เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ พญ.อัญมณี เชื้อเหล่าวานิช กุมารแพทย์
Apgar Score หรือการประเมินสุขภาพทารกหลังคลอด มีความสำคัญค่ะ เพราะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ มือใหม่ได้รู้ว่าเจ้าตัวน้อยแรกเกิดของเรานั้น
มีปัญหาอะไรหรือไม่ และสามารถแก้ไขได้อย่างไร..
คุณหมอใช้ Apgar Score เพื่อประเมินสภาวะหลังคลอดโดยดูจากคะแนน ซึ่งสามารถบอกคร่าวๆ ว่าทารกต้องได้รับการช่วยเหลือหลังคลอดหรือไม่ อีกทั้งยังใช้เพื่อเป็นแนวทางในการติดตามทารกไปจนโตว่ามีปัญหาภาวะแทรกซ้อนหรือความผิดปกติเกี่ยวกับระบบประสาทหรือสมองหรือไม่ด้วยค่ะ
คำว่า Apgar Score มาจากคำรวมของเกณฑ์ในการวัดทั้ง 5 คือ
Appearance - สีผิว
Pulse - อัตราการเต้นของหัวใจ
Grimace - รีเฟล็กซ์
Activity - กำลังกล้ามเนื้อ
Respi - การหายใจ
การประเมินด้วย Apgar Score
นาทีแรกที่ทารกคลอด คุณหมอจะประเมินจากการสังเกตมองดูและฟัง เพื่อตัดสินใจว่าต้องช่วยเหลือกู้ชีพทารกต่อไปหรือไม่ อย่างไร โดยจะใช้เวลาประเมินเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ประมาณ 30 วินาทีเท่านั้นเองค่ะส่วนใหญ่เมื่อเด็กได้รับการช่วยเหลือ และประเมินอีกครั้งในนาทีที่ 5 ทารกมักจะอาการดีขึ้นค่ะ ยกเว้นทารกบางคนเท่านั้นที่ 5 นาทีหลังคลอด ยังคงมีอาการน่าเป็นห่วงซึ่งก็ประเมินไปอีกที่นาทีที่ 10 และ 15 และหากนาทีที่ 20 แล้วทารกยังคงมีอาการผิดปกติเหมือนเดิม แสดงว่ามีความเสี่ยงสูงมากที่จะเสียชีวิตค่ะ
Apgar Score จะประเมิน 5 ด้าน
แต่ละด้านจะแบ่งคะแนนเป็น 0, 1, 2 รวมทั้งหมด 5 ด้าน มีคะแนนทั้งหมดเต็ม 10 แบ่งความรุนแรงของความผิดปกติเป็น 2 ระดับ คะแนน 4-7 คือระดับความรุนแรงน้อย น้อยกว่า 3 ถือว่ามีความรุนแรงค่อนข้างมาก
การประเมินทั้ง 5 ด้านมีดังนี้
1. อัตราการเต้นของหัวใจ เมื่อทารกคลอด คุณหมอจะตรวจอัตราการเต้นของหัวใจ โดยใช้เวลาฟังประมาณ 6 วินาที ซึ่งเป็นเวลาที่สั้นมาก เพราะต้องรีบประเมินเพื่อตัดสินใจช่วยเหลือ เวลาสั้นที่มาก เพราะต้องรีบที่ประเมินเพื่อตัดสินใจช่วยเหลือทารกได้ทันหากทารกมีปัญหา
2. การหายใจ ปกติเมื่อทารกคลอดออกมาแล้ว จะส่งเสียงร้องและหายใจ สังเกตเห็นได้ที่ทรวงอกของทารกซึ่งขยับลงเป็นจังหวะหายใจค่ะ
3. กำลังกล้ามเนื้อ ทารกที่คลอดออกมาแข็งแรงดีจะขยับแขนขาและร้องเสียงดังค่ะ หากทารกมีความพิการของแขนขาข้างหนึ่ง คุณหมอก็จะดูกำลังแขนหรือขาอีกข้างว่าแข็งแรงตามปกติหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ทารกที่คลอดก่อนกำหนดหรือมีน้ำหนักแรกคลอดน้อยกว่า 1,000 กรัม มักจะมีกังกล้ามเนื้ออ่อนแรงฉะนั้นเมื่อประเมินจึงทำให้ได้คะแนนที่ต่ำกว่าความเป็นจริง
4. รีเฟล็กซ์ คุณหมอจะดูจากการดูดเสมหะออกจากปากหรือจมูกของทารก ถ้าปกติ ทารกจะมีการตอบสนอง ด้วยการไอหรือจาม
5. สีผิว คุณหมอจะดูเยื่อบุต่างๆ ของทารก ที่เห็นได้ชัด คือ ริมีปาก เหือก ลิ้น ที่ควรเป็นสีชมพู รวมถึงลำตัว ปลายมือ และเท้าที่จะต้องเป็นสีแดงอมชมพูค่ะ
ตัวอย่างตารางคะแนน Apgar Score
| เกณฑ์ทั้ง 5 ในการประเมิน | 0 | 1 | 2 |
| อัตราการเต้นของหัวใจ | 0 | น้อยกว่า 100 |
มากกว่า 100 |
| การหายใจ | ไม่มี | ช้า ไม่สม่ำเสมอ |
ดี ร้อง |
| กำลังกล้ามเนื้อ | อ่อนแรง | งอแขนขาเล็กน้อย |
สามารถเคลื่อนไหวแขนขาได้ดี |
| รีเฟล็กซ์ | ไม่ตอบสนอง | หน้าแสยะ |
ไอหรือจาม |
| สีผิว | เขียวหรือซีด | ลำตัวสีชมพูแขนขาเขียว |
ทั้งตัวเป็นสีชมพู |
สาเหตุที่ได้คะแนน
- แม่มีปัญหาก่อนการตั้งครรภ์ ก่อนตั้งครรภ์ถ้าคุณแม่ไม่ได้ฝากครรภ์ ทำให้การตรวจสุขภาพขาดไป จะทำให้ไม่สามารถรู้ได้ว่ามีโรคประจำตัวหรือปัญหาอะไรบ้างเกิดขึ้นบ้าง และคุณแม่หลายๆ ท่านก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าตัวเองมีโรคประจำตัวหรือมีปัญหาอะไรจนกระทั่งมาพบคุณหมอ นอกจากนี้ยังมีภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นหลังจากที่คุณแม่ตั้งครรภ์ เช่น ภาวะครรภ์เป็นพิษ
- เกิดปัญหาระหว่างคลอด ปัญหาบางอย่างในระหว่างคลอดซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงหรือคาดเดาไม่ได้ อาจเป็นสาเหตุหนึ่งท่างผลต่อสุขภาพของทารก เช่น รกลอกตัวก่อนกำหนด ภาวะสายสะดือย้อย
- เกิดปัญหาจาหตัวทารกเอง เด็กอาจเกิดภาวะเครียดตั้งแต่อยู่ในท้อง จนกระตุ้นให้ถ่ายขีเทา ซึ่งจะทำให้เด็กกลืนและสำลักขี้เทานั้น เมื่อคลอดออกมาก็จะมีลักษณะหอบ หายใจได้ไม่ดี หรือเด็กอาจมีความผิดปกติทางพันธุกรรม เช่น กลุ่มอาการดาวน์ (Down syndrome)
- สุดท้ายคือเด็กคลอดก่อนกำหนดมากๆ ทำให้คะแนนที่ได้ต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะคะแนนถูกตัดในส่วนกำลังกล้ามเนื้อและการตอบสนองค่ะ
คะแนน...บอกอะไรได้บ้าง
มีงานวิจัยพบว่าคะแนน Apgar Score สามารถบอกถึงความผิดปกติบางอย่างในอนาคตของทารกได้บางส่วน อาทิ
- คะแนนที่เวลา 5 นาที น้อยกว่าหรือเท่ากับ 6 จะมีความผิดปกติของระบบประสาทและสมองที่อายุ 1 ปี มากกว่าทารกคะแนนดีเป็น 3 เท่า
- คะแนนที่เวลา 10 นาที ได้น้อยกว่าหรือเท่ากับ 3 ทารก 68% จะเสียชีวิตในขวบปีแรก และ 12.5% รอดชีวิตแต่มีความผิดปกติของระบบประสาทและสมอง
- คะแนนที่เวลา 20 นาที ได้น้อยกว่าหรือเท่ากับ 3 ทารก 87% เสียชีวิต และ 36% ของทารกที่รอดชีวิต มีความผิดปกติทางระบบประสาทและสมอง
คะแนนที่ลูกได้รับจะเป็นแนวทางให้คุณพ่อคุณแม่เตรียมการดูแลและเฝ้าดูพัฒนาการของลูกน้อยอย่างใกล้ชิดค่ะ ซึ่งหากพบความผิดปกติก็ต้องรีบปรึกษาคุณหมอทันทีนะคะ
อย่างไรก็ตามนี่ก็เป็นเพียงความน่าจะเป็นที่อาจเกิดขึ้นเท่านั้นเพราะข้อมูลทางการแพทย์ เมื่อมองย้อนกลับไปจะพบว่า 75% ของคนที่มีความผิดปกติของระบบประสาทและสมองกลับเป็นทารกที่มีคะแนน Apgar Score ปกติตอนคลอดค่ะ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงไม่ควรกังวลจนเกินไปค่ะ
ทำอย่างไรให้ลูกได้คะแนนเต็ม
ถ้าคุณแม่อยากให้ลูกได้คะแนนเต็มล่ะก็ มีบางส่วนคะที่สามารถทำเพื่อลูกน้อยได้ นั่นคือ ต้องเตรียมตัวเองให้พร้อม จัดการเช็กสุขภาพให้เรียบร้อยว่ามีปัญหาหรือไม่ ถ้ามี ต้องรีบปรึกษาคุณหมอทันที เพื่อตรวจดูว่าการตั้งครรภ์ครั้งนี้จ่างผลต่อสุขภาพที่ดีของลกน้อยแค่ไหน
ดูแลสุขภาพในระหว่างตั้งครรภ์ นั่นคือ คุณแม่ต้องดูแลสุขภาพอย่างดีที่สุด เช่น เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงการทำงานหนัก ไม่สูบบุหรี่หรือสารเสพติดต่างๆ พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้สบาย ไม่เครียดและอื่นๆ ซึ่งเหล่านี้คุณแม่ทุกท่านสามารถทำได้อย่างดีค่ะ
หากลูกรักของคุณได้คะแนน Apgar Score น้อย คุณพ่อคุณแม่ก็อย่าพึ่งกังวลนะคะ เพราะคุณหมอแนะนำว่า ควรติดตามเฝ้าดูพัฒนาการของลูกอย่างใกล้ชิดอยู่เสมอ หากพบความผิดปกติต้องรีบพามาพบคุณหมอทันที ที่สำคัญการหมั่นศึกษาหาความรู้และข้อมูลจากสื่อต่างๆ จะช่วยให้คุณแม่มีความรู้และความเข้าใจในการดูแลเจ้าตัวน้อย ให้เติบใหญ่โตวันโตคืนอย่างสมวัยได้อย่างแน่นอนค่ะ
(update 7 กันยายน 2009)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 26 ฉบับที่ 310 พฤศจิกายน 2551 ]
|