จะมีผู้ชายสักกี่คนที่ยอมเจ็บปวดแทนภรรยา ด้วยการเดินเข้าตะแลงแกงทำหมันเสียเอง
ด้วยเหตุผลที่ว่า เมียผมเจ็บมามากพอแล้ว คุณพ่อขอเมาท์ในคราวนี้
เป็นเรื่องราวของคุณสามีที่รักภรรยามากๆ คนนี้เองล่ะครับ
เชื่อหรือไม่ครับว่า ผมแต่งงานมาแล้วสามปี ถึงวันนี้ผมมีลูกมาแล้วสามคน (จากภรรยาคนเดียวนะครับ)
เป็นความสามารถเฉพาะตัวห้ามเลียนแบบ (ไม่ได้โม้!!) แฟนผมเคยคำนวณเล่นๆ ว่า 36 เดือนของชีวิตแต่งงาน
มีเพียง 9 เดือนเท่านั้นที่เธอไม่ต้องอุ้มท้อง อีก 27 เดือน มีชีวิตน้อยๆ ให้ต้องอุ้มอยู่ตลอด
ผมปวารณาตัวมาตั้งแต่ตอนมีลูกคนแรกแล้วว่า จะเป็นฝ่ายไปทำหมันเสียเอง ตอนลูกชายคนที่สองคลอดออกมา
ผมลงทุนอุ้มลูกชายคนโตไปคุยกับคลินิกชุมชนของสมาคมพัฒนาประชากรย่านสุขุมวิท ซอย 12
แจ้งความประสงค์ว่าจะมาสอบถาม เรื่องการทำหมันตนเอง ก็ได้รับคำตอบว่า ทางคลินิกยึดถือตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุขค่ะ
คือต้องให้บุตรคนที่สองมีอายุ 18 เดือนเสียก่อน จึงจะทำหมันให้ผมได้ ผมจึงจำต้องอุ้มลูกชายกลับไปแจ้งข่าวให้ภรรยาทราบอย่างลิงโลดใจ
ต่อมาเมื่อบุตรคนที่สามคลอดออกมา ผมจึงโทรศัพท์ไปสอบถามที่คลินิกชุมชนอีกครั้งหนึ่งโดยแจ้งคุณสมบัติส่วนตัวว่า
บัดนี้ ผมมีบุตรสามคนแล้ว จะทำหมันให้ผมได้หรือยัง ? เจ้าหน้าที่รับสายตอบกลับมาด้วยเสียงสดใสกลั้นหัวเราว่า
มาได้เลยครับ แต่แนะนำให้มาวันพุธ พฤหัสฯ หรือศุกร์นะครับ เพราะวันจันทร์-อังคาร คนไข้ผู้หญิงจะเยอะมาก
พร้อมสำทับว่าให้นำหลักฐานมาแสดงด้วย จะเป็นทะเบียนบ้านหรือสูติบัตรของลูกทั้งสามก็ได้ ก่อนวางสายผมถามไปว่า
ผมต้องเตรียมตัวอะไรอีกบ้างไหม ? (เช่น งดอาหารและน้ำ งดการมีเพศสัมพันธ์ ฯลฯ) ทางนั้นตอบว่า ไม่ต้อง
ถ้าอย่างนั้นก็เตรียมตัวเตรียมใจอีกเพียงอย่างเดียว
ผมไม่รอให้ความลังเลเข้ามารบกวนความตั้งใจ วันพุธถัดมา ผมจึงขออนุญาตภรรยาและลูกลากิจมาทำหมันที่กทม.
เป็นไปตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ผู้รับโทรศัพท์เพราะเมื่อผมไปถึงที่คลินิกชุมชน มีคนไข้ไม่มากนักที่มารับบริการ
หลังจากแสดงหลักฐานการมีบุตรให้เจ้าหน้าที่รับทราบแล้ว ผมได้รับเอกสารชี้แจงวิธีการทำหมันชาย
ให้มานั่งอ่านระหว่างรอแพทย์เรียก ยังไม่ทันจะไล่สายตาไปจนถึงบรรทัดสุดท้าย ก็มีเสียงเชิญให้เข้าไปข้างใน
เมื่อเข้าไปตรวจในห้อง พยาบาลอาวุโสชี้แจงให้ผมถอดรองเท้า และขึ้นนอนบนเตียงทำหมัน
ผมมองเพดานอยู่ครู่หนึ่งก็ถูกเอาผ้ามาปิดตา (ชายใดหายกล้าจะปฏิเสธไม่เอาผ้าปิดตาก็ได้นะครับ)
และให้ดึงกางเกงทั้งนอกและในลงไปที่เข่า พร้อมทั้งแนะนำให้กอดอกไว้ มือไม้จะได้ไม่ไปยุ่มย่าม
ที่คลินิกชุมชนนี้จะทำหมันชายด้วยวิธีที่เรียกว่า หมันเจาะ เป็นการทำหมันแบบถาวร ที่ที่ผมจะถูกเจาะนั้นคือ
บริเวณหนังหุ้มลูกอัณฑะ ดังนั้น เจ้าหน้าที่จึงต้องโกนขนบริเวณนั้นเสียก่อน เอโกนเสร็จแล้วแพทย์จะทาน้ำยาฆ่าเชื้อโรค
แล้วเอาผ้าคลุมบริเวณนั้นไว้ เหลือเพียงบริเวณทำหมันที่ถูกเปิดอยู่ ขณะนั้นผมได้รับรู้ผ่านความรู้สึกโดยไม่เห็นภาพใดๆ ทั้งสิ้น
ผมสังเกตว่าในห้องตอนนี้ มีเสียงพูดคุยของผู้คนสัก 3 คน แพทย์ 1 พยาบาล 2
ขั้นต่อไป แพทย์ได้คลำหาท่อน้ำเชื้อที่อยู่ใต้ผิวหนังของลูกอัณฑะทั้งสองข้างเพื่อฉีดยาชา แล้วเริ่มลงมือทำหมันที่ถุงข้างซ้าย
เริ่มจากใช้เครื่องมือคีบท่อน้ำเชื้อจากภายนอกผิวหนัง แล้วใช้เครื่องมืออีกชิ้นเจาะผิวหนังลงไปถึงท่อน้ำเชื้อที่จับไว้
จากนั้นก็ทำการดึงท่อน้ำเชื้อมาตัดออกส่วนหนึ่งประมาณ 1 ซม. ผูกปลายท่อที่ตัดนั้นด้วยไหมดำเป็นอันเสร็จไปข้างหนึ่ง
ขณะที่แพทย์คีบท่อน้ำเชื้อตัดนั้น ผมรู้สึกจุกที่หน้าท้อง เหมือนเวลาที่เคยถูกภรรยากระแทกแรงๆ บริเวณนั้นล่ะครับ อู๊ย..ยย!!
อาการจุกคล้ายๆ กัน จากนั้นแพทย์ก็จะดำเนินกระบวนการเดียวกันกับถุงอัณฑะอีกข้างหนึ่ง คราวนี้จุกน้อยลงกว่าเดิม
บรรยากาศในห้องขณะที่กำลังสาละวนกันอยู่นั้น ทีมงานก็สนทนาเรื่องสัพเพเหระกันอย่างอารมณ์ดี
ทำให้ผมซึ่งปิดตาอยู่ในความมืดมิดพลอยเพลิดเพลินเจริญใจไปด้วย
เมื่อตัดและผูกท่อน้ำเชื้อทั้งสองข้างแล้ว แพทย์จะปล่อยท่อน้ำเชื้อกลับลงไปใต้ผิวหนังตามเดิม
จากนั้นพยาบาลก็แปะผิวหนังด้วยปลาสเตอร์ยา 1 แผ่น เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการ เสียงพูดคุยหายเงียบไป
ผมดึงกางเกงขึ้นดังเดิม พยาบาลเปิดผ้าปิดตาแล้วให้ผมลุกขึ้นจากเตียงได้ การทำหมันเสร็จสิ้นลง
โดยที่ผมไม่ได้เห็นหน้าค่าตาของแพทย์หรือพยาบาลท่านอื่นเลย นอกจากพยาบาลอาวุโส
ที่ให้การต้อนรับในตอนแรก เวลาถูกใช้ไปทั้งหมดประมาณ 10 นาที
ผมได้รับคำแนะนำให้กลับบ้านไปพักผ่อน งดออกกำลังกาย เล่นกีฬา ยกของหนัก
หรือกิจกรรมอื่นอันก่อให้เกิดการกระแทกหรือกระทบกระเทือนบริเวณนั้น ราว 24 ชั่วโมง
สามารถขับรถได้ เดินไปเดินมาได้บ้าง แต่ควรใช้เวลาส่วนใหญ่นั่งหรือนอนจะดีกว่า
และต้องระมัดระวังอย่าให้แผลเปียกน้ำเป็นเวลา 3 วัน เพื่อให้แผลแห้งสนิทก่อน
และผมถูกเน้นเป็นพิเศษมากก็คือห้ามมีเพศสัมพันธ์ใน 7 วันแรกหลังการทำหมัน
ต่อจากนั้นหากจะมีก็จำเป็นต้องคุมกำเนิดไปอีกอย่างน้อย 3 เดือน จะด้วยวิธีใดๆ ก็ได้
เนื่องจากยังมีเชื้ออสุจิค้างอยู่อีกจำนวนหนึ่ง (ไม่เช่นนั้น ภรรยาท่านอาจจะตั้งท้องได้อีก)
และเมื่อครบกำหนดก็สามารถนำเชื้อไปตรวจดูว่ายังมีเชื้ออยู่หรือไม่ เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นหมันชัวร์ !!!
หลังจากถูกทำหมันหั่นอนาคตแล้วนั้น ผมเดินกระมิดกระเมี้ยนออกจากซอยมาขึ้นรถไฟฟ้าเพื่อไปยังจุดหมายปลายทาง
แวะหาซื้อของฝากแม่ยายและภรรยา ไม่รู้สึกเจ็บแผลเท่าใดนัก แม้ยาชาจะหมดฤทธิ์ไปนานแล้วก็ตาม
แต่กลับมีอาการจุกและหน่วงทีท้องอยู่เกือบตลอดเวลา เลยพลอยให้ผมเดินตัวเกร็งไปด้วย ความรู้สึกตอนนี้คล้ายๆ
กับตอนเข้าวัดเพื่อปฏิบัติธรรม จะเดินจะเหินจะก้มจะหยิบอะไรก็ดูจะสำรวมไปเสียหมด ผมเกรงว่าตัวเองจะซ่ามากเกินไป
เพราะเดินอยู่นาน พอได้ของฝากครบเลยขอกลับบ้านพักผ่อนก่อนจะดีกว่า ที่สำคัญคือผมอยากจะดูด้วยว่า
บริเวณที่ถูกทำหมันนั้นเป็นอย่างไรบ้างแล้ว เพราะตั้งแต่เสร็จพิธีกรรม ก็ยังไม่ได้เห็นหน้าค่าตากันเลย
พอถึงบ้านจึงดูโล่งใจ ทุกอย่างดูปกติมีเพียงปลาสเตอร์ยาแผ่นเดียวที่เป็นสิ่งแปลกปลอมมาปิดถุงอัณฑะส่วนบนอยู่
หลังจากครบสามวัน ผมจึงทำพิธีเปิดแพรคลุมป้ายด้วยตนเอง พบว่ามีร่องรอยเป็นจุดอยู่ 2 จุด ที่ 2 ข้างถุงอัณฑะ
ซึ่งหากไม่ไปเพ่งพินิจพิจารณาโดยละเอียดแล้ว ก็แทบจะมองไม่เห็นอะไร
จากวันนั้นมาถึงวันนี้ผ่านมาเกือบครบ 1 เดือนเต็มแล้วครับ อาการทางกายของผมเป็นปกติดี
ความรู้สึกจุกและเจ็บเหมือนโดนเตะผ่าหมากอยู่ 3-4 วันก็หายไป ส่วนอาการอื่นๆ ไม่มี
ต้องขอขอบคุณคลินิกชุมชน ขอบคุณสมาคมพัฒนาประชากรฯ ขอบคุณภรรยาที่ให้กำลังใจ
และขอบใจตัวเองแทนภรรยา คิดเสียว่าทำอะไรให้เธอได้บ้างก็ทำเถอะครับ เจ็บตัวแค่นิดเดียวเอง
ผู้หญิงเสียสละให้โลกนี้มามากแล้วครับ อย่างน้อยเธอก็เสียเลือดมาก และเจ็บตัวมากกว่านี้เป็นร้อยๆ
เท่าตอนคลอดลูก แค่นี้ก็เทียบกันไม่ได้แล้วล่ะคู้ณ....
(update 30 กันยายน 2004)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 9 ฉบับที่ 101 มีนาคม 2547 ]
|