เมื่อพูดถึงการบำบัด คุณพ่อคุณแม่หลายท่านจะโฟกัสไปที่คำตอบสุดท้ายว่าปลายทางของการบำบัดทันทีว่าลูกจะดีขึ้นและจะได้รับสิ่งใดจากการบำบัดบ้าง แต่มีวิธีการบำบัดหนึ่งค่ะที่ประโยชน์นั้นมีหลายด้าน เพียงแต่ต้องอาศัยการทำเป็นประจำและอย่างต่อเนื่องจึงจะช่วยให้เด็กพิเศษมีอาการดีขึ้น การบำบัดที่ว่านี้คือการบำบัดด้วยม้า แล้วเขาบำบัดกันอย่างไร เด็กได้อะไรบ้างจากการการันตีของพ่อแม่ว่าของเขาดีจริง
สิ่งมีชีวิตช่วยสิ่งมีชีวิต เพื่อปรับสมดุล
ด้วยเพราะม้าเป็นสัตว์ที่มีการเดินแบบย่างเหยาะ การเดินของม้าเป็นการเดินที่มีความสมดุล การเดินสี่ขาอย่างผ่อนคลายนี้เปรียบเหมือนช่วงเวลาการเดินของเด็ก ด้วยลักษณะนี้ของม้าจะช่วยปรับสมดุลให้ร่างกาย และได้ประโยชน์ด้านอื่นด้วย
- ช่วยพัฒนาทักษะกล้ามเนื้อ การขี่ม้าช่วยนวดกล้ามเนื้อส่วนกลางลำตัว จังหวะที่ม้ากำลังเดินจะช่วยกระตุ้นและผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่หดตึงให้กับเด็กพิเศษที่มีปัญหากล้ามเนื้อหดเกร็ง แล้วยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ
- จัดระเบียบให้ร่างกาย ท่าทางการขี่ม้าที่ต้องนั่งหลังตรง ขาแนบชิดกับลำตัวม้า ท่าทางนี้เองที่จะช่วยจัดระเบียบให้ร่างกาย จัดระเบียบให้กระดูกสันหลัง ปรับปรุงท่าทางการนั่ง การเดินและการยืนให้มีความสมดุล
- กระตุ้นกล้ามเนื้อ ขณะที่ม้ากำลังก้าวเดินหรือวิ่งเหยาะ หากนั่งไม่ตรงอาจจะทำให้ตก ช่วงจังหวะนี้กล้ามเนื้อที่ไม่เคยถูกใช้งานจะถูกกระตุ้นให้กลับมาทำงานอีกครั้ง เพื่อพยายามทรงตัวให้อยู่บนหลังม้าเท่ากับว่าเป็นการช่วยพัฒนากล้ามเนื้อต่างๆ ในร่างกายให้ทำงานอีกครั้ง ซึ่งเมื่อฝึกบ่อยๆ กล้ามเนื้อทุกส่วนของเด็กก็พร้อมที่จะใช้งาน
- ไม่เฉพาะเหตุผลทางด้านร่างกายเท่านั้น การที่เด็กมีความสัมพันธ์กับม้า ได้อยู่ใกล้ชิดและเลี้ยงม้า จะช่วยส่งเสริมให้เด็กมีจิตใจที่อ่อนโยนขึ้น ซึ่งในด้านจิตวิทยานั้นการที่เด็กได้อยู่ใกล้ชิดกับสัตว์จะมีประโยชน์กับเด็กมากกว่าเมื่อเทียบกับของเล่นที่เป็นวัตถุ
- ปลุกสัญชาตญาณการระวังตัว เมื่ออยู่บนหลังม้าการระวังตัวเพื่อไม่ให้ตกจะช่วยเพิ่มสัญชาตญาณการระแวดระวังภัย การป้องกันภัยให้เด็ก ฝึกเรื่องการมองเห็น การใช้กล้ามเนื้อมือให้สัมพันธ์กับตา เมื่อฝึกบ่อยเข้าจะช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสและทักษะต่างๆ ให้เด็กได้
- สร้างความเชื่อมั่น การนั่งบนหลังม้าได้โดยที่ไม่ตก การจูงม้าและการบังคับม้าให้ไปในทิศทางที่ตัวเองต้องการได้ เหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้เด็กด้วยกิจกรรมที่เขาสามารถทำได้ด้วยตัวเอง
- เพิ่มความอ่อนโยนในจิตใจ เพราะความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่การที่เด็กสามารถขี่ม้าได้เท่านั้น นักบำบัดจะมีกิจกรรมให้เด็กเริ่มตั้งแต่ฝึกให้เด็กดูแลม้า ใส่อานม้า เก็บอุจจาระม้า จูงม้าเดิน ลูบ สัมผัส ชมเชยและขอบคุณ เมื่อม้าทำตามคำสั่ง การทำกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยสร้างสัมพันธภาพและเพิ่มความอ่อนโยนในจิตใจให้กับเด็กพิเศษ
- รู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเอง การที่เด็กได้อยู่ร่วมและเรียนรู้สิ่งมีชีวิตอื่น จะช่วยเพิ่มความเข้าใจผู้อื่นและมีความอดทนกับสิ่งรอบตัวได้มากขึ้น
ซึ่งหัวใจของการบำบัดด้วยม้า อยู่ที่นักบำบัดค่ะ เป็นคนสำคัญที่จะช่วยเชื่อมโยงระหว่างเด็กกับม้า ต้องมีความเข้าใจทั้งม้าและเด็กพิเศษ เพื่อสร้างกิจกรรมที่เหมาะสมและเลือกม้าที่จะช่วยบำบัดเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กลุ่มที่ไม่สามารถบำบัดด้วยม้า
แล้วไม่ใช่เด็กพิเศษทุกกลุ่มที่จะสามารถบำบัดด้วยม้าได้ เพราะด้วยความจำเพาะของอาการที่อาจจะไม่เหมาะสมกับการขี่ม้าบำบัด เช่น ไม่สามารถยกศีรษะได้ ศีรษะโอนเอนไปมา ป่วยและมีอาการไข้ สันหลังมีปัญหาและไม่สามารถเคลื่อนไหวส่วนหลังได้ และเป็นโรคกระดูกพรุน หากเด็กมีอาการเหล่านี้จะไม่สามารถบำบัดด้วยม้า
- กลุ่มที่มีปัญหาสมองและร่างกายเกร็ง (CP) การขี่ม้าบำบัดจะช่วยให้คลายอาการเกร็ง นักบำบัดจะเลือกม้าที่มีฝีเท้าก้าวยาว เพื่อให้เด็กรู้สึกได้ถึงการก้าวของม้าระหว่างที่เด็อยู่บนหลังม้า ครูจะดูความสามารถของเด็ก เช่น หากทรงตัวไม่ได้ก็จะต้องนอนซึ่งจะนอนคว่ำหรือนอนหงายนั้นขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่นักบำบัดต้องการให้เด็กพัฒนา ท่านี้ช่วยให้เด็กสัมผัสถึงการเดินของม้า หรือท่านั่งที่ให้เด็กเอื้อมมือไปด้านหลังเพื่อจับสะโพกม้า จะช่วยคลายกล้ามเนื้อส่วนอกและคลายอาการเกร็งได้
- เด็กสมาธิสั้นหรือเด็กออทิสติก กับเด็กสมาธิสั้นควรเลือกม้าที่มีฝีเท้าเร็ว จังหวะที่เร็ว จะช่วยให้เด็กกลับมารู้ตัวได้ตลอดเวลา เรียกว่าเมื่อเด็กขึ้นม้าได้ต้องออกวิ่งเหยาะๆ ทันที เพราะเด็กสมาธิสั้นจะไวกับสิ่งรอบตัว เด็กจะไม่มีสมาธิจดจ่อกับสิ่งใดนาน จังหวะการสั่นสะเทือนของม้าที่วิ่งเร็วกุบกับๆ จะเป็นการเรียกสติให้เด็กกลับมาตลอดเวลา ขณะเดียวกันนักบำบัดจะมีกิจกรรมให้เด็กทำด้วย เช่น ให้เด็กจับที่คอของม้าด้านซ้าย ด้านขวา หรือเอื้อมมาจับส่วนสะโพกม้า
- กับเด็กออทิสซึ่ม เด็กกลุ่มนี้มีภาวะในการรู้ตัวค่อนข้างยากลำบาก สติล่องลอย ไม่มีสมาธิจดจ่อ ดังนั้นหากต้องการกระตุ้นให้เด็กรู้ตัว ควรเลือกม้าที่มีฝีเท้าเนิบช้าเป็นจังหวะเพื่อให้เด็กกลับมามีสติเป็นจังหวะ
- เด็กที่มีปัญหาทางจิต เด็กกลุ่มนี้มักจะคิดวนซ้ำ มีอาการย้ำคิดย้ำทำ ซึมและเศร้า ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง กิจกรรมจะเริ่มจากการให้เด็กดูแลม้าก่อน ใช้หลักคือเมื่อต้องการใครที่จะมาดูแลและเป็นเพื่อน เราก็ต้องเป็นผู้นำและเป็นเพื่อนกับสิ่งเหล่านั้นให้ได้ก่อน เช่น กิจกรรมหนึ่งที่เด็กต้องจูงม้าข้ามขอนไม้ ครั้งแรกม้าอาจจะไม่ยอมเดินเพราะเด็กก็ไม่เดินข้ามไป แต่เมื่อนักบำบัดทดลองให้เด็กเดินนำม้าไปก่อน ม้าจึงค่อยเดินตาม ภาวะที่เกิดขึ้นในจิตใจเมื่อม้าเดินตามนั้นเปรียบเหมือนการก้าวพ้นอุปสรรคไปพร้อมกันทั้งม้าและคน เด็กจะรู้สึกถึงการประสบความสำเร็จค่อยๆ ก้าวออกมาจากภาวะจิตใจที่ซึมเศร้าไปได้ทีละน้อย
กิจกรรมที่นักบำบัดออกแบบให้เด็กพิเศษนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องทำความเข้าใจก่อนค่ะว่าไม่ใช่เพียงจบคอร์สหรือขี่ม้าได้ครั้งสองครั้ง อาการของลูกจะดีขึ้น แต่การขี่ม้าบำบัดจะให้ได้ผลดีต้องทำเป็นประจำและต่อเนื่อง ซึ่งสามารถทำควบคู่เป็นอีกหนึ่งของกิจกรรมบำบัดค่ะ
(update 18 มีนาคม 2010)
[ ที่มา..
นิตยสาร MODERNMOM Modernmom Vol. 14 Mo. 159 January 2009 ]
|