หนูอยากฉลาดและเป็นคนดี พ่อแม่ช่วยหนูด้วย


ปัจจุบันเรามีลูกกันน้อย มีแล้วก็อยากให้ลูกมีคุณภาพที่ดีที่สุด แต่เราสั่งให้ลูกเกิดมาสมบูรณ์แบบที่สุดไม่ได้ เช่นเดียวกับสิ่งผลิตที่ประดิษฐ์ทุกชิ้นอาจจะไม่เหมือนกัน เด็กๆ เองก็เลือกเกิดไม่ได้ว่า จะมาอยู่กับพ่อแม่ที่รู้เรื่องการดูแลเด็ก จะเลี้ยงดูเหมาะสมประการใดตัวเด็กๆ เองก็อยู่ในภาวะเสี่ยงเหมือนกัน แต่ที่แน่คือ เด็กๆ ทุกคนที่เกิดมามีศักยภาพที่จะเติบโตเป็นคนดี คนเก่งและมีความสุขได้

ใครๆ ก็อยากให้ลูกฉลาด ซึ่งมีปัจจัยหลายประการ เราต้องเตรียมพร้อมตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ ระหว่างตั้งครรภ์ ระหว่างคลอดและหลังคลอด ปัจจัยของ DNA ที่ดี จากปู่ย่า ตายาย พ่อแม่ โภชนาการเหมาะสม สภาวะจิตใจและสิ่งแวดล้อม และบุคคลที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าแม่คือ “พ่อ” นั่นเอง

โดยทั่วไปเราเน้นบทบาทแม่มาก ทั้งภาวะตั้งครรภ์ การคลอด และหลังคลอด รวมทั้งการให้นมแม่ แม่มีบทบาทใหญ่ค่ะ แต่พ่อสำคัญไม่ยิ่งหย่อน พ่อคือผู้สร้างเสริม IQ และ EQ แก่ลูก พ่อเป็นทั้งผู้ก่อเกิดความสนุกสนาน เบิกบาน เร้าใจให้แก่ลูกๆ พ่อเป็นเสาหลักของครอบครัว พ่อเป็นผู้ควบคุมกฎระเบียบและความสงบสุขในครอบครัว เด็กๆ จะรอพ่อกลับจากทำงานจะได้เล่นสนุกกับพ่อ

ดังนั้นผลงานวิจัยของ ดร.นพดล กรรณิการ์ จากเอแบคโพลเร็วๆ นี้ ที่ศึกษาพ่ออายุ 25 ปี ถึง 60 ปี ในวัยทำงาน ส่วนหนึ่งคือกลุ่มใช้แรงงานด้วย พบว่าร้อยละ 20.6 พ่อไม่ได้พบลูกเลยใน 1 สัปดาห์บางรายมากกว่า 1 สัปดาห์ด้วยซ้ำไป และพ่อร้อยละ 20 ไม่ได้อยู่กับลูก ส่งลูกไปอยู่ต่างจังหวัดกับญาติผู้ใหญ่ เวลาทำงานของพ่อต้องออกจากบ้าน 6 นาฬิกาและกลับ 3-4 ทุ่มขึ้นไป พ่อได้อยู่กับลูกแค่วันละ 1 ชั่วโมงเศษๆ

พ่อมีโอกาสช่วยลูกทำการบ้านน้อยมาก มีโอกาสช่วยแก้ปัญหาให้ลูกน้อย พ่อเองปรารถนาอยากอยู่กับลูกวันละ 5 ชั่วโมง เฉลี่ยวันหยุดด้วย พ่ออยากเป็นที่ปรึกษาและช่วยครอบครัวเลี้ยงดูลูก น้อยรายจะมีเวลาอบรมด้านจริยธรรมและคุณธรรม พ่อส่วนหนึ่งยังใช้วิธีเฆี่ยนตีลูก การลงโทษด้วยวาจาก้าวร้าวยังปรากฏอยู่ ฯลฯ

ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นอนาคตเด็กไทย ซึ่งพ่อจำนวนมากขึ้นที่ถูกดูดเข้าสู่วิถีของงานอาชีพ ต้องแข่งขันในยุคของธุรกิจเข้มข้น เวลาคุณภาพของลูกและครอบครัวจะจางลงทุกที หมอได้เข้าร่วมทำ Press Release ในฐานะประธานของแผนเด็กเยาวชนและครอบครัวของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ได้ร่วมฟังข้อมูล ดร. นภดล ซึ่งพบตัวจริง เสียงจริง หลังจากฟังผลงานท่านมานาน ท่านบอกว่า “ผมนอนน้อยมาก งานก็มาก ก่อนมาก็รีบทำหน้าที่พ่อที่ดีคือช่วยแม่บ้านดูแลลูก อาบน้ำ แต่งตัวให้ลูก ผมใกล้ชิดลูกมาก เวลากลับบ้านลูกจะดีใจส่งเสียงดังจนเพื่อนบ้านรู้ว่าผมกลับบ้านแล้ว”

ซึ่งในวันนั้น คุณหมอสุริยเคว ทิปาตี เป็นผู้ทำวิจัยเรื่องต้นทุนชีวิตของเด็กไทยหรือ Developmental Asset ว่าเด็กที่เป็นคนดีจะมีคุณลักษณะหรือต้นทุนที่ดี ไม่ว่าจะมีสิ่งมาเร้าใจให้เขาหลงทางผิด เขาจะไม่เลือกเดินไปทางผิดๆ เขาเลือกจะเป็นคนดี วันนั้น สสส. เปิดเพลงแบ็คกราวน์ คือเพลง “พ่อกลับบ้านๆๆ” และที่กระทบใจหมอมากๆ คือเสียงใสๆ ของเด็กวัยอนุบาลที่ร้องว่า “พ่อกลับบ้าน แม่กลับบ้าน มาไวไว หนูดีใจ รักพ่อน่าดู หนูรอพ่ออยู่ เล่นกับแม่ เล่นกับแม่ พ่อมาทันแม่ยอมให้กอด พ่อไม่กลับ การบ้านไม่เสร็จ หนูโดนตีน่าดู พ่ออย่าทำโอที หนูอยากได้ความรู้...” เพลงนี้สะท้อนใจผู้ใหญ่ มีคุณหมอผู้ชายบอกว่า “ลูกก็พูดอย่างนี้กับผมครับ”

ช่วงวัยเด็กโดยเฉพาะวัย 4 ปี แรกเป็นทองของชีวิต การพัฒนาของเซลล์สมองเจริญเติบโต งอกเงยทั้งความเฉลียวฉลาด ทักษะของชีวิต การเป็นคนดี มีคุณธรรมจริยธรรม ต้องการทั้งพ่อและแม่ แต่เป็นช่วงการก่อสร้างครอบครัว ฐานะการเงินที่ดึงพ่อหรือทั้งพ่อและแม่ออกไป

เริ่มต้นจากการพัฒนา IQ ซึ่งคนปกติอยู่ในเกณฑ์ 90-110 แต่ไม่เชียร์ให้นำลูกไปวัดโดยไม่จำเป็น พ่อแม่เองก็ประเมินได้ ถ้าไปวัดลูกต่ำหรือสูงก็อาจจะฝังใจเด็กหรือเข้าใจผิด เพราะมีปัจจัยภายนอกผันแปรได้ สู้เรามาคิดกันว่าจะเสริมสร้างความเฉลียวฉลาดให้ลูกได้อย่างไร

เพราะทุกคนมีสมองเท่าๆ กัน อวัยวะทั้งหลายก็ไม่แตกต่างกัน แตกต่างคือโอกาสที่เขาจะได้พัฒนา ซึ่งขึ้นกับพ่อแม่ให้โอกาสลูก “ฟัง คิด พูด อ่าน เขียน” 5 ข้อนี้สำคัญเหมือนเรามีข้างละ 1 มือ กับ 5 นิ้วนั่นแหละ


เด็กที่มีความเฉลียวฉลาดมีลักษณะสำคัญดังนี้
1. ช่างสังเกต

2. มีสมาธิดี ไม่ใช่การนั่งสมาธิ คือไม่วอกแวกง่าย ทำอะไรทำจริง ไม่หยิบโหย่ง

3. ความจำดี

4. การสร้างภาพในใจ เช่นเดียวกับการคิดเลขในใจ

5. การถ่ายทอดจินตนาการ

6. คิดเป็นระบบ

7. การเรียงลำดับความสำคัญ

8. การคิดละเอียด

9. การคิดเชื่อมโยง มีเหตุ มีผล

10. การแก้ปัญหา พบว่าเด็กขากทักษะด้านนี้ รวมทั้งการแก้ปัญหาอย่างสันติวิธีและการสลายความขัดแย้ง ดังปรากฏการณ์ในสังคมไทยเป็นรูปธรรมที่ผู้ใหญ่ไทยทำให้เด็กดูจนบอกว่า “ดีกันเถิด” ระหว่างเสื้อเหลือง เสื้อแดง

11. การทำงานประสานกันทั้งมือและเท้า โดยเฉพาะข้อ 4 และ 5 เสริมให้ลูกรู้จักการเห็นภาพในสมองหรือ Mental Image โดยการต่อ Lego หรือการต่อ Block รวมทั้งการเล่านิทานให้ลูกฟังตั้งแต่ยังเล็กๆ การฟังดนตรี และการเล่นดนตรีมีส่วนเสริม
จะเห็นว่า 1-11 ข้อทำไม่ยากเลย หากพ่อแม่อยู่ใกล้ชิดคอยช่วยแนะนำลูก เพราะลูกจะถามๆๆๆ ตั้งแต่เขาเริ่มพูดได้ คำถามก็คือ What When Where Why How เป็นคำถามฮิตของการงอกเงยสติปัญญาถ้าพ่อแม่ตอบสนอง เขาจะถามเป็นภาษาไทย เช่น ขวบหรือขวบเศษชี้นิ้วถามว่า “อะไร” เราตอบก็จะถามต่อไปเรื่อยๆ เช่น “ทำไมนกถึงบินได้” “ทำไมฝนจึงตก” ฯลฯ

การสำรวจ IQ EQ Watch ของสถาบันราชนิกูล กรมสุขภาพจิต ร่วมกับสถาบันร่วมจิตติ พบว่าเด็กวัย 0-5 ปี เมื่อปี 2545 มีพัฒนาการปกติร้อยละ 71.69 แต่ในปี 2550 ลดเหลือร้อยละ 67.7 เด็กอายุ 3-5 ปี มีสติปัญญา (IQ) เฉลี่ย 110.67 แต่เด็กประถมได้ 97.31 ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) เด็ก 3-5 ปี เมื่อปี 2545 ได้ 139-202 คะแนน (ปกติ) แต่ปี 2550 ลดลงเป็น 125-198 คะแนน

แม้จะสรุปว่าเด็กไทยมีระดับ IQ และ EQ ปกติ แต่ก็เป็นความปกติที่ลดลง จึงขอร้องให้ทุกคนมีส่วนช่วยพัฒนาเด็กไทย ซึ่งลูกจะเป็นคนฉลาด คนเก่ง คนดีได้ ก็เพราะพ่อแม่อย่างแท้จริง


(update 20 เมษายน 2010)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 27 ฉบับที่ 313 กุมภาพันธ์ 2552 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600