บทความนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะเขียนเรื่องมนุษยสัมพันธ์ในการทำงาน ว่าเราควรจะสร้างสัมพันธภาพหรือสร้างมนุษยสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานอย่างไร หรือทำอย่างไรจะทำให้การบริหารงานดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผล และมีความสุขครับ แต่ทว่าเนื้อหาในบทความนี้จะเจาะลึกไปในประเด็นหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในที่ทำงานของทุกๆ คน
- รัก ผูกพัน
เรื่องธรรมชาติ
ความจริงก็เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ปุถุชนที่หญิงกับชายจะมีความรู้สึกพึงพอใจต่อกัน มีความรู้สึกดีๆ ต่อกัน รู้สึกรับรู้ในอารมณ์ที่มีความสุขเป็นพิเศษเมื่ออยู่ใกล้กันเมื่อสนทนากัน หรือทำงานด้วยกัน ซึ่งในที่สุดสัมพันธภาพก็อาจดำเนินไปเป็นเพียงแค่เพื่อนที่ดีต่อกัน หรือบางทีความรู้สึกที่ดีๆ ต่อกันอาจค่อยๆ จืดจางละลายหายไปจนเหมือนกับเป็นเพียงเพื่อนธรรมดาเท่านั้นเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นอยู่เสมอๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงานไหนๆ ก็มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้ ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ค่อยจะเกิดปัญหาและไม่ค่อยจะสร้างความทุกข์ ความเดือดเนื้อร้อนใจอะไรมากมายกับคู่หนุ่มสาวที่เป็นตัวละครในเหตุการณ์นั้นๆ
แต่ที่มักจะมีเรื่องเกิดขึ้นมาก็เพราะเมื่อแต่ละคนต่างก็มีคู่รัก มีคู่ชีวิต มีครอบครัวแล้ว หรือมีลูกแล้ว แต่เกิดมามีความรู้สึกหวั่นไหว เกิดความรู้สึกพึงพอใจ เกิดความรู้สึกรัก ความรู้สึกผูกพันเป็นพิเศษกับผู้ร่วมงานขึ้นมา ตรงนี้จะมีปัญหาขึ้นมากันทันทีถ้านึกไม่ทันนึกไม่ออกหรือไม่สามารถเตือนตนเองได้ทัน หรือมีคนเตือนแล้วก็ไม่เชื่อ แม้ความรู้สึกดีๆ นี้จะมีความสุขมกในเบื้องต้นแต่จะมีผลกระทบตามมาด้วยความทุกข์ความไม่สบายใจอีกจนเหลือคณานับ เหตุการณ์แห่งความทุกข์นี้เราได้เห็นข่าวและรับรู้อยู่เนืองๆ จนน่าจะเป็นบทเรียนได้ แต่โดยทั่วไปเราก็ไม่สามารถนำบทเรียนนี้มาใช้ได้ทัน หรือนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อะไรทำให้เราเผลอไผลได้เช่นนี้? ชีวิตของมนุษย์สำคัญที่จิต สำคัญที่ใจ และสำคัญที่ความคิด ธรรมชาติของจิตนั้นไม่เคยอยู่นิ่งจะเปลี่ยนแปรอยู่ตลอดเวลาตามเหตุปัจจัยที่มากระตุ้น ซึ่งปัจจัยที่มากระตุ้นจิตใจเรานั้นมีทั้งปัจจัยภายนอกร่างกายของเราและปัจจัยภายในจิตใจของเราเอง ปัจจัยภายนอกเป็นสิ่งเร้าต่างๆ ที่ตาเราเห็น หูเราได้ยิน จมูกเราได้กลิ่น ลิ้นเราได้ลิ้มรส และผิวหนังที่เราได้สัมผัส ปัจจัยภายในเป็นความนึกคิดกิเลส ราคะ สัญชาตญาณทางเพศ ความก้าวร้าวและความหลงไหล
ทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในจะรุมเร้าให้เกิดอารมณ์ เกิดความคิด แล้วแต่งเติมจนมีอารมณ์และเรายึดมั่นมากขึ้น และผลักดันให้เรามีพฤติกรรมอยากพูด อยากทำในสิ่งที่เราต้องการตามอารมณ์และจิตใจของตนเอง ในขณะที่มีความอยากมีกำลังแรงขึ้นนั้น ตามธรรมดาก็มีจิตอีกหน่วยหนึ่งคือความคิดด้านศีลธรรม คุณธรรม มาคอยถ่วงดุลให้เราคิด เราพูด หรือเรามีพฤติกรรมที่เหมาะสมและรู้ว่าอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำมีความระวังตัว ระวังชีวิต รู้สึกละอายถ้าจะทำในสิ่งที่ไม่ควรหรือทำให้คนอื่นลำบากหรือทำให้คนอื่นต้องเสียใจ ตรงนั้นเรียกว่ามีสติ
ดังนั้น ถ้าเราขาดความระวังอย่างรู้ทันอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าคนๆ นั้นจะอยู่ที่ไหน ไม่ว่าจะมีคู่รักมาแล้วหรือไม่ ไม่ว่าจะรักและเทิดทูนลูกของตนอย่างไร จิตใจและความคิดก็จะแกว่งออกนอกได้เสมอ ถ้าเป็นในที่ทำงานที่มีความใกล้ชิดสนิทสนม มีความไหวในอารมณ์ เป็นอารมณ์ของความเสน่หา ถวิลหา เป็นความเร่าร้อน ร้อนรุ่ม แล้วเราก็เหมาว่าเป็นความรักเป็นความรู้สึกว่าอยากแนบสนิทอยากได้มาเป็นของตน โดยไม่ได้คิดว่าจะอยู่กินเป็นคู่ชีวิตหรือเป็นครอบครัว ไม่ได้คิดถึงความรับผิดชอบและความเหมาะสม ไม่ได้ตระหนักคิดถึงเกียรติศักดิ์ที่ตนเองและทั้งคู่กรณีที่มีอยู่ตรงนี้ปัญหาจะตามมาอย่างหนีไม่พ้น
อย่างไรก็ตามการตบมือข้างเดียวย่อมไม่ดังแน่ ปัญหานี้จึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากทั้ง 2 ฝ่าย เพียงแต่ว่าฝ่ายใดเริ่มก่อนเท่านั้นเองการที่จะเดินหน้าหรือถอยออกห่างขึ้นอยู่กับการที่เรานึกออกหรือรู้ทันว่ากำลังจะทำอะไรตั้งใจจะรับผิดชอบ ตั้งใจจะอยู่กินอย่างคู่ครอง (Companionship) หรือไม่ หรือเพียงแต่รู้สึกเร่าร้อนทางกามารมณ์เท่านั้น (Passionate)
ในด้านจิตใจนั้นถ้าเพียงแต่คิดหยุดแล้วความคิดอารมณ์ต่างๆ ที่กำลังเพริดออกไปนั้นก็จะเริ่มลดความเข้มข้นลง ถ้ายิ่งคิดถึงผลกระทบต่อคู่กรณีว่าเขาจะเสียหาย เขาจะลำบาก เขาจะต้องทุกข์ใจถ้าเราไม่จริงจังความรู้สึกถวิลหาจะลดลงไปอีกมาก
ถ้ายิ่งเรามีคู่ของเราแล้วมีลูกรออยู่ที่บ้านนึกบ่อยๆ นึกเนืองๆ ว่าเขาคงต้องเสียใจจนแทบว่าน้ำตาจะเป็นสายเลือดแน่ๆ ถ้ารู้ว่าเราทำอะไรไม่ถูกต้อง คิดบ่อยๆ อารมณ์เร่าร้อนจะฝ่อตัวลง นักปรัชญาในอดีตเน้นว่าความรักต้องควบคู่ไปกับความตั้งใจที่จะดูแล เอาใจใส่ ยึดในคำมั่นสัญญา มีความเมตตากรุณา และต้องการให้คนที่เรารักมีการเติบโต พัฒนาไปสู่จุดที่ดีขึ้นแล้ว ตรงนั้นคงไม่ใช่ความรักเป็นแน่
ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่านไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายวิธีหักห้ามใจไม่ฟุ้งซ่านนั้น แม้จะไม่ง่ายนัก ด้วยความเป็นปุถุชนที่ยังมีไฟราคะอยู่ แต่ถ้าคิดได้คิดถึงผลกระทบต่อไปถึงคนที่เรารักคือคู่ชีวิตและลูก ผลกระทบต่อตัวของเราเองและคนที่เราไปกิ๊กด้วย คิดซ้ำๆ คิดเนืองๆ ความเร่าร้อนฟุ้งซ่านจะสงบไปเอง
ไม่ต้องห้ามคิดแต่ให้ตามความคิดว่าผลกระทบนั้นจะกระทบใครบ้าง ความไม่สงบสุขรออยู่ข้างหน้าแน่ๆ ตามความคิดไป เราจะคิดได้ดีขึ้นถูกขึ้นเหมาะสมขึ้น แล้วในที่สุดก็จะรู้สึกแปลกใจขึ้นมาเองว่ารู้สึกคบกันเป็นเพื่อนก็ได้ รู้สึกสะดวก รู้สึกสบายๆ วางตัวเป็นธรรมชาติ ไม่เกร็ง ไม่ระแวง ไม่ลำบากใจเป็นความบริสุทธิ์ที่เกิดขึ้น เป็นการทำงาน การพูดคุย การไปด้วยกัน ด้วยมิตรภาพแบบเพื่อนๆ แม้จะเคยรู้สึกพิเศษๆ ต่อกันมาก่อนก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้มากเรื่องมากความ เพียงแต่เฉยๆ ปฏิบัติต่อกันในลักษณะเพื่อนที่ดีต่อกันนั้น ต่างฝ่ายต่างเข้มแข็งและมั่นคงเพราะถ้าไม่มั่นคงจริงๆ แล้วจะเข้าลักษณะยิ่งพูดยิ่งสงสาร ยิ่งอธิบายกลับยิ่งผูกพันทางอารมณ์ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ไปไม่รอด ความทุกข์จะเยือนจิตเยือนใจ เยือนชีวิตทั้งของคุณเองและคนที่คุณรักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เป็นแน่
การอยู่ในสังคมต้องระวังเสียงสะท้อนจากสังคม ดังนั้นถ้าไม่ได้ตั้งใจจะรัก ไม่ได้ตั้งใจจะใช้ชีวิตร่วมกัน จงอย่าไปไหนๆ ด้วยกันแบบสองต่อสอง พยายามลดการปรับทุกข์หรือปรึกษาหารือกันในที่ๆ เป็นส่วนตัวอย่าเย้าแหย่กัน อย่าเล่นเป็นแบบสุนัขหยอกไก่ อย่าพูดจาและมีทีท่าทำให้ความหวัง ความสนใจ ถ้าคุมตนเองได้คุณก็จะภาคภูมิใจตัวคุณ ลูกและภรรยาหรือสามีก็จะชื่นชมและเคารพ (Respect) คุณ และวิถีชีวิตจะสงบแม้ไม่สุขแบบหวือหวาแต่ก็สงบสุขแบบนุ่มนวล สุขแบบยั่งยืน และปลอดจากความทุกข์ไปได้มาก
ผู้ใหญ่ในอดีตสอนเราไว้น่าฟังว่า ถ้าเกิดรู้สึกรักแต่ยังไม่ได้คิดว่าจะใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน ก็จงอย่าพูดคำว่ารัก ก็จงอย่าแสดงทีท่ารักเป็นอันขาด
(update 17 ตุลาคม 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.11 No.129 July 2006]
|