การมาเยือนทุกเดือนของประจำเดือนในเพศหญิง ถือว่าเป็นเรื่องปกติที่ไม่ต้องขบคิดให้ปวดหัว
แต่หลายคนก็เกิดอาการปวดหัวเหมือนจะเป็นไข้ เหนื่อยง่าย ซึมเศร้า หงุดหงิด คัดเต้านม คลื่นไส้อาเจียน
และปวดถ่วงท้องน้อย
เมื่อวันนั้นของเดือนมาถึง
.ในวันที่ผนังภายในมดลูกค่อยๆ เพิ่มความหนาขึ้น เซลล์เยื่อบุผนังมดลูกเกิดการเปลี่ยนแปลง
โดยที่ความหนานี้จะเต็มไปด้วยเส้นเลือดที่มาเลี้ยง เมื่อหนาเต็มที่แล้วระดับของฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง
จะมีการหลุดลอกของชั้นผนังภายในมดลูกที่หนาตัวขึ้น และมีเลือดอยู่ปริมาณมาก
กลายมาเป็นประจำเดือนไหลออกมาทางช่องคลอด
สาเหตุที่ผู้หญิงมีอาการปวดท้องน้อย อาจเกิดจากปวดประจำเดือน สามารถเกิดก่อน เกิดในระหว่าง
หรือหลังมีประจำเดือนก็ได้ อาจเกิดจากปีกมดลูกอักเสบ เนื้องอกมดลูก ถุงน้ำรังไข่ หรือในส่วนของโรคที่ไม่ใช่ทางนรีเวช
เช่น โรคระบบทางเดินอาหาร โรคระบบทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น
ทว่าอาการที่น่าวิตกของผู้หญิงส่วนใหญ่ที่ถึงวัยมีประจำเดือน ก็คงหนีไม่พ้น ปวดประจำเดือน
และถ้าปวดทุกเดือน
ปวดมาก
ก็ไม่ควรวางใจ
อาการปวดประจำเดือนโดยทั่วไป เกิดจากผนังมดลูกมีการสร้างสารชนิดที่เรียกว่า โพรสตาแกลนดิน (Prostaglandin)
หลั่งออกมามากขึ้น หรือมีความไวต่อสารตัวนี้เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการบีบตัวของกล้ามเนื้อมดลูก และมดลูกหดตัวแรงขึ้น
อันเป็นสาเหตุของอาการปวดประจำเดือน นอกจากนี้ยังทำให้เส้นเลือดในส่วนอื่นๆ ของร่างกายหดตัวได้อีก
จึงทำให้ปวดศีรษะ คลื่นไส้ และท้องเดินร่วมด้วย
ส่วนสาเหตุของการปวดประจำเดือน เกิดจากภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis)
พบร้อยละ 7-10 ของผู้หญิงทั่วไป อาจมากถึงร้อยละ 50 ของผู้หญิงก่อนหมดประจำเดือน
และพบร้อยละ 38 (โดยเฉลี่ยจากร้อยละ 20-50) ของผู้หญิงที่มีปัญหาการมีบุตรยาก
โดยพบร้อยละ 70-89 ของผู้หญิงที่ปวดท้องน้อยเรื้อรัง หากมีความเกี่ยวข้องทางพันธุกรรม
อัตราเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นในญาติสายตรง 10 เท่า
ภาวะการเจริญของเยื่อบุโพรงมดลูกนอกมดลูก ส่วนใหญ่เกิดในอุ้งเชิงกราน
ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานเป็นอย่างมาก ทั้งจากอาการปวดประจำเดือน ปวดท้องน้อยเรื้อรัง
ปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ หรือในบางรายอาจไม่มีอาการใดๆ เลย ส่วนความเกี่ยวข้องกับการมีบุตรยาก
เกิดจากการรุกล้ำของเนื้อเยื่อเข้าไปในมดลูก ทำให้เกิดพังผืดตามมา และไข่ในเพศหญิงฝังตัวได้ยากขึ้น
ในกรณีที่มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่เกิดในบริเวณลำไส้ใหญ่ อาจปนมากับการถ่ายเป็นมูกเลือด
ปัสสาวะเป็นเลือด ซึ่งในกรณีหลังพบเมื่อเนื้อเยื่อลุกลามเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ
ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งมาจากปีกมดลูกอักเสบจากการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ก่อให้เกิดพังผืดในบริเวณปีกมดลูก
ทำให้เกิดการปวดเรื้อรังบริเวณอุ้งเชิงกราน ซึ่งอาจไม่ได้อยู่ในช่วงมีประจำเดือนเสมอไป
จากสาเหตุที่เกิดขึ้น สามารถทำการวินิจฉัยด้วยการตรวจภายในโดยสูติ-แพทย์ หรือการส่องกล้องเข้าไปภายในช่องท้อง
และทำการตัดชิ้นเนื้อส่งพิสูจน์ทางพยาธิวิทยาได้ในกรณีที่ปวดมาก และสามารถทำการวินิจฉัยโรคได้อีกหลายวิธี
.หากคุณอยากรู้ว่าในแต่ละรอบเดือน การเผชิญปัญหาน่าปวดหัวอย่าง ปวดประจำเดือน
มีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง และคุณสามารถดูแลรักษาอาการให้ดีขึ้นได้อย่างไร
ติดตามหาคำตอบได้ในงานบรรยาย สารพันปัญหาปวดประจำเดือน โดย พญ.จิราภรณ์ ครุพานิช
ในวันเสาร์ที่ 8 เมษายน ศกนี้ เวลา 09.30-12.00 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 3 โรงพยาบาลเวชธานี
สอบถามรายละเอียด และสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. 0-2734-0000 ต่อ 2000, 2004, 2604 (รับจำนวนจำกัด)
(update 7 เมษายน 2006)
|