|
จากตัวอย่างทั้งสอง มีสิ่งหนึ่งที่คล้ายกันคือ ทั้งสองคนกล้าที่จะยอมรับว่าตนเองมีนิสัยบางประการ
ที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตคู่ ตัวอย่างแรกชายคนนี้ยอมรับว่าเขาเป็นคนที่เบื่อง่าย
ไม่ชอบความซ้ำซากจำเจ เขาจึงตัดสินใจอยู่เป็นโสดตลอดชีวิต เพราะรู้ว่าหากเขาแต่งงาน
เท่ากับเป็นการทำลายชีวิตคู่อย่างแน่นอน ส่วนตัวอย่างที่สอง ประสบการณ์จากการแต่งงานในครั้งแรก
ทำให้เธอเรียนรู้ว่า ลักษณะนิสัยของเธอบางประการทำให้ไม่สามารถดำรงชีวิตคู่ต่อไปได้
ดังนั้นเพื่อแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้น ในการแต่งงานครั้งต่อไป เธอจึงต้องให้คู่สมรสใหม่ของเธอรู้ในข้อบกพร่องนี้
เพื่อให้เขาทำใจยอมรับล่วงหน้าว่าจะต้องเผชิญสิ่งใดที่ทำให้ชีวิตคู่ไม่มีความสุข
ตัวอย่างนี้เป็นตัวอย่างของคนจำนวนน้อยที่ " รู้จักตนเอง " และ " ยอมรับข้อบกพร่องของตนเอง "
ก่อนตกลงปลงใจใช้ชีวิตคู่หรืออยู่เป็นโสด ซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริง ยังมีคนอีกจำนวนมาก
หลังจากแต่งงานแล้วจึงค่อยรู้ว่าอุปสรรคที่สามารถทำลายชีวิตคู่ได้นั้นมีอะไรบ้าง
ส่งผลให้ชีวิตคู่ดำเนินไปอย่างไม่ราบรื่น ขาดความสุข เกิดการทะเลาะเบาะแว้ง
และบางคู่อาจจบลงด้วยการหย่าร้าง
ชีวิตคู่เป็นเรื่องของคนสองคนที่ตกลงใจเดินร่วมทางกัน ทั้งนี้ เส้นทางชีวิตจะดำเนินไปอย่างมีความสุข
ดังใจปรารถนาหรือไม่นั้น ไม่สามารถพิจารณาเพียงคำกล่าวที่ว่า คนที่เราเลือกนั้นจะยินดีร่วมทางตลอดชีวิตกับเรา
หรือเพียงคำยืนยันของเราว่า เรายินดีจะร่วมชีวิตกับเขาตลอดไป เพราะไม่เพียงพอที่จะเป็นเครื่องมือยืนยัน
สัมพันธภาพชีวิตคู่ว่าจะยั่งยืนหรือไม่ สิ่งที่ต้องมีมากกว่า "ความยินดี" ของทั้งสองฝ่ายนั่นคือ
การยอมรับเงื่อนไขสำคัญที่เปรียบเสมือนเป็น หัวใจ ของชีวิตคู่ ได้แก่คำตอบของแบบสอบถามด้านข้างนี้ |
|
|
1. คุณจะซื่อสัตย์ต่อคู่สมรสตลอดชีวิตได้หรือไม่ ?
ก.ได้
ข. ไม่ได้
ค. ไม่มั่นใจ
2. คุณจะให้เกียรติคู่สมรสตลอดชีวิตได้หรือไม่ ?
ก. ได้
ข. ไม่ได้
ค. ไม่มั่นใจ
3. คุณจะทำบทบาทหน้าที่ในฐานะสามี (หรือภรรยา) อย่างดีที่สุดตลอดชีวิตได้หรือไม่ ?
ก. ได้
ข. ไม่ได้
ค. ไม่มั่นใจ
4. คุณจะปรับความเข้าใจและให้อภัยทุกครั้งเมื่อเกิดความขัดแย้งได้หรือไม่ ?
ก. ได้
ข. ไม่ได้
ค. ไม่มั่นใจ
5. คุณจะทำให้อีกฝ่ายมั่นใจในความรักที่คุณมีต่อเขาตลอดไปได้หรือไม่ ?
ก. ได้
ข. ไม่ได้
ค. ไม่มั่นใจ
|
|