ผู้หญิงเรานั้นมีความเชื่อหลายๆ อย่าง
ซึ่งหลายอย่างทำให้เกิดการวิตกกังวล และบั่นทอนความสามารถทั้งร่างกายและจิตใจ
วันนี้หมอขออนุญาติคุยเกี่ยวกับความเชื่อนี้นะคะ
- เรื่องการผายลมออกจากช่องคลอด
" คุณหมอค่ะ ดิฉันผายลมออกจากช่องคลอด อย่างนี้ช่องคลอดของดิฉันจะหย่อนหรือเปล่า ต้องทำรีแพร์หรือเปล่า "
ปัญหานี้เป็นปัญหาที่หมอเจอได้บ่อยๆ ค่ะ สุภาพสตรีที่มาหามักจะอยู่ในวัยสาวถึงวัยกลางคน แต่ละคนมีใบหน้าวิตกกังวล
เรื่องอวัยวะภายในนี้นะค่ะ เป็นสิ่งวิตกซ่อนเร้นในใจผู้หญิงหลายๆคน และไม่กล้าถามใคร
หมอเองเจอคนไข้หลังคลอดหลายคนที่มาตรวจซ้ำแล้วซ้ำอีก ด้วยเรื่องมีก้อนมาจุกช่องคลอดหลังคลอด
บางคนบ่นว่ามีเนื้อเยื้อยื่นออกมา เมื่อตรวจภายในดูก็ไม่พบอะไรผิดปกติ ช่องคลอดดูปกติ
ไม่มีเนื้ออะไรจุกหรือยื่นออกมา ติ่งเนื้อที่คนไข้บ่น ก็ใกจะเป็นเยื่อพรมจรรย์ที่ฉีกขาดหลังมีเพศสัมพันธ์
และหลังคลอดบุตรธรรมดา แต่เมื่อให้การรักษา
ก็บอกไม่ดีขึ้น จนต้องจับเข่าคุยกัน จึงรู้ว่าคนไข้กลัวช่องคลอดจะไหล
กระบังลมจะหย่อน คลอดลูกแล้ว ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิม เมื่ออธิบายนำรูปอวัยวะภายในที่ปกติมาให้ดู ให้ความมั่นใจ
จึงคลายความวิตกกังวล
" ตอนผายลมออกช่องคลอดนั้นทำอะไรอยู่ค่ะ" หมอมักจะถามก่อนตรวจภายใน
บางคนตอบว่า
กำลังบริหารยกขาขึ้นสูง บางคนก็ตอบว่าอยู่เฉยๆ ก็มีลมออก
เมื่อตรวจภายในพบช่องคลอดปกติหมอมักจะถามคนไข้ว่า
" ตามความคิดของหมอ การที่จะภายลมได้ต้องมีหูรูดที่แข็งแรง เหมือนการผายลมออกจากทวารหนัก
ต้องสามารถกลั้นลมและปล่อยออกมาได้นะค่ะ การกลั้นลมในช่องคลอดก็เช่นกัน เมื่อกลั้นได้
กล้ามเนื้อต้องมีการยืดหยุ่นได้ดี ถ้าช่องคลอดหย่อนยาน กลายเป็นรูกลวงโบ๋จะไม่สามารถกลั้นลม
และภายลมออกมาได้เลยดังนั้นการภายลมฝนช่องคลอดได้นั้น ช่องคลอดต้องมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง
ยกตัวอย่างสาวๆ ที่มีอาชีพพิเศษนะคะ ที่สามารถใช้ช่องคลอดเป่าลูกโป่งได้ คือดูดลมเข้าไปในช่องคลอด
และเป่าออกมานั่นคือช่องคลอดต้องแข็งแรงพอควร นอกจากเป่าลูกโป่งได้ ก็ยังใช้กล้ามเนื้อส่วนนั้นยิงลูกดอก
เปิดฝาขวดนำอัดลม และทำโชว์อื่นๆ ได้อีก
ดั้งนั้นการภายลมออกจากช่องคลอดจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าวิตกเลยค่ะ
หมอเองตอนออกกำลังกาย โดยการยกขาสูง ขมิบช่องคลอด ก็ต้องมีการผายลมออกจากช่องคลอดได้
แสดงว่าช่องคลอดตรงนั้นไม่หย่อนคะ น่าจะเป็นเรื่องดี มากกว่าเรื่องเสียนะคะ"
- เรื่องการดึงมดลูก...
คนไข้บางคนกลัวหมอดึงมดลูกออกขณะตรวจภายใน
คุณขจี สุภาพสตรีวัย40ปีมาหาหมอด้วยเรื่องมีตกขาว
เธอไม่ขอตรวจภายในเพราะเกรงว่า หมอจะดึงมดลูกเธอออกมาล้าง และใส่เข้าไปใหม่
" ทำไมค่ะคุณขจี คุณไปตรวจภายในที่ไหน หรือใครบอก ทำให้คุณคิดเช่นนั้น" หมอสงสัย
" ฉันคิดเอาเองแหละหมอ เพราะไปตรวจภายในล่าสุด ฉันเสียวแปล๊บเข้าไปในช่องท้อง เมื่อหมอตรวจ "
" คุณขจีคะ การดึงมดลูกออกมาไม่ใช่ของง่ายนะคะ เพราะมดลูกเป็นอวัยวะที่อยู่ในช่องท้อง
มีปากมดลูกเท่านั้นที่ยื่นออกมา ในช่องคลอด ดังนั้นหมอรับรองค่ะว่า การตรวจภายในนั้น
ไม่สามารถดึงมดลูกออกมาล้างได้ดังที่คุณขจีกลัวนะคะ" หมอเอามดลูกให้คุณขจีดู
" อย่างไรฉันก็ยังกลัวการตรวจภายในวันนี้ขอยาไปกินก่อนได้ไหมหมอ"
" ได้ค่ะ" หมอตอบ นอกจากเป็นการยากที่จะให้คนหายกลัวในเวลาอันสั้นๆ
ยังเป็นการยากที่จะลบความเชื่อของคนในเวลาสั้นๆ อีกด้วย การรักษาจึงต้องอาศัยประวัติคุณขจีที่เป็นโรคเบาหวาน
ควบคุมน้ำตาลไม่และผลการตรวจปัสสาวะที่มีการอักเสบและมีเชื้อราออกมาบกับปัสสาวะ หมอวินิจฉัยว่า
คุณขจีเป็นเชื้อรามีการอักเสของทางเดินปัสสาวะ และได้สั่งยาให้
" คุณขจีค่ะ ถ้าไม่หายคงต้องมาตรวจภายในนะค่ะ และไม่ต้องกลัวค่ะ การตรวจภายในไม่เจ็บ
ไม่มีการดึงเอามดลูกออกมาล้าง และใช้เวลาไม่นาน" หมอรับรองซ้ำๆ คุณขจีพยักหน้า แล้วลากลับไป
แต่มีคนไข้อีกแบบที่อยากให้หมอดึงเอามดลูกขึ้น
" หมอค่ะ ฉันปวดท้อง ปัสสาวะ ทีไรปวดแสบรูปัสสาวะมาก หมอที่บ้านเคยตรวจว่า มีกระบังลมหย่อน
ฉันอยากให้หมอดึงเอามดลูกขึ้นให้" คุณสวนอายุ 50 ปี มีลูก 4 คน คนเล็กอายุ 20ปี
บอกหมอ
" ดึงมดลูกหรือค่ะ ขอหมอตรวจคุณสวนก่อนนะค่ะ" หมอมักบอกเช่นนั้น
ผลการตรวจภายใน เห็นชัดว่ามีการหย่อนของผนังช่องคลอดหรือที่เรียกว่ากระบังลมหย่อน
มีการฉีกขาดเก่าของช่องคลอดถึงทวารหนัก จนรูช่องคลอดกับรูทวารเกือบเป็นรูเดียวกัน
" ฉันคลอดบ้าน เบ่งเต็มที่ ไม่เคยเย็บแผลเลย" คุณสวนบอกอย่างอายๆ
" ค่ะ คุณสวนมีกระบังลมหย่อนจริง ช่องคลอดฉีกขาดไปถึงรูทวารถ้าท้องเสียคงกลั้นอุจาระได้ลำบากนะค่ะ"
" ใช่ ถ้าถ่ายเหลว ฉันอึไม่ได้เลย หมอช่วยดึงมดลูกให้ฉันด้วย" คุณสวนย้ำ
หมอนึกในใจ
ดึงมดลูกไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องผ่าตัดเข้าทางช่องคลอด หรือหน้าท้องของคนไข้
และจะดึงในกรณีที่มีมดลูกหย่อน หรือมดลูกไหล แต่ก็ไปตอบว่า " คุณสวนมีกระบังลมหย่อนค่ะ
แต่มดลูกไม่ไหล อย่างนี้ก็ไม่ต้องดึงมดลูกขึ้นหรือลงนะค่ะ"
" อย่างไรนะค่ะหมอ" คุณสวนไม่เข้าใจ คงสับสนระหว่างกระบังลมหย่อนและมดลูกไหล
" กระบังลมหย่อนคือ ผนังช่องคลอดหย่อนยานจากการคลอด เมื่อผนังช่องคลอกหย่อนยาน
ส่วนของกระเพาะปัสสาวะที่อยู่ช่องคลอดด้านหน้าก็หย่อนยานตาม อาจทำให้ปัสสาวะลำบากปัสสาวะเล็ดเวลาหัวเราะ
ไอจาม ส่วนของสำไส้ที่อยู่หลังช่องคลอดด้านหลัง ก็จะหย่อนโป่งออกมา ทำให้เกิดอุจาระลำบาก
ท้องผูก
กระบังลมหย่อนรักษาด้วยการรีแพร์ คือตัดเนื้อส่วนเกินออก และเย็บใหม่นะค่ะ ส่วนมดลูกหย่อน
มดลูกไหล คือส่วนของมดลูก เช่น ปากมดลูก ตัวมดลูก หย่อนลงมาจุกที่ช่องคลอด บางทีหย่อนจนตัวปากมดลูก
โผล่พ้นช่องคลอดก็มี ภาวะนี้แก้ไขโดยการดึงมดลูกออกมาตัดผ่านทางช่องคลอดหรือตัดผ่านหน้าท้องในบางกรณี
คนไข้บางคนมีมดลูกไหลแล้วมีกระบังลมหย่อน ก็รักษาโดยการดึงมดลูกมาตัดและรีแพร์
บางคนมีกระบังลมหย่อนอย่างเดียวเหมือนคุณสาย ก็แก้โดยการทำรีแพร์อย่างเดียวนะค่ะ
แต่อย่างไรก็ตามที่คุณสวนปัสสาวะบ่อย แสบขัดนั้น จากการตรวจน้ำปัสสาวะ พบว่าเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
ซึ่งอาจจะเกิดร่วมกับกระบังลมหย่อนได้ คงต้องรักษาโดยการยาแก้อักเสบ แก้ปวด ไปก่อนนะค่ะ ถ้าอยากทำรีแพร์
คงต้องรอให้หายอักเสบก่อนนะค่ะ"
คุณสวนยังงงๆ และบอกว่า " ถ้าตรวจภายในและหมอดึงมดลูกไม่ได้ ฉันคงต้องไปหาหมอคนอื่นช่วยดึง"
คุณแม่พาน้องเม สาวโสด อายุ 16 ปี มาตรวจ ด้วยไข้สูง
และมีประจำเดือนวันแรก
" น้องเมเป็นไข้วันนี้ค่ะ มีประเดือนด้วย เกรงเป็นไข้ทับระดู จึงรีบพามาหาหมอ"
จากการตรวจร่างกายน้องพบว่า น้องเมเป็นไข้หวัดขณะมีระดูวันแรก ไข้สูงมากถึง 40 องศาเซลเซียส
หมอจึงบอกและถามว่า " น้องเมเป็นไข้หวัดค่ะ คุณแม่ ไข้สูงมาก จะให้ฉีดยาลดไข้ไหมค่ะ"
" เป็นไข้ทับระดู ฉีดยาได้หรือหมอ" ผู้เป็นแม่สีหน้าตระหนก
" ฉีดได้ค่ะคุณแม่ ที่กลัวกันว่าไข้ทับระดู ฉีดยาไม่ได้นั้น เพราะสมัยก่อน ไข้ทับระดูคือ
โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์มีมดลูกและปีกมดลูกอักเสบหรือเรียกว่าติดโรคผู้หญิงมา
สมัยนั้นไม่มียาฆ่าเชื้อโรคที่ดีพอ เมื่อติดเชื้อรุนแรง ก็มักมีไข้และเสียชีวิตบางคนเสียชีวิตขณะฉีดยา
ทำให้เป็นเรื่องเล่าลือต่อๆ กันมาค่ะ ว่าไข้ทับระดู ฉีดยาแล้วตาย
แต่สำหรับน้องเม น้องเมเป็นไขหวัดค่ะ
พอดีมาเป็นช่วงมีระดู ซึ่งอาจทำให้หายช้า หรือเป็นมากก็ได้ เพราะช่วงเป็นระดูนั้นภูต้านทานภายในร่างกายจะลดลง
บางคนเข้าใจว่าเมื่อเป็นระดูและเป็นไข้ก็เรียกไข้ทับระดูหมด
สรุปโรคที่น้องเมเป็น คือไข้หวัดเป็นพร้อมระดู
สามารถฉีดยาได้ไม่อันตรายค่ะ แต่ถ้าคุณแม่กลัวก็ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวหมอจัดยาให้กินนะค่ะ"
" กินยาดีกว่าฉีดยานะหมอ อย่างไรฉันก็กลัว" ผู้เป็นแม่สรุป
(update 3 สิงหาคม 2002)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 25 ฉบับที่ 10 ตุลาคม 2544 ]
|