 |
พ่อฟ้องแม่ลูกฟ้องพ่อ |
 |
|---|
บางครั้งความจำเป็นของชีวิตคู่อาจมีปัญหาชนิดที่เรียกว่าน้ำท่วมปากไม่อาจดำเนินการบางอย่างตามที่ควรจะทำได้
จึงเกิดปัญหาในภายภาคหน้าที่เกิดสภาพบังคับให้ต้องมีการทวงสิทธิตามกฎหมาย มีบางเรื่องอยู่เหมือนกัน
ที่ข้อตกลงตามสัญญาบางประการระหว่างสามีภริยาเกิดปัญหาไม่อาจบังคับได้ พ่อฟ้องแม่ ลูกฟ้องพ่อให้ออกไปจากที่พิพาท
ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวขาดสะบั้น
พันธุ์อาชีพทำฟาร์มหมูในเขตจังหวัดนครปฐม เป็นคนขยันขันแข็งรักครอบครัวและลูกหลายคนจากหลายแม่
ชีวิตประจำวันจะดูแลคนงานให้อาหารหมู ตามหมอมาดูอาการป่วยของหมู และค้าขายหมูเมื่อถึงเวลา
การทะเลาะกันระหว่างพันธุ์และภริยา และระหว่างภริยาด้วยกันก็มีบ้างแต่ไม่ถึงขั้นรุนแรง
ธุรกิจเล็กๆ ที่เกี่ยวกับการเลี้ยงหมูดำเนินไปตามปกติ
จนกระทั่งมีเรื่องไม่หมูเกิดขึ้นกับภริยาคนหนึ่งชื่อชะเอมลูกสาวกำนันเชยซึ่งได้เสียชีวิตไปนานหลายปีแล้ว
พันธุ์ได้ชื่อว่าเป็นลูกเขยคนโปรดของกำนันผู้นี้ชนิดที่หยิบยืมเงินหรือให้พ่อตาค้ำประกันเงินกู้ธนาคารได้ก็แล้วกันละ
แต่เขาไม่อาจขอร้องให้ชะเอมโดนที่ดินแปลงใหญ่แปลงหนึ่งเนื้อที่ 20 ไร่ มูลค่าหลายล้านบาทได้
ออดอ้อนก็แล้วขู่ก็แล้วอ้างว่าจะฟ้องศาลก็แล้วภริยาคนนี้ก็ทำเฉยเสีย
สิบหกปีย้อนหลังชะเอมมีลูกคนที่สองให้กับพันธุ์ ธุรกิจฟาร์มหมูกำลังรุ่ง บางครั้งพันธุ์มีความจำเป็นต้องหาหลักทรัพย์
ค้ำประกันเงินกู้ธนาคาร ชะเอมจึงทำสัญญาเป็นหนังสือยกที่ดินเนื้อที่ 20 ไร่แปลงนี้ซึ่งมีชื่อของเธอ
และลูกชายทั้งสองเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันไม่มีสิ่งปลูกสร้างในขณะนั้นชะเอมสัญญาว่าจะทำการแบ่งแยกที่ดินแปลงนี้
ให้กับพันธุ์ 20 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินอยู่ในโฉนดกับที่ดินแปลงใหญ่ หากไม่แบ่งให้ตามสัญญายอมให้ฟ้องศาลบังคับตามสัญญานี้ได้
พันธุ์ตัดสินใจฟ้องชะเอมและลูกชายสองคนอ้างว่าเขาได้ทำการครอบครองที่ดินแปลงนี้ติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่าสิบปี
ได้ทำการก่อสร้างบ้านเรือน อาคารเลี้ยงหมู 3 หลัง ทำรั้วกันสัตว์และใช้ประโยชน์จากที่ดินแปลงนี้ต่อเนื่อง
จำเลยทั้งสามไม่ได้ห้ามปรามและไม่ได้เกี่ยวข้องจึงถือว่ารู้เห็นเป็นใจที่จะให้ที่ดินแปลงนี้
ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของพันธุ์ตามสัญญาดังกล่าวข้างต้น
สุดท้ายศาลพิพากษาว่า การให้รายนี้นั้นถือว่าเป็นนิติกรรมที่ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย
เพราะยังไม่ได้จดทะเบียนโอนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การที่โจทก์เข้าครอบครองที่พิพาท
ก็เป็นเพียงอาศัยสิทธิของจำเลยที่ 1 คือนางชะเอมมิใช่เป็นการยึดถือในฐานะเป็นเจ้าของ
ลำพังแต่การที่โจทก์สร้างบ้าน อาคาร ทำรั้วและใช้ที่ดินแปลงพิพาทโดยที่จำเลยทั้งสามไม่ห้ามปราม
และเข้ามาเกี่ยวข้องหาใช่เป็นการบอกกล่าวว่าโจทก์ไม่เจตนาจะยึดถือที่พิพาทแทนก็หาไม่
แม้ฟังว่าโจทก์จะครอบครองที่พิพาทเกิน 10 ปี โจทก์ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครอง ปัญหาข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น
แต่การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 บุตรของโจทก์ฟ้องแย้งขอให้ขับไล่โจทก์ออกจากที่พิพาท
ไม่ต้องห้ามฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งและคดีอาญา ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการที่โจทก์และจำเลยที่ 1
ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ก็เป็นบุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ไม่ต้องห้ามฟ้องบุพการี
กฎหมายห้ามเฉพาะบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายฟ้องบุพการีของตนเท่านั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟ้องแย้งขอให้ขับไล่จำเลยได้
ไม่เป็นอุทลุม ข้ออ้างของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น
เรื่องนี้จึงเป็นความซวยของโจทก์สองเด้ง
ข้อมูล : เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 227/2532
รศ.พิศิษฐ์ ชวาลาธวัช
(update 8 กุมภาพันธ์ 2005)
[ ที่มา...
หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9814 ]
|