|
 |
|
ศึกแย่งลูก |
|
 |
ผมและภริยาแยกกันอยู่ โดยลูกสาวอายุ 7 ขวบ
อยู่กับภริยาที่บ้านแม่ยาย ผมไปเยี่ยมลูกสาวอาทิตย์
|
ละครั้ง พาไปซื้อเสื้อผ้าหรือนมหรือขนม พาไปเที่ยวสวนสนุก ดูหนังและรับประทานอาหารด้วยกัน
ต่อมาภริยาทราบข่าวว่า ผมมีผู้หญิงอื่นมาพัวพัน เธอโกรธและขอร้องไม่ให้มาเยี่ยมลูกอีก
สำหรับผมโอกาสกลับมาคืนดีกับภริยาเป็นเรื่องยาก แต่พยายามแยกว่าลูกต้องการพ่อ ผมอยากให้ลูกมาอยู่ด้วย
เพราะคุณแม่ผมอยากเลี้ยงเอง และทราบว่าภริยาจะเกรี้ยวกราดเอากับลูก และบางครั้งตีลูกประชดผม
คุณแม่จึงไปเจรจาขอลูกจากภริยาและแม่ยาย โดยยินดีให้เธอมาเยี่ยม หรือรับลูกไปค้างเป็นบางครั้งได้ด้วย แต่นอกจากเธอจะด่ากลับแล้วยังไม่ยอมให้ผมเข้ามาในบ้านแม่ยายอีก
จึงอยากปรึกษาคุณสุกัญญาว่า ถ้าผมจะบุกเข้าไปเอาลูกมาจากบ้านหลังนั้น ผมควรจะทำหรือไม่
และการที่พ่อเข้าไปเอาลูกมามีความผิดอะไรหรือไม่
ปราการ ลพบุรี
ศึกแย่งลูกกันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก เพราะบางครั้งนอกจากเป็นการเอาชนะกันระหว่างสามีภริยาแล้ว ยังเป็นเรื่องที่ฝ่ายญาติแต่ละฝ่ายต่างแย่งต้องการได้หลานมาอยู่เป็นเพื่อน โดยไม่สนใจความอบอุ่นที่แท้จริงของเด็ก
หลายเรื่องที่ภริยาเรียกร้องเงินค่าเลี้ยงดูมากเกินไป หรือการที่สามีคิดว่าภริยาจะเอาเงินที่ตนให้ลูกไปจ่ายส่วนตัวของภริยา
หรือ คิดว่าลูกจะไม่มีอนาคตหากอยู่กับแม่ ก็พยายามเอาลูกคืนมา โดยเอามาให้ย่า พี่สาวหรือน้องสาวช่วยกันเลี้ยง
หลายคนที่เอาลูกจากภริยาเก่ามาให้ภริยาใหม่เลี้ยง ส่วนพ่อตะลอนๆ ทำงาน ประชุม งานเลี้ยง สังสรรค์เพื่อนฝูง
วันๆ ไม่เจอหน้าลูกเลย ถ้าเป็นอย่างนั้นอย่าเอาลูกไปดีกว่า เพราะถ้าพ่อไม่มีเวลาพอก็ควรให้เด็กอยู่กับแม่
โดยคอยช่วยเหลือเงินค่าเลี้ยงดูอย่าให้บกพร่อง คิดเสียว่าเงินส่วนที่ให้เกินไปนั้นเป็นการตอบแทนผู้ที่สามารถให้ความรัก
และความอบอุ่นให้แก่ลูกเราที่ดีกว่าคนอื่นๆ
ดังนั้นการที่คุณถามมาว่าจะบุกเข้าไปเอาลูกในบ้านแม่ยายได้หรือไม่ ตอบว่าเสี่ยงต่อความผิดฐานบุกรุก
โดยเฉพาะเป็นบ้านของแม่ยาย เพราะการเข้าไปในสถานที่ของผู้อื่นเพื่อไปทำการรบกวนการครอบครองของเขา
เป็นความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา ถ้าเข้าไปกลางคืนโทษยิ่งหนักขึ้นอีก
มีหลายคดีที่ฝ่ายชายถูกดำเนินคดีเพราะเข้าไปในบ้านของแม่ยายเพื่ออ้อนวอนขอคืนดีกับภริยาที่หนีกลับมาอยู่กับแม่
โดยเขาไม่อนุญาตหรือจะเข้าไปขโมยลูก แต่พอเข้าไปจริงๆ ก็เกิดเรื่อง บางคนควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ด่าว่าเสียๆ หายๆ
ทำลายข่าวของ ตบตีทำร้ายร่างกาย จึงพ่วงทั้งบุกรุก ทำให้เสียทรัพย์ ทำร้ายร่างกาย ดูหมิ่นซึ่งหน้า ฯลฯ
เป็นข่าวหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์กันบ่อยๆ
มีคดีหนึ่งที่ลูกสาวอายุ 12-13 ปี มาเล่า ให้แม่ฟังว่าอยู่กับพ่อไม่มีความสุข แม่จึงชวนให้ลูกหนีไปกับตน
โดยมารับลูกที่โรงเรียนในเวลาเรียน บังเอิญเทอมนั้นพ่อยังไม่ได้จ่ายค่าเล่าเรียนแต่พอทราบว่า
เด็กได้หนีตนไปขณะอยู่ที่โรงเรียน ทำให้พ่อเสียหน้ามากโกรธถึงกับตัดเป็นตัดตาย
และในฐานะพ่อเป็นผู้ปกครองไม่ยอมมาลาออกจากโรงเรียนให้ลูก โรงเรียนก็กลัวพ่อจะเอาเรื่องกับทางโรงเรียน
ที่ปล่อยให้เด็กหายขณะอยู่ที่โรงเรียน จึงไม่ออกใบรับรองผลการเรียนให้กับเด็ก กว่าจะคุยกันรู้เรื่องได้เสียเวลาไปเกือบเทอม ผลตามมาคือเด็กไม่สามารถจะไปเข้าเรียนในระหว่างภาค ที่โรงเรียนใหม่ได้ ต้องเสียเวลา 1 ปีการศึกษา
และระหว่างที่เด็กรอเข้าโรงเรียนใหม่จึงมีเวลาว่าง แม่พยายามตามใจเพื่อให้เด็กเห็นว่าอยู่กับแม่ดีกว่า ปล่อยให้เด็กเที่ยวเตร่หาเพื่อนคนโน้นคนนี้ระหว่างที่แม่ไปทำงานอย่างอิสระ
ปรากฏว่าพอโรงเรียนจะเปิดเทอม เด็กคนนี้ท้องได้ 3 เดือน ปัจจุบันเด็กต้องเลิกเรียนกลางคัน
คลอดลูกเสร็จไปเป็นสาวโรงงานเพราะความรู้น้อย เปรียบเทียบกับอีกคดีหนึ่งแม่ฟ้องขอให้เด็ก
มาอยู่ในอำนาจปกครองของตนจนแม่ชนะคดี แต่เด็กไม่ยอมมาเนื่องจากข้อมูลจากพ่อทำให้เด็กเกลียดแม่
เมื่อเด็กไม่มาเธอไม่คิดเอาชนะด้วยการนำคำพิพากษาไปเอาเด็กมา แต่เธอใช้วิธีหมั่นไปเยี่ยมลูกที่โรงเรียน
ลูกไม่ออกมาพบก็ซื้อของไปฝากครูไว้ ถ้าไปเยี่ยมลูกที่บ้านพ่อ หากสามีไม่ให้เข้า
และเอาของฝากโยนทิ้งนอกรั้วก็เดินร้องไห้กลับเป็นประจำ
ส่วนเด็กสับสนหวั่นไหวข้างในเพราะพ่อบอกไว้ว่าถ้ายอมพบกับแม่ พ่อจะเสียใจมาก
ปัจจุบันนี้ดิฉันในฐานะทนายความคดีนี้ ได้พบกับเด็กคนนี้โตเป็นหนุ่มมีความคิดเป็นของตนเองแล้ว
จึงทราบว่าเขาจะยังอยู่กับพ่อ เสาร์อาทิตย์จึงมาขลุกอยู่กับแม่และน้องสาว เขาอธิบายว่าคงไม่ฝืนให้พ่อแม่อยู่ด้วยกัน แต่ขณะนี้เขาและน้องสาวมีความสุขมากกว่าหลายครอบครัวที่พ่อแม่อยู่ด้วยกัน
ทั้งนี้นอกจากแม่ไม่ใช้คำพิพากษาที่ชนะคดีไปบังคับให้เขาจากพ่อมา แต่แม่ยังใช้ความรัก
เอาใจใส่ และสละเวลามาดูแลเขาอย่างสม่ำเสมอ ตลอดระยะเวลาที่เขาต้องอยู่เป็นเพื่อนพ่อ
สุกัญญา รัตนนาคินทร์
(update 12 ตุลาคม 2002)
[ ที่มา...
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอังคารที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2545 ]
|