเงินตรา ดนัยมีปมด้อยในสถานภาพที่เขาด้อยกว่าภรรยาทุกๆ ด้าน ไม่มีสิ่งใดมีค่าที่จะมอบให้เธอได้ เพราะเธอมีแล้วและเหนือกว่าเขาทุกๆ ด้าน แม้ในลักษณะของความสุขทางเพศ ที่ผู้ชายส่วนใหญ่ มีความภูมิใจในศักดิ์ศรีของความเป็นชาย เขาก็ไม่สามารถทำให้ภรรยาเห็นคุณค่าในส่วนนี้ได้ เพราะเธอไม่ชอบเซ็กซ์ !

นี่อาจจะไม่ใช่ปัจจัยหรือสาเหตุที่แท้จริงที่นำดนัยไปสู่พฤติกรรมขายตัว อาจจะเป็นความบังเอิญ ระหว่างความไม่สมดุลทางเพศของทั้งสอง หรืออาจเป็นต้นเหตุที่แท้จริงของการแสวงหาอิสระทางเพศ เพื่อการเรียนรู้และเพื่อความสุขส่วนตัวของดนัยเอง หรืออาจจะเป็นส่วนหนึ่งหรือทั้งหมด ของการแลกเปลี่ยนเพื่อเงินตรา !

ถ้าจะถามว่า ภรรยามีส่วนผิดหรือไม่ ที่ไม่ชอบความสัมพันธ์ทางเพศ จนทำให้สามีมีความกดดัน และหันไปหาทางระบายกับหญิงอื่น ? ก็คงจะตอบไม่ได้ว่าภรรยาผิด คงจะพูดได้แต่เพียงว่า ต่างฝ่ายต่างมีประสบการณ์ทางเพศน้อย โดยเฉพาะฝ่ายหญิงแสดงความไม่ชอบทำให้ไม่มีโอกาส นำเรื่องนี้ขึ้นมาพูดเพื่อหาทางแก้ไข ฝ่ายชายได้โอกาสที่จะแสวงหาประสบการณ์กับหญิงอื่น โดยมีเงินเป็นเงื่อนไข

สำหรับคนที่ "หิว" โหยต่อความสัมผัสแตะต้อง ตลอดจนเงินทองและมองไม่เห็นทางที่จะตั้งตัว สร้างฐานะได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่จิตใจมีความทะเยอทะยาน เขาจึง "มักง่าย" หรือเลือกเดินทางลัด เพียงเพราะโอกาสเดินมาถึง โดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของภรรยาหรือไม่แคร์แม้กระทั่งศักดิ์ศรีของตนเอง !

ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรฝ่ายหญิงจึงจะดึงเขากลับมาทางเดิมได้ โดยไม่เหลือรอยแผลไว้ในดวงใจ โดยเฉพาะถ้าฝ่ายชายดึงดันไม่ยอมเลิกด้วย นึกว่าเป็นผู้ชาย ไม่เสียหายอะไร ? เธอจะทำฉันใด ?

สำหรับภรรยาที่สามีประพฤตินอกใจ ไม่ว่าจะไปมีหญิงอื่นหรือขายตัวดังเช่นดนัย ความเจ็บปวด อับอาย และความผิดหวังย่อมมีมากมายนัก ภรรยาจักยอมรับได้แค่ไหน ? แต่ที่เธอควรต้องทำก็คือทำใจยอมรับ พฤติกรรมของเขา ว่ามันเป็นไปได้ เกิดขึ้นได้เพราะความ "ขาด" หลายๆ อย่างของเขา หรืออาจเป็น ความบกพร่องส่วนหนึ่งของเธอ ถ้าเธอทำใจยอมรับยอมอภัยให้ได้ในจุดนี้ โอกาสที่จะให้เขาเปิดเผย ความในใจและเรื่องราวในรายละเอียด เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปรับพฤติกรรมตัวเองมีสูง แต่ถ้าเขาตระหนักว่าภรรยายอมรับไม่ได้ เขาจะพยายาม โกหกต่อไปเรื่อยๆ เพื่อถ่วงเวลาการหย่าร้างเอาไว้

ผู้ชายส่วนใหญ่ยอมโกหกเพราะคิดว่า เป็นการถนอมน้ำใจเมีย เพราะผู้หญิงไม่กล้าเผชิญหน้า กับความจริง เขาเกรงว่า ถ้าเธอรู้ความจริงการแสดงอารมณ์กราดเกรี้ยวรุนแรง เป็นสิ่งที่ฝ่ายชาย ไม่กล้าเผชิญเช่นกัน เพราะฉะนั้นการทำใจเป็นกลางเพื่อจะเริ่มหันมาปรับความเข้าใจ พยายามอย่าคิดว่าเขาเป็นสามีเราในขณะนั้น แต่จงคิดว่าเขาคือเพื่อน คือคนที่เราอยากให้ ความเข้าใจช่วยเหลือ เพื่อที่เราจะได้หันหน้ามาปรับทุกข์พูดจากันได้อย่างรู้เรื่อง ด้วยความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจในกันและกัน

อาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับคนส่วนใหญ่ที่ถูกอบรมปลูกฝังมาให้เชื่อว่า ในความสัมพันธ์ ระหว่างชายหญิงนั้นถ้าไม่รักก็เป็นศัตรู หรือในความเป็นเพื่อนจะไม่มีความสัมพันธ์ทางชู้สามมาเกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้น เมื่อความรักจางหาย เมื่อความสัมพันธ์ฉันหญิงชายไม่ราบรื่น ทั้งสองจึงกลายเป็นศัตรูกัน ไปโดยปริยาย แต่ความจริงถ้าเราเพียงมีจิตใจเมตตาต่อกัน รู้จักให้อภัยกัน และรักษาเงื่อนไข ความสัมพันธ์ฉันเพื่อนไว้ได้ในระดับหนึ่ง โอกาสที่ทั้งสองฝ่ายจะหันมาให้ความช่วยเหลือ เพื่อปรับปรุงพฤติกรรมของตนให้ดีขึ้นและจะเป็นการดีกว่าที่ต้องหันหลังให้กันด้วยท่าทีของความเป็นศัตรู โดยที่ความผิดพลาดบกพร่องไม่ได้รับการแก้ไข !

มนุษย์เราทุกคนต่างรักศักดิ์ศรีและคุณค่าของความเป็นคนในตนเองด้วยกันทั้งนั้น แต่หลายๆ คนรู้สึกเป็นการ "ยาก" ที่จะรักษาคุณค่าและศักดิ์ศรีดังกล่าวไว้ อาจด้วยความจำเป็น และเงื่อนไขหลายๆ อย่างในชีวิต อาจด้วยพื้นฐานในจิตใจเป็นคนอ่อนแอ จึงปล่อยให้อำนาจฝ่ายต่ำ เข้ายึดครอง หรืออาจเป็นด้วยสภาพแวดล้อมหล่อหลอมอุปนิสัยของเขามาให้เป็นคน "มักง่าย" ก็ได้ แต่ที่แน่ๆ คือไม่มีใครอยากสูญเสียคุณค่าในตัวเองไป ทั้งไม่อยากให้ใครมารู้เห็นบาดแผลที่ตนเองสร้างไว้

ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า ถ้าคนรู้ว่าตัวเองทำผิดพลาดแล้วอยากจะกลับตัว แต่ความซับซ้อนในจิตใจ ไม่ได้ง่ายอย่างที่เจ้าตัวจะรู้จัก เพราะฉะนั้น ความสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ผู้ที่จะให้ความช่วยเหลือ จะมีความสามารถแค่ไหนในการยอมรับพฤติกรรมที่เขาทำอยู่ และให้การชี้แนะร่วมมือแก้ไข โดยไม่ให้ความพยายามของเราไปกระทบกระเทือนต่อศักดิ์ศรีส่วนบุคคลจนทำให้เกิดปฏิกิริยาโต้ตอบ ในทางปกป้องตนเองอย่างรุนแรง

เพศชายเป็นเพศที่อ่อนแอ แต่ถูกหล่อหลอมด้วยสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติให้มีร่างกาย แข็งแรงใหญ่โต และถูกสังคมกำหนดให้เป็นผู้นำ "ทำผิดได้ยาก !" เพราะฉะนั้น การจะยอมรับว่าตัวทำผิด โดยเฉพาะกับผู้หญิง ! และเป็นผู้หญิงที่เขามีความรักใคร่มีความผูกพันด้วยอย่างลึกซึ้ง จึงเป็นความเจ็บปวดที่ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่อยากเผชิญ

จากกรณีของ "ดนัย" สามีของ "ส้ม" ฝ่ายชายซึ่งอยู่ในสภาพที่ด้อยกว่าภรรยาทุกทาง เมื่อได้ตัดสินใจกระทำการดังกล่าวไปแล้ว การที่ต้องยอมจำนนเปิดเผยความลับต่อภรรยา อาจหมายถึงความสิ้นสุดของศักดิ์ศรีทั้งปวง และมันอาจหมายถึงการสิ้นสุดความสัมพันธ์ ระหว่างของทั้งสองฝ่ายด้วยเช่นกัน

ฉะนั้นความสำคัญจึงอยู่ที่ว่าเขาทั้งสอง พร้อมหรือยังที่จะให้ความสัมพันธ์ยุติลงที่ตรงนี้ หรือต่างฝ่ายต่างจะให้โอกาสตัวเอง ให้โอกาสกันและกัน ประคับประคองชีวิตสมรส ให้ดำเนินต่อไปได้ ด้วยความเห็นอกเห็นใจ ความเข้าใจและให้อภัยซึ่งกันและกัน

อรอนงค์ อินทรจิตร
นรินทร์ กรินชัย

(update 4 พฤษภาคม 2001)


[ ที่มา...หนังสือผู้หญิงกับเซ็กซ์   โดย อรอนงค์ อินทรจิตร และ นรินทร์ กรินชัย]

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600