|
เมื่อคืนฝันร้ายค่ะ ฝันว่าขอเขาแต่งงาน เขากลับทำท่าอ้ำอึ้ง (เหมือนจริงมาก)
แล้วปฏิเสธว่า "อย่าดีกว่า เธอชอบดุว่าฉันเป็นประจำ" อุ๊ยตายว้ายกรี๊ด จะไม่เรียกฝันร้ายได้อย่างไร 'เขา'
น่ะก็คือคนที่ร่วมมาราธอนชีวิตคู่กับดิฉันมาหลายปี หลังๆ มานี่มีเรื่องบ่นว่าเขาบ่อยขึ้นเสียด้วยสิ
หรือแท้ที่จริงคุณพี่เป็นกุมารมาเข้าฝันบอกทางอ้อมว่า ฉันคงทนอยู่กับเธอไม่ได้หรอกถ้าเธอเป็นอย่างนี้ต่อไป
หรือเขาเบื่อเราแล้ว หรือ
ก่อนจะฟุ้งซ่านไปกว่านี้ คำว่า " 7 ปีคัน" ก็แว่บเข้ามาในสมอง
หรือความฝันจะเป็นเค้าลางอะไรบางอย่าง
ปีแรกที่เราใช้ชีวิตร่วมกันจำได้ว่า ไม่เคยเห็นว่าเขาทำอะไรให้น่าว่าบ่อยๆ เลย
ส่วนเขาก็ใจเย็นและเห็นการบ่นของเราเป็นเรื่องเบาสบายไร้กังวล ก่อนแต่งเป็นช่วงละกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์
แสนดีน่ารักเอาใจกันตลอดเวลา ข้อเสียของอีกฝ่ายถึงจะเห็นก็ไม่ถือเป็นปัญหา
ฝรั่งเคยบอกไว้ว่า เวลา 7 ปี ที่คู่ชีวิตได้รู้จักกันทุกซอกทุกมุมบวกกับความเบื่อหน่ายสะสม
เป็นช่วงสุกงอมพอดีที่จะเกิด seven-year itch ขึ้น จะว่าไปไม่ต้องรอนานขนาดนั้น
ปีเดียวก็คันแล้วในยุคเร่งด่วน
มูลนิธิเครือข่ายครอบครัวเคยเชิญคุณหมอพรรณพิมล หล่อตระกูล
กับคุณหมอพันธุ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ มาคุยกันเรื่อง 7 ปี คันสัมพันธ์ชีวิตคู่
ฟังแล้วหายคันว่าทำไมถึงคัน
คุณหมอพันธุ์ศักดิ์บอกว่า ความคาดหวังก่อนแต่งงานกับความจริงเมื่ออยู่ด้วยกันแล้ว
ไม่ได้เป็นดังหวัง นานไปความรักจาง แล้วยังไม่ค่อยได้แสดงความรักหรือความกุ๊กกิ๊ก
ไม่เคยพูดหวานๆ กัน ทุกวันแสดงแต่บทบาทพ่อแม่ ไม่มีบทบาทคู่รัก
ในช่วงระยะ 7 ปี เป็นช่วงที่สามีทุ่มเททำงานหนักสร้างเนื้อสร้างตัวจนลืมใส่ใจภรรยา
ภรรยาที่ทำงานด้วยก็ทุ่มเททั้งงานทั้งลูก นึกถึงข่าวดาราประกาศแยกทางกันให้เหตุผลว่า
เพราะต่างก็ทำงานหนักจนไม่มีเวลาให้กัน น่าเสียดายที่คนหลายคู่เลิกกันเพราะเหตุผลนี้เป็นเรื่องหลัก ถ้าไม่รีบฉุกคิดเตือนสติตัวเองว่าทำงานหนักเพื่ออะไรหรือเพื่อใครบ้าง
แล้วไม่ได้ประคับประคองคนใกล้ตัวกันไว้ระหว่างทาง เมื่อถึงวันประสบความสำเร็จ
คนที่เราจะคิดทำเพื่อเขาก็ไม่อยู่ให้ร่วมยินดีแล้ว
น่าเศร้านะคะ
ส่วนภรรยาเมื่อมีลูกก็วุ่นวายอยู่กับลูก จนลืมไปว่ายังมีสามีอีกทั้งคนที่ก็ต้องการเรา
เพราะเห็นเขามาดเข้มเป็นผู้นำครอบครัว ทำงานก็เก่ง เขาจึงถูกปล่อยให้เป็นคนนอกสายตาเราอยู่ร่ำไป
คิดกันจริงๆ ช่วงชีวิตการแต่งงานมีครอบครัวนี่มันยาวนานมากนะคะ ก็ต้องเบื่อกันบ้างละน่า
ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่รีบชิงขึ้นเมรุไปก่อน คู่ชีวิตหลายคู่ที่เขาอยู่กันได้ยาวนานด้วยดี
ก็ใช่ว่าจะมีความสุขทุกย่างก้าว แต่เขาไม่ปล่อยให้ชีวิตจืดชืดซังกะตายไปวันๆ
ไม่นั่งหน้างอรอการเอาอกเอาใจจากอีกฝ่าย
รุ่นพี่ของดิฉันคนหนึ่งชื่อพี่ปิ๊ก (แน่ละนามสมมติ) เธอเลิกรากับสามีมาหลายปีแล้ว
เล่าให้ฟังว่า มีโอกาสคุยกับอดีตสามี หลังจากต่างฝ่ายต่างผ่านช่วงเจ็บปวดเสียใจไปแล้ว
เธอถามเขาว่าทำไมเธอกับเขาถึงอยู่ด้วยกันไม่ได้ เขาก็จาระไจว่าเขาทนอะไรในตัวพี่ปิ๊กไม่ได้บ้าง
ซึ่งทุกๆ ข้อที่พูดมา ระหว่างที่อยู่ด้วยกันเขาไม่เคยบอกหรือแสดงท่าทีให้รู้เลย
สะสมความไม่พอใจอยู่เงียบๆ หลายคู่ถึงจุดแตกหักก็ด้วยเหตุนี้
ฟังแล้วหนาวบ้างไหมคะ โถ
อยู่ด้วยกันมาตั้งนานมันก็น่าจะรู้สิว่าใครคิดยังไง
แต่ใครจะอ่านใจใครออกไปทุกเรื่อง บอกๆ กันมั่งก็ดี ขอว่าอย่าบอกกันตอนโมโหเท่านั้นละ
คุณหมอพรรพิมลบอกว่า การตั้งหน้าตั้งตาคุยเป็นการเป็นงานจะทำให้อึดอัด
หาบรรยากาศดีๆ คลื่นลมสงบ นอนเล่นจับหมอนซนกันนอนหนุนคนละใบ คุยกันไปไม่ต้องมาจ้องตากัน
ผู้หญิงเรามักหวั่นไหวถ้ามาชี้จุดอ่อนของตัวเอง โดยเฉพาะสามีซึ่งเป็นคนที่ตัวเองรักเป็นคนพูด
จะสะเทือนอารมณ์ง่ายกว่าคนอื่นพูด แล้วจะปกป้องตัวเองด้วยการระเบิดอารมณ์ ทะเลาะกันไปใหญ่โต
ถ้าเรารู้ตัวว่าเป็นอย่างนี้ ก็ต้องพยายามมีความหนักแน่นเข้าไว้ หรือไม่ก็บอกให้เขารู้ว่าน่าจะคุยกันแบบไหน
และดิฉันว่าผู้ชายเขาก็ไม่อยากจะให้เราบอกเขาแบบโจมตีจุดอ่อนของเขาเหมือนกัน
คู่ที่มีอะไรหลายๆ อย่างคล้ายกันอยู่แล้วถือว่ามีทุนดี ไม่ต้องปรับตัวมาก
หรือคอยแปลกใจว่าไฉนเขาถึงเป็นเช่นที่เป็นอยู่ คนที่ต่างกันมากๆ
ต้องปรับเข้าหากันและทำความเข้าใจ และยอมรับอีกคนให้มาก แต่เรามักไม่ค่อยจะเป็นอย่างนั้นสิคะ เมื่อใดที่เห็นเขาต่างไปมันก็อดไม่ได้ที่จะเห็นว่าไม่เข้าท่าการมองความแตกต่างของเขาในแง่ดี
จะช่วยประคับประคองความสัมพันธ์และความรู้สึกดีๆ ต่อกันเอาไว้
มีข้อมูลหนึ่งที่ดิฉันค้นเจอแล้วรู้สึกติดใจก็คือ ถ้าเราจะรักใครนาน ไม่เจ็บไม่คันบ่อยๆ
เราต้องชอบเขาด้วย ชอบนิสัย ชอบความสามารถ ชอบรสนิยม รู้สึกว่าเขาเป็นเพื่อนสนิทของเราคนหนึ่ง
ใช่เลยค่ะ เมื่อเรารู้สึกว่าชอบในตัวเขา เวลาทะเลาะกันก็จะไม่ถึงขั้นเกลียดกัน แล้วก็ให้อภัยกันง่ายกว่า
เพราะมีอะไรตั้งหลายอย่างในตัวเขาที่เราชอบ
ปีที่ 7 หรือปีที่เท่าไหร่ ถึงจะคันบ้าง ก็คงไม่ต้องเกาจนเลือดซิบๆ
เพราะเราพอจะมียาแก้คันติดบ้านไว้แล้วละ
(update 28 มิถุนายน 2003)
[ ที่มา..
life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 85 เมษายน 2546 ]
|