" หนูมีความผิดหรือพี่ ที่เกิดมาร่ำรวยมีการศึกษา เป็นที่รักใคร่ทะนุถนอมของพ่อแม่พี่น้อง
ส่วนเขาเป็นผู้ชายไม่มีอะไร ครอบครัวแตกแยกต้องดูแลช่วยเหลือตัวเองมาโดยตลอด แล้วเมื่อเราพบกัน
รักกันแล้วก็แต่งงานกัน เขาคิดแต่ว่าเขาเป็นส่วนเกินของครอบครัวเรา เพราะเราต้องอาศัยอยู่กับบ้านพ่อแม่
ก็หนูเป็นลูกคนเล็ก พ่อแม่เกษียณแล้วอยู่บ้านตามลำพังท่านก็เหงา เราเองก็ยังไม่มีปัญญาซื้อบ้านตนเอง
ครอบครัวหนูไม่เคยรังเกียจเขา ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี ทำไม
ทำไม เขาต้องทำอย่างนี้คะพี่ ? "
"ส้ม"
เริ่มเรื่องของเธอด้วยเสียงสั่นเครือ คาดคั้นและหวั่นไหวต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
" เราคบกันตั้งแต่เราเรียนจุฬาฯ หนูอยู่อักษร เขาเรียนวิศวะ ดนัยเป็นคนดีมากค่ะ
พี่ดีกว่าเพื่อนวิศวะรุ่นเดียวกันที่เอาแต่กินเหล้าเที่ยวผู้หญิง ใช้ชีวิตสมบุกสมบัน
เขาเองตอนเป็นหนุ่มสุภาพเรียบร้อย ค่อนข้างประหยัดและมุแต่การเรียน
เราใกล้ชิดกันมากเขาไปรับไปส่งหนูอย่างสม่ำเสมอ ครอบครัวหนูรับรู้ความสัมพันธ์ของเราตลอดมา
พ่อแม่ของดนัยแยกทางกันตั้งแต่เขาเด็กๆ แล้วทั้งสองก็มีครอบครัวใหม่ ดนัยอยู่ในความดูแล
ส่งเสียของพี่ชายซึ่งรับราชการ"
" พอเรียนจบเราก็แต่งงานกัน เขาย้ายเข้ามาอยู่รวมกันกับครอบครัวหนู
ซึ่งก็มีพ่อแม่และเราสองคน ดนัยได้งานราชการแถวเสาชิงช้า หนูทำงานบริษัทฝรั่ง
ตอนเช้าหนูขับรถไปส่งเขาตอนเย็นเขากลับเอง รถนี่คุณพ่อคุณแม่ท่านซื้อให้เป็นของขวัญวันเรียนจบค่ะ"
" คุณพ่อคุณแม่รักและเอาใจใส่ดูแลหนูมากทีเดียว แต่ท่านไม่เคยรังเกียจเขาเลยนะคะ
ท่านปรนนิบัติเขาเหมือนเป็นลูกคนหนึ่งเท่าๆ กับหนู พี่ๆ หนูก็ไปมาหาสู่กันดี หนูคิดว่า
ครอบครัวเราอยู่กันอย่างอบอุ่นและใกล้ชิดกันดี ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาเปลี่ยนไป
"
"
เราแต่งงานกันมาได้ปีที่ 3แล้วนะคะ เราตกลงที่จะไม่มีลูก หนูกับเขาอายุไล่เลี่ยกันคือ 25-26 ปี
เราเคยพูดกันถึงเรื่องจะปลูกบ้านแยกออกมา ซึ่งจริงๆ แล้วรายได้ของเขาเราคงต้องใช้เวลานาน
ในการเก็บออม ทั้งคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่อยากให้แยกบ้าน ท่านเป็นห่วงเพราะหนูเป็นลูกคนสุดท้องใจจริงๆ
หนูก็ไม่อยากทำ แต่คิดว่า
บางทีเขาคงอยากรู้สึกว่า
เป็นเจ้าของหรือเป็นผู้นำครอบครัวจริงๆ
ไม่ใช่เป็นเพียงผู้อาศัยหรือเป็นผู้ที่ถูกควบคุมอย่างทุกวันนี้"
" อย่างไรที่ว่าเป็นผู้ถูกควบคุมหรือคะ
คือ
เขาไม่เคยพูดตรงๆ หรอกค่ะ แต่
ดูท่าเขาอึดอัด
เวลาเผชิญหน้ากับพี่ชาย พี่สะใภ้วันเสาร์อาทิตย์ ที่เขาจะมาหาคุณแม่เป็นประจำ และเขาก็จะเรียกให้ดนัย
ลงไปร่วมคุยอยู่ด้วย คือ
มองดู
บางทีหนูก็รู้สึกว่า
เราไม่ค่อยมีเวลาอยู่ด้วยกันตามลำพัง
กลับมาตอนเย็นเรากินอาหารร่วมกับครอบครัว ดูทีวีด้วยกัน ตกดึกเราก็แยกย้ายกันไปนอน"
"
ความสัมพันธ์ทางเพศหรือคะ
หนูบอกพี่ตรงๆ นะคะ
หนูไม่ชอบเลย
มันเจ็บทรมาน
แต่ละครั้งหนูภาวนาให้มันเสร็จไปไวๆ
คือพี่ถามว่าเขาโอ้โลมปฏิโลมหรือให้เวลาเราถึงพร้อมกันหรือเปล่า
สำหรับหนูๆ ยอมรับว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญ และหนูก็ไม่เคยสนใจเรื่องเซ็กซ์เท่าไหร่
ค่ะ"
"
หนูรักเขา
รักมากด้วย
แต่สำหรับหนู
การได้อยู่ใกล้ชิดร่วมชีวิตกัน อยู่ด้วยกันก็เพียงพอแล้วค่ะ
เขาหรือคะ?
ที่ผ่านมาเขาไม่ใช่เป็นคนมีประสบการณ์อะไรหรอกค่ะ เขาไม่เคยเที่ยวผู้หญิง
ไม่เคยมีความสัมพันธ์ทางเพศกับใครมาก่อน หนูก็เหมือนกัน เคยศึกษาไหม
ก็อ่านหนังสือเกี่ยวกับ
เพศศึกษาแต่ยังไงหนูก็ไม่ชอบค่ะพี่
เขาหรือคะ หนูก็เห็นเขาเฉยๆ ไม่เคยบอกอะไร
เรามีความสัมพันธ์กันเดือนละครั้ง นี่ก็นับว่าบ่อยมากสำหรับหนูแล้วนะคะ
โอ ! เป็นไปได้หรือคะพี่
คนเราจะมีความต้องการกันเกือบทุกวันแบบนั้น หนูคงทนสภาพแบบนั้นไม่ได้หรอก !"
" เขาเปลี่ยนแปลงมาได้หกเดือนแล้วค่ะ กลับบ้านดึกอยู่เสมอตอนกลางวันไม่อยู่
หนูเคยโทรฯไปชวนออกมาทานข้าวกลางวัน เขาไม่เคยว่าง หนูก็ไม่ว่าอะไร บางทีเขากลับมาบ้านแล้ว
มีคนโทรศัพท์มาเขาก็ออกไปอย่างรีบร้อน กลับมาดึกดื่น บางทีสุดสัปดาห์ก็บอกว่าจะออกต่างจังหวัด
กับเจ้านายก็หายไปเลยตั้งแต่คืนวันศุกร์ กลับค่ำวันอาทิตย์กลับมาก็เอาแต่นอน หนูค้นกระเป๋าเขา
ระยะหลังมีเงินสดเป็นปึกๆ เลยถามเขาเรื่องเงิน เขาก็ว่าเงินพิเศษแล้วก็เก็บเข้าแบงค์เงียบ
ซักไซร์อะไรก็เฉยๆ"
" หนูเคยค้นพบบัตรพิเศษเป็นบัตรเชิญเล็กๆ สำหรับเข้าใช้ห้องที่โรงแรมมีชื่อแห่งหนึ่ง
แถวถนนเพชรบุรี ก็เลยลองโทรไปถามว่าเป็นบัตรอะไร ใช้ยังไง เจ้าหน้าที่ก็พูดปัดๆ ไปว่า
เป็นแขกเชิญของผู้จัดการโรงแรม
ให้เข้าใช้สถานที่ได้ตลอดเวลา หนูอยากจะถามเขาตรงๆ เรื่องนี้ แต่หนูกลัว
กลัวคำตอบค่ะพี่
พี่ถามว่าหนูคิดอย่างไรหรือคะ ? มันเป็นไปได้ใช่ไหมคะ ?"
"
หนูจะทำอย่างไรดีค่ะพี่ ถ้าสามีหนูขายตัวจริงๆ !? เธอหลุดคำถามออกมา
พร้อมกับอาการร่ำไห้สะอึกสะอื้น"
" หนู
หนูเคยตามไปพิสูจน์มาแล้วค่ะ มีอยู่วันหนึ่งหลังอาหารเย็น เรานั่งดูทีวีกันอยู่มีโทรศัพท์ถึงเขา
เขาก็ผลุนผลันแต่งตัวไปบอกว่ามีธุระ หนูทำไม่รู้ไม่ชี้เพราะไม่อยากให้พ่อแม่ผิดสังเกต เขานั่งแท็กซี่ไป
หนูขับรถตามไปถึงโรงแรม เขาขึ้นไปข้างบน หนูทนนั่งรอเขาในรถจากสามทุ่มถึงตีหนึ่งเขาจึงลงมา
หนูก็แสดงตัวบอกว่ามานั่งรออยู่ ตอนที่เห็นหนูเขาตกใจหน้าซีด"
" พอได้สติเขาก็ปึงปังหาว่ามาจับผิด หนูถามว่าเขามาทำอะไรเขาตวาดว่า มาหารายได้พิเศษน่ะสิ !
ตอนนั้นสมองหนูชาไปหมดพูดอะไรไม่ออก พอถึงบ้านเขาก็เอาใจ บอกว่ามาทำธุระ มีบ่อนข้างบน
เขาเล่นได้จึงกลับ หนูถามเขาว่าเขามาพบผู้หญิงใช่ไหม เขาได้แต่หัวเราะแปลกๆ ไม่ตอบ
พอหนูซักเขาถึงคำว่าหารายได้พิเศษ เขาบอกว่าพูดเล่น คืนนั้นเขาเอาใจหนูปลอบโยนมากมาย
ใช่
เรามีความสัมพันธ์กันคืนนั้น หลังจากนั้นไม่กี่วันรู้ไหม เกิดอะไรขึ้นกับหนู
หนูเป็นกามโรค !
หนูตกใจมากเมื่อหมอบอก ส่วนเขาปฏิเสธว่าไม่ได้เป็น ถ้างั้นหนูติดมาจากใครล่ะ !
เธอย้อนถามด้วยน้ำเสียงขมขื่น เจ็บปวด"
"
พอพ่อแม่หนูรู้ว่าติดโรค ทุกคนโกรธมากพากันบอกให้หนูเลิกถึงไม่มีใครพูดว่าอะไรตรงๆ
แต่เขาคงรู้สึกต่างฝ่ายต่างหลบหน้ากัน แต่หนูรักเขามากพี่
รักสุดใจ หนูสงสารเขาด้วย
หนูไม่รู้ว่าเขาเป็นอย่างไร ทำยังไง หนูอยากช่วยเขาพี่"
"
หลายวันมานี้ หนูพยายามติดต่อเพื่อนสนิทเขาที่ทำงาน เลียบเคียงดูได้ความว่า
ที่ที่ทำงานเขามีผู้หญิงหม้ายสาวโสดวัยกลางคนอยู่หลายคน พวกนี้เป็นนายหน้าหาผู้ชายให้ผู้หญิงสูงวัย
พอเห็นคนหนุ่มๆ ขาดเงินก็ชักชวนนัดแนะไป ตัวผู้หญิงเองก็หารายได้ด้วยเช่นกัน
พวกหนุ่มที่อยากรวยไวจะใช้วิธีนี้กัน พอนายหน้าโทรฯมาบอกเวลาสถานที่เขาก็จะไป
ที่แย่กว่านั้นคือ ลูกค้าไม่ใช่แต่เป็นผู้หญิงเท่านั้น พวกเกย์ก็แยะ หนูฟังแล้วกลัว กลัวมากเหลือเกิน
พี่ว่าหนูควรทำอย่างไรถ้าเขาขายตัวให้เกย์ด้วย ขนาดนี้หนูยังติดโรคผู้หญิง ต่อไปถ้าเขาไปติดโรคเอดส์มา
หนูมิแย่หรือคะพี่ ?"
" พี่ว่าหนูตีตนไปก่อนไข้หรือคะ
? หนูก็อยากจะให้มันเป็นอย่างนั้น ไม่อยากจะเผชิญกับความจริงเลย
พี่คิดว่าหนูควรจะถามเขาตรงๆ หรือคะ แล้วถ้าเขายอมรับล่ะ? แต่ถ้าเขาไม่ยอมรับ หนูก็ไม่แน่ใจ
ข้องใจอยู่เรื่อยไป มันคงจะเป็นความทรมานมาก ที่จะต้องกินนอนอยู่กับความหวาดระแวงตลอดเวลา
พี่ว่าเขาป่วยทางจิตหรือเปล่าค่ะ ? หนูควรจะพาเขาไปพบจิตแพทย์ไหม? ทำไมสังคมเราถึงได้สกปรกขนาดนี้
ทำไมผู้หญิงอย่างหนูจึงต้องเจอะเหตุการณ์แบบนี้
หนูไม่เข้าใจ หนูทำตัวไม่ถูกเลย พี่ว่าหนูควรทำอย่างไรคะ ?"
" ปรึกษาพ่อแม่พี่ๆ ก็มีคำตอบอยู่อย่างเดียวคือ เลิก !
ทุกคนคิดว่าเขาเลี้ยงดูทะนุถนอมหนูมาอย่างดี
ถ้าจะต้องเลียงต่อไป เขาไม่ว่า
เขาไม่อยากให้หนูเจ็บซ้ำลำบาก แต่หนูรักสามีหนูมากไม่อยากเห็นเขา
ต้องอยู่ในสภาพนี้ หนูรู้ว่าส่วนหนึ่งเขาจะต้องเกลียดตัวเองมากที่ต้องลดศักดิ์ศรีไปทำอย่างนี้
แต่เขาก็ยังคงให้เหตุผลว่า เพราะเขาอยากมีบ้าน อยากมีครอบครัวที่สมบูรณ์ อยากได้ชื่อว่า
เป็นผู้นำครอบครัวจริงๆ หนูรู้ว่าเขาไม่ชอบไม่อยากจะตกอยู่ในสภาพที่ใครๆ มองว่า เกาะเมีย
หรือว่าอาศัยครอบครัวเมียกิน ทั้งๆ ที่หนูเองไม่เคยคิดอย่างนั้น แต่มันเป็นความผิดของหนูหรือคะ
ที่หนูเกิดมาแบบนี้ ส่วนเขาตรงกันข้าม ทำไม?
ทำไมเขาต้องขายตัวคะพี่ ?"
" เซ็กซ์ !
มันมีความสำคัญมากสำหรับชีวิตคนเราหรือคะ ? พี่หมายความว่า
ที่ผ่านมาประสบการณ์เขาน้อย เขาไม่มีความสุขกับมันมาก่อน พอมาเจอะเข้าเขาก็ติดใจอย่างนั้นหรือคะ?
แล้วมากแค่ไหนล่ะที่หนูจะปรับตัวปรับใจให้สนองตอบ ตามความต้องการของเขาได้ หนูไม่ชอบ !"
" ใช่
พี่พูดถูก มันเป็นเงื่อนไขในการแต่งงานสำหรับคนทั่วไป แต่เป็นไปไม่ได้หรือคะ
ที่เราจะอยู่กันด้วยความรัก ความเข้าใจ ความใกล้ชิดอย่างเดียว หนูไม่เคยต้องการอะไร
มากไปกว่าที่จะรู้สึกว่า เขารักเราเขาเข้าใจเรา อย่างที่หนูเองกำลังพยายามที่จะให้ความรัก
ความเข้าใจกับเขาจนเต็บเปี่ยม เท่านั้นยังไม่พออีกหรือคะ ?
"
" โอเค
ถ้าหนูปรับตัว เรียนรู้ที่จะสนองตอบความสัมพันธ์ทางเพศของเขาได้
แล้วหนูจะได้เขาคืนมาหรือเปล่า เขาจะเลิกอาชีพนี้หรือเปล่า แล้วความรู้สึกดีงามที่เคยมีต่อเขา
แล้วต้องมาเสียไปล่ะ อย่างไรที่หนูจะเรียกกลับคืนมาได้ โอ
หนูคิดแล้วยิ่งสับสน หนูจะทนต่อเหตุการณ์
ต่อไปนี้ได้อย่างไร หนูไม่เข้าใจ
ไม่เข้าใจว่าทำไม
ทำไมเขาจึงต้องไปขายตัว
ทำไม๊ ทำไม
สังคมถึงสกปรกแบบนี้
ทำไมคนเราถึงมักง่ายขนาดนี้
ทำไม
เขาต้องทำแบบนี้
แล้วทำไม
ทำไมถึงต้องเป็นหนู ? พี่คิดว่าหนูควรจะพาเขาไปพบจิตแพทย์ดีไหมคะ จิตแพทย์จะรักษาเขาหายไหมคะพี่ ?"
" ใช่
ทำไม
ทำไมคนเราจึงมักง่ายขนาดนี้...นี่ไม่ใช่เรื่องของอาการป่วยทางจิตแต่อย่างใดๆ ทั้งสิ้น
ถ้าหากจะเรียกว่าเป็นอาการป่วยก็คงจะเป็นอาการป่วยของสังคม ของคนทุกคนในสังคมที่มีส่วนร่วม
รับผิดชอบต่อพฤติกรรมของคนในสังคมอยู่ด้วยกัน"
ชีวิตของดนัยก็ไม่ต่างไปจากคนรุ่นใหม่เป็นจำนวนมาก ที่เติบโตขึ้นภายในสังคมที่เต็มไปด้วย
การแข่งขันชิงดีชิงเด่น ทุกคนปรารถนาที่จะก้าวไปให้ไกลที่สุด ให้ประสบความสำเร็จให้มากที่สุด
โดยไม่คำนึงถึงคุณธรรม ขาดศีลธรรมหรือศักดิ์ศรีส่วนบุคคล ความเจริญทางด้านวัตถุ
เข้ามามีอิทธิพลต่อจิตใจของประชาชน จนกระทั่งทุกอย่างสามารถซื้อหาแลกเปลี่ยนได้โดยเงินตรา
ดนัยมีปมด้อยในสถานภาพที่เขาด้อยกว่าภรรยาทุกๆ ด้าน ไม่มีสิ่งใดมีค่าที่จะมอบให้เธอได้
เพราะเธอมีแล้วและเหนือกว่าเขาทุกๆ ด้าน แม้ในลักษณะของความสุขทางเพศ ที่ผู้ชายส่วนใหญ่
มีความภูมิใจในศักดิ์ศรีของความเป็นชาย เขาก็ไม่สามารถทำให้ภรรยาเห็นคุณค่าในส่วนนี้ได้
เพราะเธอไม่ชอบเซ็กซ์ !
นี่อาจจะไม่ใช่ปัจจัยหรือสาเหตุที่แท้จริงที่นำดนัยไปสู่พฤติกรรมขายตัว อาจจะเป็นความบังเอิญ
ระหว่างความไม่สมดุลทางเพศของทั้งสอง หรืออาจเป็นต้นเหตุที่แท้จริงของการแสวงหาอิสระทางเพศ
เพื่อการเรียนรู้และเพื่อความสุขส่วนตัวของดนัยเอง หรืออาจจะเป็นส่วนหนึ่งหรือทั้งหมด
ของการแลกเปลี่ยนเพื่อเงินตรา !
ถ้าจะถามว่า ภรรยามีส่วนผิดหรือไม่ ที่ไม่ชอบความสัมพันธ์ทางเพศ จนทำให้สามีมีความกดดัน
และหันไปหาทางระบายกับหญิงอื่น ? ก็คงจะตอบไม่ได้ว่าภรรยาผิด คงจะพูดได้แต่เพียงว่า
ต่างฝ่ายต่างมีประสบการณ์ทางเพศน้อย โดยเฉพาะฝ่ายหญิงแสดงความไม่ชอบทำให้ไม่มีโอกาส
นำเรื่องนี้ขึ้นมาพูดเพื่อหาทางแก้ไข ฝ่ายชายได้โอกาสที่จะแสวงหาประสบการณ์กับหญิงอื่น
โดยมีเงินเป็นเงื่อนไข
สำหรับคนที่ "หิว" โหยต่อความสัมผัสแตะต้อง ตลอดจนเงินทองและมองไม่เห็นทางที่จะตั้งตัว
สร้างฐานะได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่จิตใจมีความทะเยอทะยาน เขาจึง "มักง่าย" หรือเลือกเดินทางลัด
เพียงเพราะโอกาสเดินมาถึง โดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของภรรยาหรือไม่แคร์แม้กระทั่งศักดิ์ศรีของตนเอง !
ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรฝ่ายหญิงจึงจะดึงเขากลับมาทางเดิมได้ โดยไม่เหลือรอยแผลไว้ในดวงใจ
โดยเฉพาะถ้าฝ่ายชายดึงดันไม่ยอมเลิกด้วย นึกว่าเป็นผู้ชาย ไม่เสียหายอะไร ? เธอจะทำฉันใด ?
สำหรับภรรยาที่สามีประพฤตินอกใจ ไม่ว่าจะไปมีหญิงอื่นหรือขายตัวดังเช่นดนัย ความเจ็บปวด อับอาย
และความผิดหวังย่อมมีมากมายนัก ภรรยาจักยอมรับได้แค่ไหน ? แต่ที่เธอควรต้องทำก็คือทำใจยอมรับ
พฤติกรรมของเขา ว่ามันเป็นไปได้ เกิดขึ้นได้เพราะความ "ขาด" หลายๆ อย่างของเขา หรืออาจเป็น
ความบกพร่องส่วนหนึ่งของเธอ ถ้าเธอทำใจยอมรับยอมอภัยให้ได้ในจุดนี้ โอกาสที่จะให้เขาเปิดเผย
ความในใจและเรื่องราวในรายละเอียด เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปรับพฤติกรรมตัวเองมีสูง
แต่ถ้าเขาตระหนักว่าภรรยายอมรับไม่ได้ เขาจะพยายาม โกหกต่อไปเรื่อยๆ เพื่อถ่วงเวลาการหย่าร้างเอาไว้
ผู้ชายส่วนใหญ่ยอมโกหกเพราะคิดว่า เป็นการถนอมน้ำใจเมีย เพราะผู้หญิงไม่กล้าเผชิญหน้า
กับความจริง เขาเกรงว่า ถ้าเธอรู้ความจริงการแสดงอารมณ์กราดเกรี้ยวรุนแรง เป็นสิ่งที่ฝ่ายชาย
ไม่กล้าเผชิญเช่นกัน เพราะฉะนั้นการทำใจเป็นกลางเพื่อจะเริ่มหันมาปรับความเข้าใจ
พยายามอย่าคิดว่าเขาเป็นสามีเราในขณะนั้น แต่จงคิดว่าเขาคือเพื่อน คือคนที่เราอยากให้
ความเข้าใจช่วยเหลือ เพื่อที่เราจะได้หันหน้ามาปรับทุกข์พูดจากันได้อย่างรู้เรื่อง ด้วยความเข้าใจ
เห็นอกเห็นใจในกันและกัน
อาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับคนส่วนใหญ่ที่ถูกอบรมปลูกฝังมาให้เชื่อว่า ในความสัมพันธ์
ระหว่างชายหญิงนั้นถ้าไม่รักก็เป็นศัตรู หรือในความเป็นเพื่อนจะไม่มีความสัมพันธ์ทางชู้สามมาเกี่ยวข้อง
เพราะฉะนั้น เมื่อความรักจางหาย เมื่อความสัมพันธ์ฉันหญิงชายไม่ราบรื่น ทั้งสองจึงกลายเป็นศัตรูกัน
ไปโดยปริยาย แต่ความจริงถ้าเราเพียงมีจิตใจเมตตาต่อกัน รู้จักให้อภัยกัน และรักษาเงื่อนไข
ความสัมพันธ์ฉันเพื่อนไว้ได้ในระดับหนึ่ง โอกาสที่ทั้งสองฝ่ายจะหันมาให้ความช่วยเหลือ
เพื่อปรับปรุงพฤติกรรมของตนให้ดีขึ้นและจะเป็นการดีกว่าที่ต้องหันหลังให้กันด้วยท่าทีของความเป็นศัตรู
โดยที่ความผิดพลาดบกพร่องไม่ได้รับการแก้ไข !
มนุษย์เราทุกคนต่างรักศักดิ์ศรีและคุณค่าของความเป็นคนในตนเองด้วยกันทั้งนั้น
แต่หลายๆ คนรู้สึกเป็นการ "ยาก" ที่จะรักษาคุณค่าและศักดิ์ศรีดังกล่าวไว้ อาจด้วยความจำเป็น
และเงื่อนไขหลายๆ อย่างในชีวิต อาจด้วยพื้นฐานในจิตใจเป็นคนอ่อนแอ จึงปล่อยให้อำนาจฝ่ายต่ำ
เข้ายึดครอง หรืออาจเป็นด้วยสภาพแวดล้อมหล่อหลอมอุปนิสัยของเขามาให้เป็นคน "มักง่าย" ก็ได้
แต่ที่แน่ๆ คือไม่มีใครอยากสูญเสียคุณค่าในตัวเองไป ทั้งไม่อยากให้ใครมารู้เห็นบาดแผลที่ตนเองสร้างไว้
ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า ถ้าคนรู้ว่าตัวเองทำผิดพลาดแล้วอยากจะกลับตัว แต่ความซับซ้อนในจิตใจ
ไม่ได้ง่ายอย่างที่เจ้าตัวจะรู้จัก เพราะฉะนั้น ความสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ผู้ที่จะให้ความช่วยเหลือ
จะมีความสามารถแค่ไหนในการยอมรับพฤติกรรมที่เขาทำอยู่ และให้การชี้แนะร่วมมือแก้ไข
โดยไม่ให้ความพยายามของเราไปกระทบกระเทือนต่อศักดิ์ศรีส่วนบุคคลจนทำให้เกิดปฏิกิริยาโต้ตอบ
ในทางปกป้องตนเองอย่างรุนแรง
เพศชายเป็นเพศที่อ่อนแอ แต่ถูกหล่อหลอมด้วยสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติให้มีร่างกาย
แข็งแรงใหญ่โต และถูกสังคมกำหนดให้เป็นผู้นำ "ทำผิดได้ยาก !" เพราะฉะนั้น การจะยอมรับว่าตัวทำผิด
โดยเฉพาะกับผู้หญิง ! และเป็นผู้หญิงที่เขามีความรักใคร่มีความผูกพันด้วยอย่างลึกซึ้ง
จึงเป็นความเจ็บปวดที่ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่อยากเผชิญ
จากกรณีของ "ดนัย" สามีของ "ส้ม" ฝ่ายชายซึ่งอยู่ในสภาพที่ด้อยกว่าภรรยาทุกทาง
เมื่อได้ตัดสินใจกระทำการดังกล่าวไปแล้ว การที่ต้องยอมจำนนเปิดเผยความลับต่อภรรยา
อาจหมายถึงความสิ้นสุดของศักดิ์ศรีทั้งปวง และมันอาจหมายถึงการสิ้นสุดความสัมพันธ์
ระหว่างของทั้งสองฝ่ายด้วยเช่นกัน
ฉะนั้นความสำคัญจึงอยู่ที่ว่าเขาทั้งสอง พร้อมหรือยังที่จะให้ความสัมพันธ์ยุติลงที่ตรงนี้
หรือต่างฝ่ายต่างจะให้โอกาสตัวเอง ให้โอกาสกันและกัน ประคับประคองชีวิตสมรส
ให้ดำเนินต่อไปได้ ด้วยความเห็นอกเห็นใจ ความเข้าใจและให้อภัยซึ่งกันและกัน
อรอนงค์ อินทรจิตร นรินทร์ กรินชัย
|