ฌาน เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ พญ. เพียงทิพย์ หังสพฤกษ์
เป็นธรรมดาสำหรับพ่อแม่ ที่พอเจ้าตัวน้อยเริ่มพูดปาปา มามา หม่ำๆ ก็จะรู้สึกดีใจ แม้ว่าคำนั้นจะยังไม่ชัดหรืออาจจะเป็นคำที่ไม่มีความหมาย ไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่ในความรู้สึกของคนเป็นพ่อเป็นแม่ แค่นี้ก็ตื่นเต้นแล้วจริงมั้ยค่ะ
และต่อไปนี้เป็นวิธีที่จะทำให้เสียงพูดของลูกพัฒนาได้ดีขึ้นค่ะ
เสียงนี้...มีความหมาย
คุณพ่อคุณแม่ที่ไม่แน่ใจว่า เสียงแรกที่ลูกเปล่งว่า มามา แมะ เอ๊...ลูกจะเรียก แม่ หรือเปล่านะ หรือว่าเราหูแว่วไปเอง เพราะก่อนหน้านี้ลูกยังไม่พูดอะไรเลย จะใช่ว่าลูกเริ่มพูดหรือเปล่า
วิธีสังเกตก็คือ ถ้าลูกเห็นหน้าเราแล้วเรียกด้วยเสียงนี้ทุกครั้ง แต่เห็นหน้าคุณพ่อแล้วกลับเรียกด้วยเสียงอื่นๆ หรือไม่ได้ส่งเสียงก็มั่นใจได้ค่ะว่าลูกเข้าใจความหมายของเสียงนั้น และเริ่มที่จะเรียกคุณจริงๆ แล้วล่ะ
ผิดปกติไหม...พูดไม่มีความหมาย
มีหลายบ้านค่ะที่งงงวยเหลือเกินว่าลูกพูดคำว่าอะไร เช่น แหมะ แจะ เป็นคำที่ไม่เคยสอนและไม่เคยพูดเลย ลูกไปจำมาจากไหน หรือมีอะไรผิดปกติหรือเปล่า
ตอบได้ว่าเด็กทุกคนในช่วงวัยกำลังเริ่มพูด (ประมาณ 8 เดือนขึ้นไป บางคนอาจจะเร็วหรือช้ากว่านั้นค่ะ แต่ไม่ควรเกิน 1 ขวบครึ่ง) จะมีภาษาเป็นของตัวเอง และเป็นภาษาที่คุณอาจไม่เข้าใจ เพราะเป็นช่วงที่เขากำลังเลียนแบบเสียงคุณพ่อคุณแม่ แต่การทำงานของลิ้นและปากยังไม่ดีพอ ทำให้การเปล่งเสียงยังไม่ชัดเท่ากับผู้ใหญ่ ก็เลยมีภาษาที่ฟังแล้วทำเอาคุณพ่อคุณแม่รู้สึกกังวลว่าลูกมีความผิดปกติหรือเปล่า
อาการแบบนี้...ลูกอาจมีปัญหาการพูด !
- ในช่วงอายุยังไม่เกิน 1 ขวบ ถ้าลูกไม่สบตา ไม่หันตามเสียงพูด ไม่ติดคนเลี้ยง ไม่ยิ้ม ไม่สนใจ ควรพาลูกไปเช็กนะคะ
- 2 ขวบแล้วยังไม่ยอมพูดหรือพูดคำที่ไม่มีความหมาย
พูดอีก...พูดอีกทีได้รึเปล่า
เมื่อลูกเริ่มเปล่งเสียง สิ่งที่ควรทำเพื่อส่งเสริมพัฒนาการการพูดของลูกคือ
- ดีใจแต่พอดีๆ ค่ะ เพราะเด็กบางคนถ้าคุณพ่อคุณแม่ดีใจชนิดโอเวอร์ อาจจะทำให้เขาตกใจ และไม่กล้าเปล่งเสียงพูดอีก
- พูดจาโต้ตอบกับลูกมากขึ้น ไม่ต้องพูดยาวนะคะ สั้นๆ ง่ายๆ สิ่งสำคัญคือคุณพ่อคุณแม่อย่าเอาแต่พูดนะคะ ต้องรอฟังการตอบกลับจากลูกด้วย และการตอบกลับจากลูกอาจจะไม่ใช่ภาษาพูด แต่เป็นกิริยาท่าทาง เช่น ยิ้ม หัวเราะ ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สำคัญ ถ้าคุณไม่รอให้ลูกสื่อสารกลับจะทำให้เขาพูดได้ช้าลง
- ฝึกการพูดจากสถานการณ์ในขณะนั้น เวลาที่ลูกต้องการอะไร แล้วยังไม่สามารถจะบอกได้ คุณแม่ลองใช้วิธีหยิบของสิ่งนั้นแล้วบอกชื่อเรียกกับลูก เช่น ลูกต้องการลูกบอลใช่มั้ยคะ ถ้ายังไม่ใช่ เราก็หยิบสิ่งอื่นมาลองไปเรื่อยๆ ต้องการแก้วใช่มั้ยคะ ต้องการขวดนมใช่มั้ยคะ ซึ่งวิธีนี้จะเป็นการสอนพูดแบบเป็นธรรมชาติค่ะ
- แววตา ท่าทาง รอยยิ้มของคุณแม่หรือคนที่พูดกับเด็ก เป็นสิ่งที่สร้างการเรียนรู้ได้ดีค่ะ ในบรรยากาศสบายๆ ถ้าคุณแม่พูดกับลูกยิ้มแย้มแจ่มใส แววตาแสดงถึงความรัก มีการสัมผัสโอบกอด นอกจากลูกจะได้ฝึกพูดแล้ว ยังได้เรื่องของสายสัมพันธ์อีกด้วย
ไม่ยากเลยใช่มั้ยคะที่จะสร้างพื้นฐานของพัฒนาการด้านภาษาให้กับเจ้าตัวเล็กของเรา
(update 8 มีนาคม 2010)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 26 ฉบับที่ 312 มกราคม 2552 ]
|