ในบรรดา ภัย ที่ทำร้ายเด็กไทยนั้น หากเช็กจากหน้าหนังสือพิมพ์แค่ 2-3 ปีที่ผ่านมาจะพบว่า ข่าวหนึ่งที่มักเกิดขึ้นซ้ำๆ จนน่าตกใจก็คือ .. กรณีที่เด็กๆ
โดนของแหลมๆ เสียบ อย่างน่าสยดสยอง!
ตั้งแต่โดนรั้วบ้านที่มักจะต่อปลายยอดแหลม ลวดหนามที่ใช้ล้อมรั้ว ลูกดอก ลูกธนู กระทั่งไม้เสียบลูกชิ้นปิ้ง
เมื่อได้ค้นคว้าและรวบรวมเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริง ก็พบว่าอันตรายนี้ล้วนแล้วแต่เป็นอุทาหรณ์ให้คุณพ่อคุณแม่ได้สอนลูกๆ เพื่อไม่ให้เกิดขึ้นอีก โดยเฉพาะ....ลูกๆ ของเรา
1...อย่าปีนรั้ว
ด.ช.เอ 7 ขวบ เล่นบอลกับเพื่อนๆ วัยใกล้เคียงอยู่บริเวณลานวัดบัวขาว (กรุงเทพ) เพื่อนคนหนึ่งแรงดีแตะบอลจนโด่งวี๊ดข้ามกำแพงวัดไปตกอีกฝั่งหนึ่ง ด.ช.เอ รับอาสาสวมวัญญาณสไปเดอร์แมนปีนป่ายเพื่อข้ามไปเก็บลูกบอล แต่หลังจากเดินกระย่องกระแย่งอยุ่บนกำแพงแค่ชั่วอึดใจ ก็เกิดสะดุดและล้มลงไปบนยอดกำแพงรั้วที่ล้วนเป็นเหล็กแหลม
ผลก็คือดดนเสียบขาด้านซ้ายจนทะลุติดอยู่บนกำแพงวัดและต้องอยู่ในสภาพนั้นต้องทนทรมานรอจนมีเจ้าหน้าที่มาและใช้เครื่องตัดถ่างเหล็ก และรีบนำตัวส่งไปรักษาที่โรงพยาบาล เพื่อให้คุณหมอผ่าตัดดดยด่วนน
น้องบี วัย 14 (อยุธยา) เกิดหิวมันฝรั่งทอดฝีมือคุณป้าที่อยู่บ้านเดียวกัน แต่ขณะนั้นคุณป้าไปธุระ แถมล็อกประตูบ้านเอาไว้ น้องบีจึงขึ้นไปชั้นสอง แล้วตัดสินใจปีนระเบียง ค่อยๆ เกาะขอบระเบียง และพยายามหย่อนตัวลงมาข้างล่าง เพื่อข้ามรั้วออกไปนอกบ้านให้ได้ ทั้งๆ ที่รั้วบ้านนั้นติดเหล็กแหลมอยู่โดยรอบ แล้วก็เป็นไปดังคาดคือ...
เหล็กแหลมๆ ที่รั้วบ้านเสียบทะลุฝ่ามือขวาของน้องบี จนเลือดไหลโกรก! ซ้ำน้องบีจำต้องรอและทรมานอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งศูนย์กู้ชีพได้นำเครื่องมือมาตัดเหล็กออกให้ ในขณะที่น้องบีเองต้องร้องลั่นอย่างน่าสงสาร ด้วยความเจ็บปวดและตกใจ แถมน้องบียังต้องใช้เวลารักษาตัวอยู่นาน กว่าแผลที่มือจะหายเป็นปกติ
2...อย่าทิ้งกองไม้กองเล็ก หรือกองขยะต่างๆ ไว้บนพื้น
ในขณะที่คุณแม่ง่วนอยู่กับการทำอาหารเย็นอยู่นั้น ลูกๆ หลานๆ ต่างก็เล่นไล่จับกันอย่างสนุกสนาน น้องแก่น 9 ขวบ ผู้แก่นสมชื่อก็ปีนขึ้นต้นมะม่วง ไปห้องต่องแต่งแถมออกลิงออกค่างหยอกล้อเด็ก ๆ ที่วิ่งเล่นอยู่ข้าล่าง แต่แล้วก็พลาดพลั้งตกลงมาข้างล่าง ท่ามกลางความตกใจของทุกคนที่กำลังวิ่งเล่นซึ่งต่างก็ต้องชะงักกันตาค้าง เพราะน้องแก่นตกลงมายังกองกิ่งไม้ที่โคนต้นมะม่วงหนำซ้ำอยู่ในสภาพแน่นิ่ง โดยมีกิ่งไม้แหลมๆ กิ่งหนึ่งปักทะลุลำคออย่างน่ากลัว
น้องอายุ 2 ขวบครึ่ง เดินเล่นอยู่หน้าบ้านตัวเองแท้ๆ จู่ๆ คุณแม่ก็ได้ยินเสียงอายร้องไห้ดังจ้า เมื่อวิ่งเข้าไปจึงรู้ว่า น้องอายคงเดินสะดุดล้มหงายหลัง แล้วที่ทำให้คุณแม่ช็อกก็คือ ศรีษะลูกสาวหงสยลงไปถูกเหล็กเส้นจากการก่อสร้างโผล่อยู่ที่ดินทิ่มเข้าที่ท้ายทอย (เหล็กเส้นมฤตยูนั้นขนาดยาว 1 ฟุต เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 ซม.)
3...อย่าเล่นมนสิ่งที่ไม่คุ้นเคย
น้องท๊อปสวมบทบาทเป็นไอ้โจรวิ่งหนีเพื่อที่รับบทเป็นตำรวจ ท๊อปถึงกับปีนขึ้นไปบนรั้วคอนกรีต ในขณะที่เพื่อนกำลังวิ่งตามมาติดๆ ทันใดนั้นท๊อปเหลือบไปเห็น ลวดสลิงยาวๆ เส้นหนึ่งที่ยึดโยงอยู่กับเสาไฟฟ้า ท๊อปจึงจำสลิงไว้มั่น แล้วรูดตัวลงมาในทันใด พร้อมกับยิ้มอย่างมีชัย เพราะคาดว่าเพื่อนคงตามมาไม่ทันแน่ แต่ว่า ใบหน้าเปื้อนยิ้มนั้น ก็ต้องเปลี่ยนมาเป็นเหยเกและต้องร้องไห้ลั่นเพราะลวดสลิงนั้นมีแง่งแหลมๆ โผล่อยู่ และมันเสียบทะลุท้องของน้องท๊อป อย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์
4...อย่ายืนบนฝาท่อ
น้องจัน วัย 16 ปี (กรุงเทพฯ) ก้าวไปเหยียบบนฝาท่อระบายน้ำริมถนนซึ่งเป็นแบบปูนซีเมนต์ ปากฏว่าฝาท่อพังทะลุเป็นช่อง ทำให้สาวน้อยเสียหลักล้ม ขาขวาไปติดคาอยุ่ในรูฝาท่อ ไม่สามารถดึงขึ้นมาได้
น้องเทพ (กรุงเทพฯ) เผลอไปเดินเหยียบฝาท่อระบายน้ำริมถนนปูนซีเมนต์ที่มีสภาพทรุดโทรมเมื่อมันแตกร้าว ขาของเทพก็ทะลุลงไปเบื้องล่างแล้วเขาก็ต้องร้องอย่างสุดเสียงด้วยความเจ็บปวด เพราะเหล็กเส้นที่ติดอยู่กับกระเบื้องปูนแตกๆ นั้น ทิ่มเข้าไปในเนื้อบริเวณน่องของเขา
5...ระวังไม้เสียบลูกชิ้น
ช่วงพักเที่ยง ขณะที่พลพรรคนักฟุตบอล กำลังดวลแข้งกันที่สนามอย่างคึกคักเป็นขณะเดียวกับที่ หนูษา (ม.5 สุพรรณบุรี) กำลังอร่อยกับลูกชิ้นปิ้งเสียบไม้อยู่ที่เก้าอี้ม้านั่งในโรงอาหารข้างสนามนั่นเอง แล้ว...จู่ๆ ลูกฟุตบอลก็พุ่งตรงหน้าหนูษาอย่างไม่คาดฝัน! มันกระแทกปากของหนูษา ทั้งที่ลูกชิ้นและไม้เสียบกำลังค้างคาอยู่ ผลก็คือ...ไม้เยบลูกชิ้นแหลมๆ มันได้เสียบทะลุริมฝีปากบน!
เช่นเดียวกันกับ ด.ช. แดง (กรุงเทพฯ) ขณะที่กำลังเคี้ยวลูกชิ้นเสียบไม้อยู่ตุ้ยๆ ด.ช. ต้น ไม่รู้โผล่มาจากไหน จู่ๆ ก็วิ่งถอยหลังมาชนเข้ากับไม้เสียบลูกชิ้นที่แดงกำลังถืออยู่ในมือ มันจึงปักฉึกเข้ากลางหลัง แล้วทะลุเข้าไปในปอดของหนูต้น!
6...เห็นสิ่งแตกหักแหลมคมรีบกำจัดทันที
ต้องฝึกนิสัยไม่ปล่อยละเลยครับ การรอเดี๋ยว มันนำมาซึ่งความเสียใจเสมอ เช่น นักเรียนโรงเรียนอุบลรายหนึ่ง วิ่งเล่นภายในโรงอาหาร
ซึ่งภายในโรงอาหารมีเก้าอี้ม้านั่งยาวที่ตัวยางกันกระแทกหลุดออกไป มีสนิมกินที่ปลายขาบ้างเล็กน้อย ซึ่งคุณครูรู้แล้วแต่ยังไม่ซ่อมแซมอะไร
หลังเลิกเรียนเก้าอี้จะถูกยกขึ้นมาคว่ำหน้าไว้
วันที่อากาศสดใสวันหนึ่ง หนูเอ เลิกเรียนแล้วกำลังวิ่งเล่นในบริเวณโรงอาหารเพื่อรอคุณแม่มารับ ขณะพยายามโยกเก้าอี้ม้ายาว
ทันใดนั้นเองเก้าอี้ม้ายาวก็หล่นโครมลงมาขาเก้าอี้เสียบทะลุช่องซี่โครงและทะลุเข้าหัวใจ
อีกรายคือ เด็กชายโต อายุ 15 ปี โรงเรียนรู้แล้วว่ากระจกมองข้างรถตู้ชำรุด กระจกหลุดออกไปเหลือแต่ตอแหลมค้างไว้ แต่ไม่คิดมีแผนแก้ไข
วันหนึ่งขณะโตกำลังวิ่งไล่กับเพื่อน ไม่ทันมอง จึงวิ่งชนตอกระจกมองข้างของรถโรงเรียน กระจกทะลุเข้าไปในดวงตา โตต้องยืนกำตอก้านกระจกเลือดไหลอาบมือหยดเต็มพื้น ขณะที่เพื่อนๆ ช่วยพยุงตัวและคุณครูพละศึกษาต้องออกแรงเลื่อยก้านตอกระจกให้หักหลุดออกจากตัวรถ เพื่อนำส่งโรงพยาบาล
7...อุปกรณ์การเรียน...ก็ไม่ควรประมาท
อุปกรณ์การเรียนที่แหลมๆ คมๆ ก็สิ่งที่ประมาทไม่ได้เด็ดขาดครับ ยิ่งเป็นของที่อยู่ใกล้ตัวเด็ก ด้วยแล้ว เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถเป็นอันตรายต่อเด็กเล็กๆ ได้แบบที่หลายคนคาดไม่ถึงเช่นกันครับ อาทิ กรรไกร คัตเตอร์ เข็มหมุด เข็มกลัด วงเวียน ที่เย็บกระดาษ แม้แต่ที่เปิดซองจดหมาย ก็ถือเป็นอุปกรณ์เสี่ยง ที่อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บถึงขั้นเสียเลือดเสียเนื้อได้
ความพลั้งเผลอ ความไม่ระมัดระวัง การใช้ที่ไม่ถูกวิธี หรือการเอามาเล่นหยอกล้อกันด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และเกิดพลาดพลั้งหกล้ม ทั้งๆ ที่กำลังถือของมีคมในมือ ก็ล้วนแล้วแต่นำอันตรายมาสู่ตนเองและผู้อื่นทั้งสิ้น...
ปฐมพยาบาลภัยเสี่ยง
- สำคัญที่สุดของการปฐมพยาบาลภัยเสียบคือ อย่าดึง ของแหลมออกเองเด็ดขาด เพราะหากเป็นการทะลุลึก หรือของแหลมที่ไม่ใช่ปลายแหลม การดึงออกจะเป็นอันตรายได้ เช่น เบ็ดตกปลา มีเงี่ยงที่ปลาย การดึงเงี่ยงจะลากเอาทั้งเส้นเลือด เส้นเอ็น เส้นประสาทออกมาด้วย
- ถ้าเป็นบาดแผลเล็ก ล้สงบาดแผลให้ทั่วด้วยสบู่และน้ำอุ่น ซับบาดแผลให้แห้งแล้วปิดบาดแผลด้วยพลาสเตอร์หรือผ้าทำแผลเล็กๆ จากนั้นจึงไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาต่อไป
- สำหรับบาดแผลที่รุนแรง ห้ามเลือดด้วยการกดบาดแผล และยกส่วนที่ถูกกดให้สูง ปิดบาดแผลด้วยผ้าพันแผลที่ปลอดเชื้อ หรือผ้าสะอาดพันให้อยู่กับที่
เพื่อป้อกันอุบัติเหตุอันน่าหวาดเสียวเหล่านี้ ผู้ใหญ่ต้องสอนเด็กให้ระมัดระวังถึงอันตราย ขณะเดียวกันผู้ใหญ่เองก็ต้องไม่ประมาทด้วยนะครับ
(update 26 สิงหาคม 2009)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 26 ฉบับที่ 310 พฤศจิกายน 2551 ]
|